กลิ่นอายของใบตองสด คละเคล้ากับกลิ่นควันจางๆ จากเตาถ่านปิ้งปลาแห้ง ลอยอลวนอยู่เบื้องหน้า ตัดผ่านความเงียบงันที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อครู่ได้อย่างไร้ความปรานี
"สวัสดี... ธารา"
เสียงนั้นไม่ใช่ภาพหลอนจากก้นบึ้งของความทรงจำ แต่เป็นความจริงที่มีน้ำหนักและลมหายใจ ร่างบางในชุดผ้าฝ้ายสีครามเก่าๆ ยืนอยู่ตรงหน้าแผงขายผักพื้นบ้าน มือเรียวบางข้างหนึ่งกำลังหยิบกำสะเดาขึ้นมาพิจารณา ราวกับโลกใบนี้ไม่ได้หยุดหมุนไปชั่วขณะตามที่หัวใจของเขาประท้วง
มินตรา... ผู้หญิงที่เลือกเดินออกจากชีวิตของเขาไปในวันที่ความกดดันจากความคาดหวังของครอบครัวและโลกการทำงานกัดกินจนไม่เหลือชิ้นดี
ธารากลืนก้อนสะอื้นที่จุกแน่นอยู่ในลำคอลงไปอย่างยากลำบาก เขากะพริบตาถี่ๆ เพื่อขับไล่ภาพหมอกมัวที่เอ่อล้นขึ้นมาบังทัศนียภาพ ตลาดนัดยามบ่ายของชุมชนเล็กๆ แห่งนี้ยังคงจอแจไปด้วยเสียงต่อรองราคาและเสียงฝีเท้าของผู้คน แต่รอบตัวพวกเขากลับเหมือนถูกตัดขาดออกจากมิติอื่น
"ไม่คิดว่าจะได้เจอเธอที่นี่" ธาราเอ่ยขึ้น เสียงของเขาแหบพร่าและสั่นเทาเล็กน้อยเกินกว่าจะควบคุม
มินต่าวางกำสะเดาลงที่เดิม เธอหันมาสบตาเขา แววตานั้นไม่ได้เต็มไปด้วยความโกรธเกลียด หรือความอาลัยอาวรณ์โหยหาแบบที่เขาจินตนาการไว้ในคืนที่นอนไม่หลับนับร้อยคืน มันคือแววตาของความสงบ—ความสงบแบบเดียวกับที่ลุงบุญมักจะบอกว่า *'ต้นไม้ใหญ่ย่อมไม่หวั่นไหวเมื่อสายลมพัดผ่าน'*
"โลกนี้น่ะแคบกว่าที่เราคิดนะ ธารา" มินต่ายิ้ม รอยยิ้มที่ไม่ได้ปรุงแต่งและทิ้งร่องรอยกาลเวลาไว้บนหางตาเล็กน้อย "โดยเฉพาะเมื่อเราหยุดวิ่งไล่ตามบางสิ่ง แล้วยอมเดินช้าลงเพื่อมองรอบข้าง"
ประโยคเรียบง่ายนั้นบาดลึกเข้าไปในความรู้สึกของอดีตมนุษย์เงินเดือนผู้แบกโลกไว้บนบ่า
ตลาดนัดท้ายหมู่บ้านแห่งนี้ ไม่ได้เปลี่ยนไปมากนักจากในความทรงจำเมื่อสิบปีก่อน แผงไม้ไผ่ที่ตั้งเรียงรายตามแนวร่มไม้ ยายชาลียังคงนั่งขายขนมครกเตาถ่านด้วยรอยยิ้มใจดีคนเดิม แม้ว่าหลังจะค่อมลงไปมากแล้ว กลิ่นหอมหวานมันของกะทิและแป้งกรอบนอกนุ่มในลอยมาเตะจมูก เรียกความทรงจำในวัยเด็กที่เคยวิ่งถือใบตองรองขนมครkวิ่งเล่นรอบหมู่บ้านให้กลับมาโลดแล่นอีกครั้ง แต่ทว่า... คนที่ยืนข้างกายเขาในวันนี้ไม่ใช่เด็กชายผู้ไร้เดียงสาคนเดิมอีกต่อไป
"จำยายได้ไหมลพ่อหนุ่มธารา" เสียงทักทายจากยายชาลีดังขึ้น พร้อมกับตะหลิวทองเหลืองขนาดเล็กที่เคาะเบาๆ กับขอบเบ้าขนมครก "หายหน้าหายตาไปเสียหลายปี จนต้นไม้หน้าบ้านลุงบุญโตทันเจ้าของหมดแล้วมั้งเนี่ย"
ธาราหันไปยิ้มฝื่อนๆ ให้ยายชาลี เขารับขนมครกร้อนๆ มาถือไว้โดยอัตโนมัติ ความร้อนจากใบตองแผ่ซ่านผ่านฝ่ามือเข้ามาสู่ใจกลางความรู้สึก
"ผมแค่... กลับมาพักผ่อนน่ะครับยาย" เขาตอบเสียงเบา
"พักผ่อนน่ะดีแล้ว" ยายชาลีหยอดแป้งลงในเบ้า ส่งเสียงฉ่าเบาๆ เป็นจังหวะสม่ำเสมอ "คนเรานะ ถ้ามัวแต่ก้มหน้าก้มตาเดินโดยไม่เงยหน้ามองฟ้า สุดท้ายก็จะสะดุดรากไม้ตายเอา แถวนี้เขาอากาศดี ดินดี ปลูกอะไรก็ขึ้น... เหมือนใจคนนั่นแหละ ถ้าใส่ปุ๋ยความทุกข์ มันก็งอกแต่ความทุกข์"
คำพูดไร้พิธีรีตองของแม่ค้าชรา กลับมีน้ำหนักราวกับบทกวีปรัชญาที่ลุงบุญมักพร่ำสอน
มินตรามองหน้าธาราที่กำลังยืนนิ่งอึ้งกับคำพูดของยาย เธอส่งถุงกระดาษใส่ผลไม้รสเปรี้ยวอมหวานให้แม่ค้าคิดเงิน ก่อนจะหันมาพยักเพยิดให้เขาเดินตามไปยังม้านั่งไม้ใต้ต้นฉำฉาใหญ่ท้ายตลาด ที่ซึ่งผู้คนบางตาลงและมีลมพัดเย็นสบาย
พวกเขานั่งลงเคียงข้างกันโดยมีระยะห่างที่พอดี ไม่ใกล้ชิดจนอึดอัด แต่ก็ไม่ห่างเหินจนเหมือนคนแปลกหน้า
"เธอเปลี่ยนไปเยอะนะ ธารา" มินตราเป็นฝ่ายเปิดบทสนทนาขึ้นก่อน ขณะมองดูใบไม้สีเขียวขจีที่ร่วงหล่นลงมาปะ
"เปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น... หรือแย่ลงล่ะ?" ธาราถามกลับ รอยยิ้มขมขื่นปรากฏขึ้นที่มุมปาก
"เป็นมนุษย์มากขึ้น" มินตราตอบทันทีโดยไม่ต้องคิด ดวงตาสุกใสคู่นั้นมองตรงมาที่เขา "ตอนที่เราอยู่ด้วยกันในเมืองนั้น เธอเหมือนหุ่นยนต์ที่ถูกตั้งโปรแกรมให้วิ่งไปข้างหน้าตลอดเวลา ไม่เคยอนุญาตให้ตัวเองเหนื่อย ไม่เคยอนุญาตให้ตัวเองล้มเหลว... จนกระทั่งตัวเธอนั่นแหละที่พังทลายลง"
ธารานิ่งอึ้ง คำพูดของมินตราตรงกับแผลเป็นในใจที่เขาพยายามปกปิดมาตลอด เขาพยายามหนีจากความคาดหวังของครอบครัวที่อยากให้เขาเป็นเสาหลักที่ไม่มีวันหักโค่น หนีจากตำแหน่งงานที่ต้องแข่งขันตลอดเวลาเพื่อพิสูจน์คุณค่าของตัวเอง จนกระทั่งมาเจอสวนหลังบ้านของลุงบุญและต้นไม้ต้นนั้น
"แล้วเธอล่ะ..." ธาราเบนสายตาไปมองมินตรา "ทำไมถึงมาอยู่ที่นี่?"
มินตราเงียบไปครู่ใหญ่ ปล่อยให้เสียงใบไม้ไหวและเสียงพูดคุยจอแจของผู้คนในตลาดเป็นฉากหลัง เธอยื่นมือออกไปรับใบไม้แห้งที่ปลิดปลิวลงมาวางบนฝ่ามือ
"ฉันก็แค่... เหนื่อยกับการวิ่งตามความฝันที่คนอื่นวาดไว้ให้เหมือนกัน" เธอยิ้มเศร้าๆ "หลังจากที่เราแยกทางกัน ฉันไปเรียนต่อที่ต่างประเทศ ทำงานหนักจนเกือบตาย สุดท้ายก็พบว่า ยิ่งเราวิ่งตามหาความสุขมากเท่าไหร่ ความสุขก็ยิ่งวิ่งหนีเราไปไกลเท่านั้น จนกระทั่งวันหนึ่ง... ฉันตัดสินใจทิ้งทุกอย่างแล้วกลับมาที่นี่ บ้านเกิดที่ฉันเคยคิดว่ามันน่าเบื่อและล้าหลัง"
ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ เป็นความเงียบที่ไม่ได้อึดอัด แต่เต็มไปด้วยความเข้าใจอันลึกซึ้งที่ก่อตัวขึ้นจากรอยแผลเป็นในอดีตของคนทั้งคู่
ธารารู้สึกได้ถึงก้อนความคับAข้องใจที่ตกตะกอนอยู่ในใจมานานนับปี ค่อยๆ ละลายหายไปทีละน้อย การได้พบมินตราในวันนี้ ไม่ใช่การรื้อฟื้นความเจ็บปวด แต่เป็นการเผชิญหน้ากับอดีตด้วยสายตาที่เติบโตขึ้น
"ขอบคุณนะ" ธาราเอ่ยขึ้นเบาๆ จากใจจริง
"ขอบคุณเรื่องอะไร?" มินตราเลิกคิ้วอย่างแปลกใจ
"ขอบคุณที่ทำให้รู้ว่า... การที่เราเดินช้าลง ไม่ได้แปลว่าเราพ่ายแพ้"
มินตราแย้มยิ้ม เป็นรอยยิ้มที่งดงามที่สุดเท่าที่เขาเคยเห็นมาในรอบหลายปี มันเป็นรอยยิ้มที่บอกว่าต่างฝ่ายต่างอภัยให้กันและกัน และที่สำคัญที่สุด... ต่างฝ่ายต่างอภัยให้ตัวเองแล้ว
ทว่า ในวินาทีที่ความอบอุ่นกำลังแผ่ซ่านเข้ามาแทนที่ความอ้างว้างในอก เสียงโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าเสื้อของมินตราก็แผดเสียงดังขึ้นทำลายบรรยากาศอันสงบลง
มินตราหยิบเครื่องขึ้นมาดู หน้าจอแสดงชื่อที่ทำให้รอยยิ้มบนใบหน้าของเธอจางหายไปในพริบตา เธอนิ่งงันไปชั่วขณะ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตาธาราด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความลังเลและความกังวลที่ปิดไม่มิด
"ธารา..." มินตราเอ่ยชื่อเขาด้วยน้ำเสียงที่สั่นพร่าผิดจากเมื่อครู่ "ฉันมีเรื่องต้องบอกเธอ... เรื่องที่ฉันไม่ได้บอกใครเลยตั้งแต่กลับมาที่นี่ และคนในสายนี้... คือคนที่กำลังจะมาถึงตลาดนี้ในอีกห้านาทีข้างหน้า"
ขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางและเติบโตไปพร้อมกับตัวละครด้วยกันนะครับ — ต้นไม้ริมระเบียง
ในวันที่ลมพัดผ่านสวนหลังบ้าน•ตอนที่ 7
ตลาดนัดในความทรงจำ
ผลงานโดย ต้นไม้ริมระเบียง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ต้นไม้ริมระเบียง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ในวันที่ลมพัดผ่านสวนหลังบ้าน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!