ในวันที่ลมพัดผ่านสวนหลังบ้าน•ตอนที่ 3

หยดน้ำค้างยามเช้า

ผลงานโดย ต้นไม้ริมระเบียง
"ถ้าจะฆ่ากัน ก็เลิกทำหน้าซื่อเหมือนคนไม่รู้อะไรเลยเถอะครับ" ธารากระแทกแก้วน้ำชาลงบนโต๊ะไม้เก่าๆ เสียงดังปังจนน้ำชาในแก้วกระฉอกออกมานองโต๊ะ เขามองชายหนุ่มในชุดสูทสีเข้มสองคนที่เพิ่งเดินพ้นรั้วไม้ระแนงเข้ามา ความเงียบสงัดของสวนหลังบ้านถูกทำลายลงด้วยแรงกดดันที่เขารู้สึกได้ตั้งแต่อยู่ในออฟฟิศเมื่อเช้า พวกเขายังคงตามมาจนได้ แม้เขาจะเลือกทิ้งชีวิตเงินเดือนและตึกระฟ้าไว้เบื้องหลังแล้วก็ตาม ชายในสูทไม่ตอบโต้อะไร พวกเขาเพียงแค่โค้งตัวลงน้อยๆ เป็นเชิงขออภัยก่อนจะหันหลังกลับอย่างเย็นชา ทิ้งให้ธารานั่งหอบหายใจอยู่เพียงลำพัง ท่ามกลางกลิ่นดินชื้นและกลิ่นดอกโมกที่ส่งกลิ่นหอมเอื่อยๆ ราวกับเยาะเย้ยความวุ่นวายในใจของเขา "ความพยายามที่จะหนีจากกรงขังมักจะทำให้เราเจอกรงขังที่แน่นหนากว่าเดิมเสมอ จริงไหม?" น้ำเสียงแหบพร่าแต่ทุ้มต่ำดังขึ้นจากทางด้านหลัง ธาราตัวแข็งทื่อ เขาจำเสียงนี้ได้แม่น... มันคือเสียงที่เคยกล่อมให้เขาสงบในช่วงเวลาที่เขารู้สึกว่าโลกจะแตกสลายเมื่อสิบปีก่อน เขาหมุนตัวกลับไปอย่างรวดเร็ว ชายชราในชุดผ้าฝ้ายสีมอๆ สวมหมวกปีกกว้างที่ดูเก่าจนแทบจะขาดวิ่น กำลังยืนจดๆ จ้องๆ อยู่กับต้นไม้ประหลาดในกระถางดินเผา มือที่เหี่ยวย่นและเต็มไปด้วยรอยขีดข่วนจากการทำงานในสวนบรรจงเด็ดใบแห้งออกจากยอดอย่างใจเย็น ลุงบุญไม่ได้เงยหน้ามองเขา แต่แผ่นหลังนั้นกลับดูมั่นคงราวกับขุนเขา "ลุงบุญ..." ธาราเรียกชื่อนั้นเบาๆ ความโกรธขึ้งเมื่อครู่มลายหายไป เหลือเพียงความว่างเปล่าที่หนักอึ้ง "เจ้าพวกนั้นไม่ได้มาเพื่อฆ่าแกหรอกธารา พวกเขามาเพื่อย้ำว่า 'อดีต' ยังหิวโซและพร้อมจะกลืนกินแกได้ทุกเมื่อตราบเท่าที่แกยังหันหลังให้มัน" ลุงบุญวางกรรไกรตัดแต่งกิ่งลง ก่อนจะหันมามองธาราด้วยดวงตาที่ราวกับมองทะลุผ่านกระดูกไปถึงความคิดที่ซ่อนอยู่ใต้ชั้นผิวหนัง "น้ำค้างบนใบหญ้าตอนเช้าน่ะ ถ้าลมพัดแรงหน่อยมันก็ร่วง ถ้าแดดออกจัดมันก็ระเหย... แกกำลังพยายามยื้อน้ำค้างไว้บนฝ่ามือด้วยวิธีไหนอยู่ล่ะ?" ธารานิ่งอึ้ง เขาไม่ได้เจอชายคนนี้มานานหลายปี นับตั้งแต่วันที่เขาตัดสินใจย้ายเข้าเมืองเพื่อไล่ตามความสำเร็จที่ครอบครัวขีดเส้นไว้ ลุงบุญในความทรงจำคือคนสวนที่ไม่มีใครรู้จักที่มาที่ไป แต่กลับรู้ดีทุกเรื่องราวในชีวิตของธาราอย่างน่าประหลาด "ผมแค่ต้องการความเงียบ ลุง... ผมแค่ต้องการพื้นที่หายใจที่ไม่มีใครมาสั่งให้ผมทำนั่นทำนี่" ธาราเอ่ยเสียงสั่น เขาทรุดตัวลงนั่งบนแคร่ไม้ไผ่ ความล้าที่สะสมมานานหลายปีทะลักออกมาเหมือนเขื่อนแตก ลุงบุญเดินเข้ามาใกล้ กลิ่นสาบดินและกลิ่นใบไม้สดโชยมาปะทะจมูกชายหนุ่ม ลุงชี้ไปที่หยดน้ำค้างเล็กๆ ที่เกาะอยู่บนยอดดอกไม้ตรงหน้า "ดูนั่นสิ" ลุงบุญสั่ง "คนส่วนใหญ่ในโลกนี้พยายามจะเป็นเจ้าของหยดน้ำค้าง พวกเขาอยากให้มันคงอยู่ อยากให้มันสะท้อนภาพตัวเองที่ดูสวยงาม แต่ธาราเอ๋ย... หน้าที่ของหยดน้ำค้างไม่ใช่การอยู่คงทน แต่มันคือการทำหน้าที่ของมันในเสี้ยววินาทีนั้น แล้วยอมหายไปเมื่อพระอาทิตย์ขึ้น แกกำลังเจ็บปวดเพราะแกอยากเป็นพระอาทิตย์ที่ห้ามไม่ให้หยดน้ำค้างระเหยไปน่ะสิ" "ผมทำไม่ได้หรอกลุง... งานที่ผมทิ้งมา ปัญหาที่ผมก่อไว้ที่ออฟฟิศ... มันไม่ใช่แค่หยดน้ำค้าง มันคือพายุ" "พายุไม่มีวันพัดผ่านไปได้ ถ้าแกยังยืนกางร่มท้าลมอยู่ตรงกลางสนามแบบนั้น" ลุงบุญหยิบผ้าเช็ดหน้าผืนเก่าออกมาซับเหงื่อที่หน้าผาก "ทำไมไม่ลองวางร่ม แล้วปล่อยให้ตัวเปียกดูบ้างล่ะ? บางทีสิ่งที่แกกลัวที่สุด อาจจะเป็นแค่สายฝนที่ทำให้แกตื่นจากฝันร้ายก็ได้" ธารามองเข้าไปในดวงตาของลุงบุญ ในนั้นไม่มีความสงสาร ไม่มีคำปลอบประโลมที่ฉาบฉวย มีเพียงความจริงที่เขาสัมผัสได้ว่ามันถูกกลั่นกรองมาจากประสบการณ์ชีวิตที่ยากจะหยั่งถึง ลุงบุญไม่ได้แค่สอนให้ปล่อยวาง แต่ลุงกำลังบอกให้เขา 'กล้า' ที่จะล่มสลาย เพื่อที่จะได้เกิดใหม่ "แล้วถ้าผมทิ้งทุกอย่างแล้ว... ผมจะเหลืออะไรครับ?" ธาราถามเสียงเครือ ลุงบุญหัวเราะเบาๆ เป็นเสียงหัวเราะที่ฟังดูเหมือนลมพัดผ่านยอดไม้ ลุงหยิบเมล็ดพันธุ์เล็กๆ สีดำในถุงผ้าส่งให้ธารา "แกจะเหลือพื้นที่ว่างให้เมล็ดพันธุ์ใหม่ๆ ได้โตอย่างไรเล่า" ลุงบุญตอบ ก่อนจะเอื้อมมือมาแตะไหล่ของเขาเบาๆ "เอาล่ะ ไปล้างหน้าซะ อีกเดี๋ยวจะมีแขกไม่ได้รับเชิญมาเยือน... แขกคนที่แกพยายามหนีมาตลอดสามปีที่ผ่านมา" หัวใจของธารากระตุกวูบ เขาจำเสียงฝีเท้าที่ดังแว่วมาจากรั้วหน้าบ้านได้แม่นยำ มันเป็นเสียงจังหวะรองเท้าส้นสูงที่เขาคุ้นเคยดีกว่าเสียงหัวใจตัวเองเสียอีก เสียงที่มักจะตามมาด้วยคำพิพากษาและข้อตกลงที่เขาไม่เคยปฏิเสธได้ ร่างของหญิงสาวในชุดเดรสสีขาวสะอาดตากำลังเดินตรงเข้ามาในสวน เธอหยุดยืนอยู่ตรงหน้าเขา มือเรียวบางเอื้อมมาปัดเศษใบไม้ที่ติดอยู่บนไหล่ของเขาอย่างถือวิสาสะ "เลิกเล่นบทหนีเข้าป่าได้แล้ว ธารา... ทางฝั่งนั้นเขาไม่ยอมให้คุณเดินออกไปง่ายๆ หรอกนะ" เธอเว้นจังหวะ ก่อนจะหยิบซองเอกสารสีน้ำตาลออกมาจากกระเป๋าถือ "และที่สำคัญ... สิ่งที่คุณซ่อนไว้ในเซฟที่ออฟฟิศน่ะ ตอนนี้มันอยู่ในมือของคนที่ไม่ควรได้มันไปที่สุดแล้ว" ธาราหน้าซีดเผือด เขารู้ทันทีว่าสิ่งที่เธอพูดหมายถึงอะไร... ความลับที่เขาใช้ค้ำคอผู้บริหารระดับสูงมาตลอดสามปี บัดนี้มันกลายเป็นอาวุธที่กำลังจ่อเข้าที่ขมับของเขาเอง และคนที่จะลั่นไกก็ไม่ใช่คนอื่นไกล แต่มันคือคนที่เขาเพิ่งก้าวเข้ามาขอความช่วยเหลือในฐานะญาติสนิทเพียงคนเดียวที่เหลืออยู่ ขอบคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านหยดน้ำค้างและพายุชีวิตไปกับธาราในบทนี้ แล้วพบกันใหม่ครับ - ต้นไม้ริมระเบียง
สารจากนักเขียน (ต้นไม้ริมระเบียง)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ในวันที่ลมพัดผ่านสวนหลังบ้าน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%