ในวันที่ลมพัดผ่านสวนหลังบ้าน•ตอนที่ 2

บ้านที่ไม่ได้กลับมานาน

ผลงานโดย ต้นไม้ริมระเบียง
"ผมไม่ได้ทำ... คุณก็รู้ว่ามันเป็นไปไม่ได้" ธาราพึมพำกับความว่างเปล่า ปลายสายตัดไปนานแล้ว ทิ้งไว้เพียงเสียงสัญญาณที่เงียบเชียบจนน่าใจหาย เขาทิ้งโทรศัพท์มือถือลงในช่องเก็บของหน้ารถแรงกว่าที่ตั้งใจ แรงสั่นสะเทือนนั้นทำให้ตัวเครื่องไถลไปกระแทกกับคอนโซลรถที่เริ่มเสื่อมสภาพตามกาลเวลา เขาไม่ได้มุ่งหน้ากลับไปที่ออฟฟิศอย่างที่ปลายสายแนะนำ แต่มือของเขากลับหักพวงมาลัยเลี้ยวเข้าสู่เส้นทางลูกรังที่ไม่ได้สัมผัสยางรถยนต์ของเขามานานกว่าสิบปี บ้านสวนหลังนั้น... บ้านที่เปรียบเสมือนสุสานของความทรงจำวัยเด็ก ล้อรถบดขยี้กิ่งไม้แห้งกรอบจนเกิดเสียงดังสนั่นท่ามกลางความเงียบงันของบ่ายวันนั้น ธาราดับเครื่องยนต์ ทันใดนั้น ความเงียบก็โถมเข้าใส่ราวกับคลื่นยักษ์ เขาไม่ได้ก้าวลงจากรถทันที แต่นั่งนิ่ง มือทั้งสองข้างกำพวงมาลัยแน่นจนเส้นเลือดที่หลังมือปูดโปน ดวงตาจ้องมองไปยังตัวบ้านไม้เก่าแก่ที่ถูกเถาวัลย์ปกคลุมเสียจนแทบจำโครงสร้างเดิมไม่ได้ นี่หรือคือที่ที่เขาพยายามหนีมาตลอดชีวิต? เมื่อประตูรถเปิดออก กลิ่นดินชื้นแฉะและกลิ่นสาบของไม้ผุพังก็ปะทะเข้ากับจมูก ธาราเดินก้าวผ่านซุ้มประตูรั้วที่สนิมเกรอะกรัง ทุกย่างก้าวเปรียบเสมือนการเหยียบย่ำลงบนเศษเสี้ยวของตัวตนที่เขาเคยทอดทิ้งไว้ พื้นไม้ระเบียงบ้านลั่นเอี๊ยดอ๊าดราวกับเสียงคร่ำครวญของเจ้าบ้านที่ถูกลืม เขายืนอยู่หน้าประตูบานเดิม บานที่พ่อเคยยืนรอเขาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความคาดหวัง—สายตาที่เขารู้สึกว่ามันเป็นบ่วงรัดคอมาตลอดหลายปี เขาไม่ได้กดกริ่ง เพราะเขารู้ดีว่ามันพังไปนานแล้ว แต่ในจังหวะที่เขากำลังจะเอื้อมมือไปหมุนลูกบิดประตู เสียงแหบพร่าจากมุมมืดของศาลาไม้ข้างบ้านก็ดังขึ้น "หนูไม่เคยทำประตูบ้านพังตอนเข้ามาหรอกนะธารา... พ่อเธอสอนไว้ดีกว่านั้น" ธาราสะดุ้งสุดตัว หันกลับไปมองตามเสียง ลุงบุญนั่งอยู่บนเก้าอี้หวายตัวเก่าในสภาพที่ดูแทบไม่ต่างจากเดิม ผิวหนังเหี่ยวย่นราวกับเปลือกไม้และดวงตาที่เป็นประกายอย่างคนรู้เท่าทันโลกเขากำลังถือมีดดายหญ้าเล่มเล็ก บรรจงเหลาไม้ระแนงอย่างใจเย็น ราวกับว่าการปรากฏตัวของธาราไม่ใช่เรื่องน่าตื่นเต้นอะไรเลย "ลุงบุญ..." ธาราเค้นเสียงออกมาได้เพียงแค่นั้น ลมหายใจของเขาติดขัด "ผมไม่ได้ตั้งใจจะมาให้ใครเห็น" "คนเราน่ะนะ ถ้าไม่หนีอะไรบางอย่าง ก็ต้องกำลังตามหาอะไรบางอย่าง" ลุงบุญวางไม้ในมือลง ก่อนจะกวาดสายตามองไปรอบๆ สวนที่เต็มไปด้วยหญ้าคาและต้นโมกที่โตอย่างไร้ทิศทาง "ที่นี่ไม่มีงานให้ทำ ไม่มีตัวเลขให้คำนวณ มีแต่ต้นไม้ที่รู้จักแค่การโต การแก่ และการตายตามจังหวะของมัน" ธาราทรุดตัวลงนั่งบนขั้นบันไดไม้ที่ผุพัง เขาปล่อยให้ตัวเองจมลงกับความรู้สึกอัดอั้น "ผมโดนใส่ร้าย... พวกเขากำลังจะเปลี่ยนชื่อผมให้เป็นอาชญากร" ลุงบุญเงียบไปครู่หนึ่ง เสียงลมพัดผ่านยอดไม้ก้ามปูใหญ่เป็นเพียงเสียงเดียวที่แทรกความเงียบ "ในสวนนี้ ต้นไม้ไม่เคยอธิบายเหตุผลตอนที่มันยืนต้นตายหรอกนะธารา มันแค่ยอมรับว่าถึงเวลาที่ต้องคืนสารอาหารให้ดิน เธอมองว่าตัวเองเป็นนักโทษที่ถูกพันธนาการไว้กับคำโกหก แต่เธอลืมไปหรือเปล่าว่า... กุญแจมือมันไม่ได้อยู่ที่ข้อมือเธอ แต่มันอยู่ที่ความคิดว่าเธอต้องเป็นอย่างที่คนอื่นอยากให้เป็น" "แต่นั่นคือชีวิตผมทั้งชีวิตนะครับลุง" ธาราสวนกลับ น้ำเสียงสั่นเครือ "ความสำเร็จ ตำแหน่ง ชื่อเสียง... ถ้าผมทิ้งมันไป ผมจะเป็นใคร?" "ลองเป็นคนที่แค่ได้กินข้าวอิ่ม นอนหลับโดยไม่ต้องนึกถึงตัวเลขในจอคอมพิวเตอร์ดูสักพักสิ" ลุงบุญยิ้มที่มุมปาก "บางทีสิ่งที่พังทลายลงในเมืองหลวง อาจเป็นดินที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดสำหรับสิ่งที่เธอเพิ่งเริ่มปลูกในใจก็ได้" ธารานิ่งอึ้ง คำพูดของชายชราแทรกซึมผ่านความสับสนในใจ ความเงียบเหงาที่เขาเคยหวาดกลัวกลับกลายเป็นความสงบที่น่าประหลาด เขาหยิบกุญแจบ้านที่ซ่อนไว้ใต้กระถางต้นไม้เก่าๆ ออกมา มันมีฝุ่นจับหนาเตอะ แต่เมื่อสอดเข้าไปในรูแม่กุญแจ มันกลับหมุนได้โดยง่ายราวกับรอคอยการมาเยือนของเจ้าของที่แท้จริง เขาผลักประตูเข้าไป กลิ่นอับของหนังสือเก่าและฝุ่นละอองฟุ้งกระจายในอากาศ แสงแดดยามเย็นรำไรลอดผ่านช่องโหว่ของผนังไม้ ทอดเงาเป็นเส้นยาวบนพื้นห้องนั่งเล่น ธาราเดินเข้าไปในห้องทำงานของพ่อ—ห้องที่เขาไม่เคยย่างกรายเข้าไปหลังจากงานศพ—เขาพบว่าโต๊ะไม้ตัวเดิมยังคงวางอยู่กลางห้อง บนโต๊ะมีสมุดบันทึกเล่มหนึ่งวางกางทิ้งไว้ ราวกับว่าใครบางคนเพิ่งจะอ่านมันค้างไว้เมื่อไม่กี่นาทีที่แล้ว ธาราขมวดคิ้ว เขาจำลายมือของพ่อได้แม่นยำ แต่มันเป็นไปไม่ได้... พ่อจากไปสิบปีแล้ว แต่ข้อความในบรรทัดสุดท้ายของสมุดบันทึกเล่มนั้นกลับทำให้หัวใจเขาหยุดเต้น มันเขียนด้วยหมึกสีน้ำเงินที่ดูยังสดใหม่ ไม่มีการซีดจางของกาลเวลา *‘ธารา... ถ้าเจ้าอ่านหน้านี้อยู่ แสดงว่าเหตุการณ์ในออฟฟิศวันนั้นมาถึงแล้ว จงจำไว้ว่าเงินก้อนนั้นไม่ได้หายไปไหน แต่มันถูกฝังอยู่ใต้ต้นโมกต้นแรกที่พ่อกับเจ้าช่วยกันปลูก และตำรวจที่กำลังตามล่าเจ้า... คือคนเดียวกับที่เคยทำลายชีวิตพ่อเมื่อสิบปีก่อน’* มือของธาราสั่นเทาอย่างควบคุมไม่ได้ เขาได้ยินเสียงรถยนต์วิ่งเข้ามาจอดสนิทที่หน้าบ้าน เสียงประตูรถเปิดออก ตามด้วยเสียงฝีเท้าหนักๆ ของรองเท้าหนังที่ย่ำลงบนพื้นดินแห้งแล้ง เสียงนั้นไม่ได้หยุดอยู่ที่รั้ว แต่มันกำลังเดินตรงมาที่หน้าประตูบ้านด้วยจังหวะที่มั่นคงและคุกคาม เงาของใครบางคนทาบลงบนกรอบประตูไม้ที่เขายังเปิดค้างไว้ และเสียงทุ้มต่ำที่ฟังดูคุ้นหูอย่างน่าขนลุกก็ดังขึ้น "คุณธาราครับ... เราเตือนคุณแล้วนะว่าให้กลับไปที่ออฟฟิศ แต่ในเมื่อคุณเลือกที่จะมาที่นี่... เราก็คงต้องขอจัดการเรื่องที่ค้างคาให้จบลงเสียที" ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปกับผมครับ - ต้นไม้ริมระเบียง
สารจากนักเขียน (ต้นไม้ริมระเบียง)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ในวันที่ลมพัดผ่านสวนหลังบ้าน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%