ความมืดมิดในห้วงสำนึกของหลี่เฟยเทียนนั้นหนาทึบและเย็นเยียบดุจก้นบึ้งของเหวอเวจี พิษโลหิตอัคคีที่ซัดเข้าใส่ร่างก่อนหน้านี้แผดเผาเส้น LDP ลมปราณจนแทบหลอมละลาย กระดูกทั่วร่างส่งเสียงลั่นเปรี๊ยะราวกับจะแตกเป็นเสี่ยงๆ ลมหายใจของเขารวยริน แผ่วเบาจนแทบไม่เหลือไออุ่นแห่งชีวิต
"เฟยเทียน... ท่านต้องไม่ตายที่นี่"
เสียงนั้นแว่วมาดุจมาจากดินแดนอันไกลโพ้น ทว่าชัดเจนและก้องกังวานในหัวใจของมู่หรงเสวี่ย ศิษย์เอกแห่งสำนักวิหคเหมันต์ผู้มักสงวนท่าทีและเย็นชาดุจน้ำแข็งมาตลอดชีวิต บัดนี้ ใบหน้าที่เคยไร้ความรู้สึกกลับซีดเผือดหยาดเหงื่อกาฬไหลรินผสมปนเปกับคราบโลหิต นางคุกเข่าลงเบื้องร่างของชายหนุ่ม มือเรียวบางทั้งสองข้างสั่นระริกยามทาบลงบนแผ่นอกที่แทบไร้การเคลื่อนไหวของเขา
ภายในถ้ำศิลาอันเงียบงัน มีเพียงเสียงหยดน้ำที่กลั่นตัวจากหินย้อยและเสียงหอบหายใจอันรรวยรินของนาง
เสวี่ยกัดริมฝีปากจนห่อเลือด นางรู้ดีว่าการช่วยเหลือบุรุษผู้นี้จากเงื้อมมือมัจจุราชแห่งแดนอัคคีจะต้องแลกมาด้วยสิ่งใด วิชา "ปราณเหมันต์สลายโลหิต" เป็นเคล็ดวิชาต้องห้ามสูงสุดของสำนักวิหคเหมันต์ ผู้ใช้ต้องสละพลังปราณบำเพ็ญเพียรครึ่งหนึ่ง พร้อมทั้งเผาผลาญแก่นแท้โลหิตของตนเองเพื่อถ่ายเทความเย็นบริสุทธิ์เข้าไปดับพิษร้ายในร่างผู้อื่น หากทำเช่นนี้... เส้นทางสู่ขอบเขตเซียนขั้นต่อไปของนางอาจต้องหยุดชะงักลงชั่วนาลケル หรืออาจถึงขั้นสูญเสียพลังยุทธ์ตลอดกาล
ทว่า... ในวินาทีที่นางทอดสายตามองรอยแผลฉกรรจ์บนร่างของหลี่เฟยเทียน แววตาที่เคยเยือกเย็นดั่งหิมะพันปีกลับไหววูบดุจผิวน้ำต้องลม
"ข้าฝึกวิชาเพื่อปกป้องสำนัก... แต่เหตุใดในยามนี้ ชีวิตของท่านจึงสำคัญกว่ากฏเกณฑ์เหล่านั้นเล่า?" นางพึมพำกับตนเอง น้ำเสียงสั่นเครือเล็กน้อยก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นความเด็ดเดี่ยวอันแน่วแน่
เสวี่ยหลับตาลง รวบรวมลมปราณที่เหลืออยู่ทั้งหมดโคจรโคจรโคจรโคจรโคจรรอบจุดตันตียน แสงสีฟ้าครามสว่างวาบขึ้นรอบกายของนาง อุณหภูมิภายในถ้ำลดฮวบลดลงจนหยาดน้ำกลายเป็นเกล็ดน้ำแข็งเกาะพราวตามผนังศิลา นางประกบฝ่ามือเข้ากับแผ่นหลังของหลี่เฟยเทียน ทันใดนั้น... ลมปราณเหมันต์อันบริสุทธิ์ดุจธารน้ำแข็งจากยอดเขาโบราณก็ทะลักเข้าสู่ร่างของชายหนุ่มราวกับเขื่อนแตก!
*อั๊ก!*
หลี่เฟยเทียนกระอักโลหิตสีดำคล้ำออกมาคำโต พิษโลหิตอัคคีที่แผดเผาอยู่ภายในถูกความเย็นยะเยือกของมู่หรงเสวี่ยเข้ากดทับและชำระล้างอย่างรุนแรง ทว่ากระบวนการนี้ช่างโหดร้ายทารุณยิ่งนัก ร่างของเสวี่ยสั่นสะท้านอย่างรุนแรง สีหน้าของนางเปลี่ยนเป็นขาวซีดไร้เลือดฝาด เส้นผมสีดำสนิทเริ่มมีเกล็ดน้ำแข็งเกาะกุมทีละน้อย
พลังปราณของนางกำลังรั่วไหล... แก่นแท้ชีวิตกำลังถูกสูบฉีดเพื่อยื้อลมหายใจของเขา
"เสวี่ย... พอ... พอได้แล้ว..." เสียงแหบพร่าหลุดลอดมาจากลำคอของหลี่เฟยเทียน เปลือกตาที่หนักอึ้งพยายามฝืนลืมขึ้น เขาสัมผัสได้ถึงความเจ็บปวดอันแสนสาหัสที่หญิงสาวกำลังแบกรับเพื่อตน ดวงตาคมกริบของยอดฝีมือพเนจรเอ่อ1คลอด้วยหยาดน้ำตาแห่งความเจ็บใจและซาบซึ้งใจ "เจ้ากำลังจะ... ฆ่าตัวตายเพื่อข้า..."
"หุบปาก... หลี่เฟยเทียน" มู่หรงเสวี่ยเอ่ยเสียงสั่น นางกัดฟันกรอดจนเลือดซิบที่มุมปาก ไอสีขาวพวยพุ่งออกจากร่างของทั้งสอง "ข้า... เป็นคนเยือกเย็น... แต่ท่านคือความอบอุ่นเดียว... ที่ข้าเลือกแล้ว... หากท่านต้องตาย... ข้าจะอยู่ไปเพื่อผู้ใดกัน..."
สิ้นคำพูดนั้น เสวี่ยก็ทุ่มพลังปราณเฮือกสุดท้ายระเบิดเข้าสู่จุดชีพจรหัวใจของหลี่เฟยเทียน
*เปรี้ยง!*
คลื่นพลังเหมันต์แผ่ขยายเป็นวงกว้างพัดพาเศษหินและฝุ่นผงกระจาย
พิษโลหิตอัคคีในร่างของหลี่เฟยเทียนถูกสลายจนสิ้นซาก ลมหายใจของเขากลับมามั่นคงและทรงพลังอีกครั้ง ร่างกายที่เคยใกล้ตายได้รับความชุบชีวิตขึ้นใหม่จากหยาดโลหิตและปราณอันบริสุทธิ์ของนาง
ทว่า... มู่หรงเสวี่ยกลับทรุดฮวบลงอ้อมแขนของเขา
ร่างของนางเย็นเฉียบราวกับก้อนน้ำแข็ง ไร้ซึ่งเรี่ยวแรงใดๆ ลมหายใจของนางแผ่วเบาราวกับสายลมฤดูหนาวที่ใกล้จะมอดดับ ดวงตาที่เคยงดงามและเย่อหยิ่งค่อยๆ ปิดลงช้าๆ ทิ้งไว้เพียงรอยยิ้มจางๆ อันแสนเปราะบางบนริมฝีปากที่ซีดเซียว
"เสวี่ย! เสวี่ย!" หลี่เฟยเทียนโอบกอดร่างอันเย็นเยียบของนางไว้แนบอก หัวใจของเขาราวกับถูกกระบี่นับพันเล่มกรีดแทะ ความโกรธแค้น ความเสียใจ และความสำนึกบุญคุณหลอมรวมกันจนกลายเป็นพลังปราณอันน่าสะพรึงกลัวที่ระเบิดออกจากร่างของเขาอย่างไร้การควบคุม
เขาวางร่างของนางพิงผนังถ้ำอย่างทะนุถนอมที่สุด ก่อนจะค่อยๆ ลุกขึ้นยืนช้าๆ
ดวงตาที่เคยเปี่ยมด้วยประกายแห่งคุณธรรม บัดนี้กลับแดงก่ำดุจโลหิต รังสีอำมหิตแผ่ซ่านไปทั่วบริเวณจนอากาศรอบตัวบิดเบี้ยว
เขากำด้ามกระบี่ในมือแน่นจนข้อต่องอขาว เสียงหัวเราะเยือกเย็นดังขึ้นจากปากถ้ำด้านนอก พร้อมกับการปรากฏตัวของเงาร่างสามสายที่สวมชุดคลุมสีเพลิง แผ่ไอสังหารเข้มข้นพุ่งตรงเข้ามา
"ฮ่าๆๆๆ นึกว่าพวกมันจะรอดตายไปได้ ที่แท้ก็ใช้พลังปราณเฮือกสุดท้ายยื้อชีวิตกันเอง สภาพเช่นนี้... คงเหลือแรงแค่ให้พวกข้าเด็ดหัวไปรับรางวัลสินะ!" เสียงหัวเราะเยือกเย็นของผู้อาวุโสพรรคอัคคีโลหิตดังขึ้น ขัดจังหวะความเงียบงัน
หลี่เฟยเทียนไม่เอ่ยคำใดสักคำ เขาก้าวเท้าช้าๆ ออกไปเบื้องหน้า ยื่นมือซ้ายสัมผัสด้ามกระบี่ที่ข้างเอว ขณะที่มือขวายกขึ้นปาดคราบเลือดที่มุมปาก ดวงตาดุดั่งพยัคฆ์ร้ายจ้องมองไปยังผู้มาเยือนทั้งสามด้วยความแค้นสุมอก
กระบี่ในฝักส่งเสียงร้องคำรามก้องกังวานราวกับรับรู้ถึงจิตสังหารอันไร้ขอบเขตของนายเหนือหัว
ทันใดนั้นเอง... ก่อนที่ปลายกระบี่จะถูกชักออกจากฝักเพื่อล้างบางศัตรู แสงประหลาดสีทองอร่ามก็ส่องประกายวาบขึ้นจากรอยสักรูปหงส์เหมันต์บนหัวไหล่ของมู่หรงเสวี่ยที่นอนหมดสติอยู่เบื้องหลัง พร้อมกับเสียงกระซิบอันเย็นเยียบของใครบางคนดังขึ้นจากความมืดมิดเบื้องบน...
*ขอบคุณที่ร่วมเดินทางผ่านหน้ากระบี่และหยาดน้ำตาบทนี้ไปด้วยกันนะครับ*
กระบี่ทะลวงศิลา กับเซียนสาวผู้เย็นชา•ตอนที่ 15
น้ำค้างหิมะรักษาแผล
ผลงานโดย พยัคฆ์ขาวคำราม
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พยัคฆ์ขาวคำราม)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่ทะลวงศิลา กับเซียนสาวผู้เย็นชา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!