"เชือกเส้นนี้ยังผูกหลวมเกินไปยายธารา ถ้าลมกระโชกแรกมา เสาโรงเรือนเพาะชำได้ถอนรากแน่"
เสียงทุ้มแหบพร่าของลุงบุญตวาดแข่งกับเสียงคำรามต่ำ ๆ ของท้องฟ้าเบื้องบน ที่บัดนี้เปลี่ยนเป็นสีเทาเข้มอมเขียวประหลาด—สีของความพินาศที่คนทำสวนคุ้นเคยดีกว่าใคร ธาราสะดุ้งเล็กน้อยจากภวังค์ความคิด มือเรียวที่กำลังสั่นเทาเล็กน้อยรีบดึงปมเชือกป่านในมือให้แน่นขึ้นจนบาดฝ่าฝืน ความเจ็บแปลบช่วยดึงสติให้เธอกลับมาสู่โลกความเป็นจริง โลกที่ความเงียบสงบอันยาวนานในสวนหลังบ้านกำลังจะถูกทดสอบด้วยพายุลูกใหญ่ที่สุดในรอบทศวรรษ
ความโกลาหลไม่ได้มาเยือนด้วยเสียงกรีดร้อง แต่มันมาพร้อมกับความเงียบงดงามที่น่าสะพรึงกลัว ก่อนที่กิ่งไม้ขนาดใหญ่จะหักโค่นลงมาฟาดกับพื้นดินเสียงดังสนั่น ลุงบุญในชุดกันฝนสีซีดไม่รอช้า แกโยนกระสอบทรายหนักอึ้งลง3กระสอบรวดทับมุมระเบียงเรือนกระจก สายตาฝ้าฟางแต่เด็ดเดี่ยวหันมามองหญิงสาวรุ่นหลาน
"อย่ามัวแต่มองฟ้า ยายธารา พายุไม่เคยสนใจว่าใครกำลังครุ่นคิดเรื่องอะไรในอดีต มันมาเพื่อพัดพาสิ่งที่ยึดติดไว้ไม่อยู่ให้ปลิวหายไป จำที่ลุงเคยสอนได้ไหม... ยิ่งเราเกร็ง เรายิ่งต้านทานไม่ไหว"
ธาราเม้มริมฝีปากแน่น เหงื่อกาฬผุดขึ้นตามไรผมไม่ใช่เพราะความร้อน แต่เป็นเพราะความกลัวลึก ๆ ที่ถูกขุดคุ้ยขึ้นมา ภาพความทรงจำในวัยเด็กซ้อนทับเข้ามา—วันที่บ้านหลังเก่าของครอบครัวพังทลายลงเพราะหนี้สินและความคาดหวัง วันนั้นเธอก็ยืนมองความพินาศด้วยความรู้สึกไร้พลังแบบนี้ไม่มีผิดเพี้ยน
"แต่ถ้าหนูผูกมันไว้ไม่แน่นพอ ทุกอย่างที่หนูกับลุงช่วยกันปลูก... มันจะหายไปหมดนะคะลุง" เสียงของธาราขาดห้วง ลมกระโชกแรงระลอกใหม่พัดเอาฝุ่นดินและเศษใบไม้ปลิวว่อนเข้าตาจนเธอต้องหรี่ลง
"ปล่อยให้มันไปสิ ถ้ามันจะไป" ลุงบุญหยุดมือที่กำลังตอกตะปูแผ่นไม้กั้นหน้าต่าง แกหันมามองด้วยแววตานิ่งสงบ ท่ามกลางความอลหม่านของสิ่งของที่เริ่มปลิวว่อน "ธรรมชาติสอนเราเสมอว่า มีพบก็มีพราก มีสร้างก็มีทำลาย สิ่งที่เราทำได้ตอนนี้ไม่ใช่การเอาชนะลมพายุ แต่เป็นการเตรียมใจรับมือต่างหาก ยึดมั่นในแก่น แต่อย่าเหนี่ยวรั้งกิ่งก้านที่พร้อมจะหัก"
คำพูดนั้นสะเทือนลึกเข้าไปในจิตใจของธารา ความตื่นตระหนกที่เคยพลุ่งพล่านค่อย ๆ เปลี่ยนรูปเป็นความยอมรับ เธอนิ่งงูดอยู่เสี้ยววินาที ก่อนจะสูดลมหายใจเข้าลึกเต็มปอด แล้วลงมือตอกตะปูตัวสุดท้ายลงบนคานไม้ด้วยความมั่นคงที่ต่างจากเดิมอย่างสิ้นเชิง ความโกลาหลรอบตัวยังคงดำเนินต่อไป ข้าวของในสวนเริ่มลอยละลิ่ว กระถางดินเผาแตกกระจายทีละใบเสียงดังเพล้ง แต่ภายในใจของหญิงสาวกลับสงบลงอย่างประหลาด ราวกับตาพายุที่นิ่งสนิทท่ามกลางลมหมุน
ทั้งสองคนช่วยกันขะมุกขะมอม ขนกระถางต้นไม้นานาพันธุ์เข้าสู่ที่กำบังอย่างรวดเร็วและเป็นระบบ ความเหนื่อยล้าถาโถมเข้าใส่กล้ามเนื้อทุกมัด แต่ไม่มีใครเอ่ยปากบ่น ลุงบุญส่งสัญญาณมือให้หลบเข้ามาในตัวบ้านหลัก ขณะที่เสียงฟ้าคำรามเริ่มดังใกล้เข้ามาทุกที จนผืนแผ่นดินสั่นสะเทือน
ทว่า ในวินาทีที่ประตูไม้บานใหญ่กำลังจะถูกปิดตายเพื่อตัดขาดจากโลกภายนอกที่กำลังบ้าคลั่ง เสียงเคาะประตูดังรัวรัวและเสียงตะโกนเรียกชื่อเธอก็ดังแทรกผ่านเสียงพายุเข้ามา
"ธารา! เปิดประตูให้ฉันที!"
ดวงตาของธาราเบิกกว้างเมื่อจำเสียงนั้นได้แม่นยำ มันคือเสียงของใครบางคนที่เธอพยายามตัดขาดและหลบหนีมาตลอดหลายเดือน—เสียงของอดีตที่เธอคิดว่าฝังกลบไว้สนิทแล้วในสวนหลังบ้านแห่งนี้
รีกเดอร์ที่รักคะ มาร่วมลุ้นและก้าวผ่านพายุลูกนี้ไปพร้อมกับธารากันนะคะ - ต้นไม้ริมระเบียง
ในวันที่ลมพัดผ่านสวนหลังบ้าน•ตอนที่ 47
ความโกลาหล
ผลงานโดย ต้นไม้ริมระเบียง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ต้นไม้ริมระเบียง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ในวันที่ลมพัดผ่านสวนหลังบ้าน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!