ในวันที่ลมพัดผ่านสวนหลังบ้าน•ตอนที่ 49

พายุโหมกระหน่ำ

ผลงานโดย ต้นไม้ริมระเบียง
เสียงกิ่งไม้หักโค้งดังลั่นราวกับกระดูกมนุษย์ถูกบิดจนแหลกสลาย เป็นสัญญาณเตือนที่ชัดเจนที่สุดว่า ธรรมชาติไม่ได้กำลังเจรจาต่อรองกับพวกเรา ธาราใช้สองมือยึดวงกบหน้าต่างห้องครัวไว้แน่น แรงสั่นสะเทือนจากลมภายนอกส่งผ่านไม้เนื้อแข็งเข้าสู่ฝ่ามือจนชาหนึบ ท้องฟ้าเบื้องนอกไม่ได้เป็นสีดำสนิท หากแต่เป็นสีเทาหม่นอมเขียวประหลาดราวกับน้ำครั่ง ค่ำคืนนี้พายุไม่ได้มาเยือนอย่างเงียบเชียบ แต่มันพุ่งเข้าใส่ด้วยความโกรธเกรี้ยวที่ถูกสะสมมาเนิ่นนาน "ธารา! ปล่อยมือจากตรงนั้นเดี๋ยวนี้ค่ะ มันอันตรายเกินไป!" เสียงตะโกนของลุงบุญแทบจะถูกกลืนหายไปกับเสียงคำรามของลมกรรโชก ชายชราในชุดเสื้อกันฝนสีซีดก้าวเท้าฝ่าสายฝนที่สาดซัดเข้ามาในลานบ้านอย่างยากลำบาก สองมือของเขาพยายามยึดเสาไม้ไผ่ที่ผูกค้ำต้นมะม่วงใหญ่เอาไว้ แต่ดูเหมือนว่าแรงลมมหาศาลกำลังจะเอาชนะความพยายามทั้งหมด ธาราเม้มริมฝีปากแน่นจนซีดเผือด หัวใจเต้นรัวระรัวด้วยความตื่นตระหนก ภาพของกิ่งไม้ขนาดใหญ่ที่หักโค้งและฟาดลงมาใส่หลังคาโรงเรือนเพาะชำเมื่อครู่ยังติดตา เปลวไฟแห่งความกลัวที่เคยสงบลงไปแล้วในใจเธอ กลับลุกโชนขึ้นมาอีกครั้งท่ามกลางเสียงพายุโหมกระหน่ำ ความกลัวที่ว่า "ทุกสิ่งที่เธอพยายามสร้างและดูแลมาตลอด จะถูกพัดหายไปในชั่วพริบตา" เหมือนกับความฝันในอดีตที่พังทลายลงในวันที่บริษัทประกาศปลดพนักงาน เธอก้าวขาออกไปจากห้องครัว ไม่สนใจสายฝนที่สาดกระเซ็นใส่ใบหน้าจนลืมตาแทบไม่ขึ้น ธาราวิิ่งไปช่วยลุงบุญที่กำลังพยายามดึงเชือกฟางเพื่อตรึงโครงสร้างไม้ไผ่ที่ไม่ยอมสยบให้แก่ลมพายุ "ลุงบุญคะ! ทางนี้ค่ะ! หนูช่วยจับไว้เอง!" ธาราตะโกนแข่งกับเสียงลม มือทั้งสองข้างคว้าเชือกเส้นหนาที่เปียกชุ่มและเย็นเฉียบจนแทบไร้ความรู้สึก แรงกระชากของลมทำให้ร่างของหญิงสาวเซถลาไปข้างหน้าเกือบล้มลง แต่ด้วยสัญชาตญาณและความดื้อรั้นที่ซ่อนอยู่ลึกๆ เธอกลับใช้ตัวเข้ากระแทกเสาไม้ไผ่ต้นนั้นไว้แน่น น้ำฝนผสมกับหยดเหงื่อไหลอาบใบพักตร์ ปะปนกับความรู้สึกอัดอั้นตันใจที่ระเบิดออกมาพร้อมกับเสียงฟ้าคำราม "ปล่อยมันเถอะแม่หนู!" ลุงบุญตะโกนสวนกลับมา แววตาของชายชราภายใต้หมวกกันน็อกพลาสติกใสไม่ได้แสดงความตื่นตระหนกแม้แต่น้อย เขากลับมองตรงไปยังต้นไม้ที่กำลังลู่ลมด้วยสายตาที่เปี่ยมด้วยความเข้าใจ "ยิ่งเราฝืนยื้อมันไว้มากเท่าไหร่ เมื่อมันหัก... เราต่างหากที่จะเจ็บตัว" "แต่ว่า... ต้นกล้าพวกนั้น! และสวนหลังบ้านของลุง..." ธาราเสียงสั่นเครือ น้ำตาเอ่อคลอเบ้าผสมปนเปไปกับสายฝน ความรู้สึกสูญเสียกำลังกัดกินหัวใจเธอ "ธรรมชาติไม่ได้ทำลายเราเพื่อลงโทษค่ะธารา" ลุงบุญหันมาสบตาเธอ แม้เสียงจะขาดหายไปเป็นช่วงๆ ตามแรงลม "ธรรมชาติแค่กำลังจัดระเบียบตัวเอง สิ่งไหนที่เปราะบางเกินกว่าจะยืนหยัด... มันก็ต้องยอมล้มลง เพื่อให้รากใหม่ได้เติบโตในวันที่ฟ้าเปิดต่างหาก ดูนั่นสิ!" ชายชราพยักเพยิดหน้าไปทางแปลงผักสวนครัวด้านทิศตะวันตก ต้นกะเพราและโหระพาที่เคยงอกงามถูกลมพัดราบคาบติดพื้นดิน แต่ท่ามกลางซากความเสียหายเหล่านั้น เมล็ดพันธุ์จำนวนมากที่เคยถูกฝังกลบอยู่ใต้ดิน กลับถูกกระแสน้ำพัดพาให้กระจัดกระจายไปสู่อีกมุมหนึ่งของแปลง ซึ่งเป็นดินร่วนซุยที่พร้อมจะฟักตัวในยามที่แสงแดดกลับมาเยือน ธารามองภาพนั้นด้วยความรู้สึกที่ค่อยๆ สงบลง ความตื่นตระหนกในตอนแรกเริ่มถูกแทนที่ด้วยสัจธรรมที่เธอมักจะลืมเลือนไปเสมอในยามที่ชีวิตประสบกับความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ความเสียหายไม่ใช่จุดจบ แต่มันคือการเริ่มต้นใหม่ในรูปแบบที่เธอไม่เคยคาดคิด ผ่านไปเกือบสามชั่วโมงที่พายุลูกใหญ่โหมกระหน่ำใส่สวนหลังบ้าน จนกระทั่งเสียงคำรามเริ่มเบาบางลง เหลือเพียงเสียงสะอื้นของหยดน้ำฝนที่หยดลงมาจากชายคา และกลิ่นอุดมสมบูรณ์ของดินชื้นที่ลอยอบอวลไปทั่วบริเวณ ธาราทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ไม้ตัวเก่าที่เปียกชุ่มในระเบียงบ้าน ลมหายใจของเธอยังคงหอบเหนื่อย เสื้อผ้าเปียกแนบเนื้อแต่เธอกลับไม่ใส่ใจจะลุกไปเปลี่ยน ชุดเครื่องมือทำสวนและกระถางต้นไม้หลายใบแตกกระจายอยู่บนพื้น เศษกิ่งไม้ใบไม้เกลื่อนกลาดราวกับสนามรบ เธอก้มมองมือทั้งสองข้างที่มีรอยขีดข่วนและเปื้อนคราบดินโคลน เป็นร่องรอยของการต่อสู้กับความจริงที่เจ็บปวด แต่มันกลับทำให้เธอรู้สึกว่าตนเองยังมีชีวิตอยู่... มีลมหายใจ และยังคงยืนหยัดอยู่ได้ แม้โลกใบเล็กๆ ของเธอจะเพิ่งผ่านพ้นมรสุมครั้งใหญ่มาหมาดๆ ลุงบุญเดินถือแก้วชาร้อนส่งกลิ่นหอมกรุ่นมาวางตรงหน้า พร้อมกับรอยยิ้มจางๆ ที่มุมปาก ชายชราไม่ได้เอ่ยคำปลอบโยนใดๆ เพราะรู้ดีว่าเวลานี้ความเงียบและการยอมรับคือยาวิเศษที่ดีที่สุด ธารายกแก้วขึ้นจิบ ความอุ่นซ่านแผ่ซ่านไปทั่วช่องอก เธอมองสำรวจความเสียหายรอบตัวอีกครั้งด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป จากความอาลัยอาวรณ์กลายเป็นการมองหาความเป็นไปได้ใหม่ๆ จากซากปรักหักพังเหล่านั้น แต่ทว่า... ในจังหวะที่เธอกำลังจะวางแก้วชาลงบนโต๊ะ สายตาก็เหลือบไปเห็นเงาร่างหนึ่งยืนนิ่งอยู่ตรงประตูรั้วหลังบ้านที่พังราบคาบ ร่างนั้นสูงโปร่งในชุดคลุมกันฝนสีเข้มที่เปียกปอนไม่แพ้กัน และก่อนที่ธาราจะได้ทันเอ่ยปากถาม หรือแม้แต่จะตั้งตัวรับมือกับผู้มาเยือนยามวิกาล บุคคลปริศนาก็ก้าวเท้าข้ามซากกิ่งไม้เข้ามาในบริเวณสวน พร้อมกับเอמהสเสียงทุ้มต่ำที่คุ้นเคยจนน่าใจหายเอ่ยทักขึ้นท่ามกลางความเงียบงัด "พี่บอกแล้วใช่ไหม... ว่าสักวันเธอจะต้องกลับมาเริ่มต้นใหม่ที่นี่" รีกเดอร์ที่รักคะ มาร่วมลุ้นและก้าวผ่านพายุลูกนี้ไปพร้อมกับธารากันนะคะ - ต้นไม้ริมระเบียง
สารจากนักเขียน (ต้นไม้ริมระเบียง)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ในวันที่ลมพัดผ่านสวนหลังบ้าน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%