เสียงถอนหายใจยาวเหยียดของมินตราดังแทรกผ่านลำโพงโทรศัพท์มือถือ ก่อนที่เสียงสัญญาณตัดสายจะดังขึ้น *ติ๊ด*—ทิ้งความเงียบงันอันหนักอึ้งให้โถมทับผืนดินในสวนหลังบ้าน ธารายังคงยืนนิ่งค้างอยู่ที่เดิม โทรศัพท์มือถือรุ่นเก่าในมือชื้นเหงื่อ ความหมายของคำว่า "อีกห้านาที" วิ่งวนอยู่ในหัวราวกับเข็มนาฬิกาที่กำลังเร่งจังหวะทุบทำลายความสงบสุขที่เขาเพิ่งพยายามสร้างขึ้นตลอดหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา
ห้านาที... น้อยเกินกว่าจะหลบหนี น้อยเกินกว่าจะตั้งตัว และนานพอที่จะทำให้หัวใจของอดีตคนเมืองที่หนีความพ่ายแพ้มาซ่อนตัว กลับมาเต้นระส่ำด้วยความหวาดกลัวต่ออดีตอีกครั้ง
สายตาดำดิ่งของธาราเลื่อนต่ำลงจากหน้าจอโทรศัพท์ สู่ภาพเบื้องหน้าอันน่าหดหู่ยิ่งกว่า แปลงผักกาดและคะน้าที่เขาเคยบรรจงหยอดเมล็ดด้วยความหวังอันเต็มเปี่ยม บัดนี้เหี่ยวเฉาดำคล้ำ ลำต้นลู่พับแนบกับดินแห้งกรัง ใบสีเขียวสดในวันวานกลายเป็นสีน้ำตาลกรอบแกรบ ส่งกลิ่นอับชื้นและเน่าเปื่อยจางๆ โชยเข้าจมูก
ความพยายามแรมเดือน หยาดเหงื่อทุกหยดที่รดลงไป การตื่นแต่เช้ามาพรวนดิน และความคาดหวังเงียบๆ ที่ซ่อนอยู่ก้นAบึ้งของหัวใจ—พังทลายลงไม่เป็นท่า ผักทุกต้นตายเรียบโดยไม่เหลือเค้าโครงของชีวิต
"รดน้ำมากเกินไป ดินระบายน้ำไม่ดี พอเจอแดดจัดเข้าหน่อย รากก็เน่าตายตั้งแต่ยังไม่ทันได้หยั่งลึก"
เสียงแหบทุบแต่คุ้นเคยดังขึ้นจากแนวรั้ว ลุงบุญยืนพิงเสียมคู่ใจ มองแปลงผักซากปรักหักพังของธาราด้วยแววตาเรียเฉย ไร้ซึ่งความสมเพชเวทนา มีเพียงความเข้าใจลึกซึ้งของคนผ่านโลกมามาก
ธารากลืนน้ำลายฝืดลงคอ มือยังคงสั่นเทาเล็กน้อย เขากำโทรศัพท์แน่นจนข้อนิ้วขาวซีด "ผมทำตามคู่มือทุกอย่าง... ใส่ปุ๋ย ดูแลไม่ให้ขาด ทำไมมันถึงตายหมดล่ะครับลุง" น้ำเสียงของเขาแหบพร่า ปนเประหว่างความเครียดเรื่องคนที่กำลังจะมา กับความพ่ายแพ้ต่อธรรมชาติที่เพิ่งประจักษ์ตรงหน้า
ลุงบุญวางเสียมพิงไว้กับต้นมะม่วง เดินช้าๆ เข้ามาในแปลงผัก ย่อตัวลงใช้มือเหี่ยวย่นหยิบดินขึ้นมาขยี้เบาๆ
"เจ้าคิดว่าธรรมชาติมันยอมจำนนต่อคู่มือกระดาษพวกนั้นรึ ธาราเอ๋ย..." ลุงบุญเงยหน้าขึ้นมองชายหนุ่ม แววตาภายใต้หมวกงอบฉายประกายอ่อนโยน "ความตั้งใจน่ะเป็นเรื่องดี แต่ความตั้งใจที่ไม่มีความเข้าใจ ย่อมสร้างความคาดหวังที่เกินพอดี เจ้าอยากให้มันโตเร็วๆ เจ้าก็รดน้ำเช้าเย็น เจ้ากลัวมันไม่แข็งแรง เจ้าก็อัดปุ๋ยเข้าไป เจ้าไม่ได้มองเลยว่า... ดินมันอิ่มตัวหรือยัง รากมันหายใจไหวไหม เจ้าเอาแต่ใจตัวเองใส่ผัก สุดท้ายผักมันก็รับไม่ไหว"
คำพูดของชายชราเหมือนคมมีดที่กรีดลงบนแผลเก่า ธาราชะงัก นึกย้อนไปถึงชีวิตการทำงานในอดีต—ชีวิตที่เขาโถมกระหน่ำความคาดหวัง อัดแน่นเวลาทำงาน และแบกรับเป้าหมายของบริษัทจน "รากเหง้า" ในจิตใจเน่าตายโดยไม่รู้ตัว และตอนนี้ แม้กระทั่งการเริ่มต้นใหม่ในสิ่งที่คิดว่าเรียบง่ายอย่างการปลูกผัก เขาก็ยังพ่ายแพ้ให้กับความโลภในผลลัพธ์และความไร้เดียงสาของตนเอง
"ความล้มเหลวครั้งแรก... มันเจ็บปวดเสมอแหละหนุ่ม" ลุงบุญตบไหล่ธาราเบาๆ สองครั้ง "แต่ดินที่ตายซากตรงนี้ ไม่ได้แปลว่าปลูกอะไรอีกไม่ได้ แค่ต้องรอให้มันพัก ถอนรากเน่าๆ ทิ้งไป แล้วเรียนรู้ที่จะฟังเสียงของดินให้มากกว่าเสียงในหัวตัวเอง"
ยังไม่ทันที่ธารจะได้เอ่ยคำใด เสียงเครื่องยนต์รถยนต์ที่คุ้นหูอย่างประหลาดก็แล่นเลี้ยวเข้ามาจอดสนิทที่หน้าบ้านพักหลังเล็ก เสียงปิดประตูรถดังปัง! ตามด้วยฝีเท้าหนักแน่นที่ก้าวเข้ามาทางประตูรั้วไม้ไผ่ที่ไม่ได้ลงกลอน
ธาราสะดุ้งสุดตัว หัวใจหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่ม เขากลั้นหายใจ หันขวับไปมองตามทางเดิน
ร่างสูงโปรดปรานในชุดสูทลำลองที่ยับยู่ยี่เล็กน้อยจากการเดินทาง ก้าวพ้นพุ่มไม้ประดับเข้ามาหยุดยืนอยู่ริมแปลงผักที่ตายซาก ใบหน้าคมคายที่เขาไม่ได้เห็นมานานนับปีปรากฏแก่สายตา ดวงตาทรงอำนาจแต่แฝงร่องรอยความเหนื่อยล้าคู่นั้นกวาดมองสภาพแวดล้อม ก่อนจะมาหยุดนิ่งที่ตัวของธารา
"หนีมาไกลถึงนี่เชียวรึ... ธารา"
เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้น พร้อมกับรอยยิ้มจางๆ ที่มุมปากของชายผู้เป็นพี่ชายแท้ๆ—คนที่กุมความลับทั้งหมดของครอบครัว และเป็นคนเดียวกับที่มินตราเพิ่งโทรศัพท์มาบอกว่ากำลังจะมาถึง
*ขอบคุณที่ร่วมเดินทางผ่านความเงียบงันและเติบโตไปพร้อมกับตัวอักษรครับ - ต้นไม้ริมระเบียง*
ในวันที่ลมพัดผ่านสวนหลังบ้าน•ตอนที่ 8
ความล้มเหลวครั้งแรก
ผลงานโดย ต้นไม้ริมระเบียง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ต้นไม้ริมระเบียง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ในวันที่ลมพัดผ่านสวนหลังบ้าน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!