...เงาดำที่ทาบทับลงมาจากผืนฟ้าสีครามเข้มในยามวิกาลนั้น ไม่ใช่เงาของเมฆฝน หากแต่เป็นความกดดันอันมหาศาลที่กดทับลงจนผืนป่าเบื้องล่างเงียบสงบราวกับป่าช้า
"หึ... นึกไม่ถึงว่าทายาทคนสุดท้ายของสำนักวิหคเหมันต์ จะตกต่ำถึงขั้นต้องมานอนระเนระนาดให้สุนัขป่าเลียหน้าเช่นนี้"
เสียงนั้นแหบพร่าและเยียบเย็น เสียดแทงเข้ามาในโสตประสาทของหลี่เฟยเทียนราวกับเข็มพิษ เขาตวัดสายตาดุดั่งพยัคฆ์หนุ่มผู้หิวกระหายขึ้นมองเบื้องบนทันที ปลายกระบี่มุทะลุในมือสั่นระริกด้วยความโกรธเกรี้ยว ปราณกระบี่สีครามพวยพุ่งขึ้นฟ้าดั่งเสาเพลิงที่พร้อมแผดเผาอุปสรรคทุกสิ่ง
เบื้องบนกิ่งไม้ใหญ่ ปรากฏร่างของบุรุษในอาภรณ์สีเทามอมแมม ใบหน้าครึ่งหนึ่งถูกสวมทับด้วยหน้ากากกระดูกสัตว์โบราณที่มีรอยร้าว ทว่าสิ่งที่ทำให้หัวใจของหลี่เฟยเทียนกระตุกวูบ คือกลิ่นอายความชั่วร้ายที่แผ่ออกมาจากตัวมัน—กลิ่นอายของพลังมารโลหิตที่สูบฉีดชีวิตของผู้บริสุทธิ์นับพัน!
"แกเป็นใคร?" หลี่เฟยเทียนเอ่ยถาม น้ำเสียงต่ำทุบดั่งเสียงคำรามของสายฟ้าในฤดูร้อน ดวงตาคมกริบหรี่ลงครึ่งหนึ่งเพื่อประเมินคู่ต่อสู้
ในอ้อมแขนของเขาร่างของมู่หรงเสวียยังคงหมดสติ รอยสักรูปหงส์เหมันต์บนหัวไหล่ของนางยังคงเปล่งแสงสีทองเรืองรอง ขับไล่ไอน้ำแข็งรอบกายให้วนเวียนปกป้องร่างบางไว้อย่างดื้อรั้น แสงสีทองนั้นกำลังต้านทานแรงกดดันอันน่าสะพรึงกลัวของบุรุษสวมหน้ากากได้อย่างน่าประหลาด
บุรุษลึกลับหัวเราะในลำคอ เสียงนั้นแห้งแล้งราวกับไม้ผุพังกระทบกัน "ข้าคือใครไม่สำคัญ... สำคัญคือ เจ้าหนู เจ้ากำลังนำพาตัวเองและสตรีในอ้อมแขนก้าวเข้าสู่ปากอคมของราชสีห์โดยไม่รู้ตัว ปลายทางเบื้องหน้าของพวกเจ้า... 'มหานครหลวงหลงเฉิง' มิใช่ดินแดนแห่งความยุติธรรมที่เจ้าโหยหาอีกต่อไปแล้ว แต่มันคือสุสานหลวงที่ไร้ซึ่งเงาของธรรมะ!"
สิ้นคำพูดนั้น ร่างของบุรุษชุดเทาก็สลายกลายเป็นกลุ่มหมอกควันสีเทาจางหายไปอย่างไร้ร่องรอย ราวกับมันไม่เคยมีตัวตนอยู่จริงตั้งแต่แรก เหลือไว้เพียงความเงียบงันที่น่าสะพรึงกลัว และชื่อของสถานที่ที่ทำให้หลี่เฟยเทียนต้องขบกรามแน่นจนได้ยินเสียงกรอด—*มหานครหลวงหลงเฉิง*
รุ่งอรุณแห่งวันใหม่มาเยือนอย่างเชื่องช้า ไร้ซึ่งแสงแดดอันอบอุ่น มีเพียงหมอกควันสีเทาปนเขม่าควันไฟที่ลอยปกคลุมทั่วท้องฟ้าเบื้องบน มหานครหลวงหลงเฉิง ปรากฏแก่สายตาของหลี่เฟยเทียนและมู่หรงเสวียที่ฟื้นคืนสติแล้ว ทั้งสองยืนอยู่บนเนินเขาสูง มองลงไปยังกำแพงเมืองโบราณที่สร้างด้วยศิลาทมิฬหนาทึบ
ทว่า สิ่งที่สะท้อนอยู่ในดวงตาคู่สวยเย็นชาของมู่หรงเสวียกลับไม่ใช่ความยิ่งใหญ่เกรียงไกร หากแต่เป็นความเสื่อมโทรมและกลิ่นอายแห่งความตายที่คละคลุ้งไปทั่วบริเวณ
"นี่น่ะหรือ... เมืองหลวงที่สำนักพิทักษ์ธรรมและราชสำนักร่วมกันปกป้อง?" มู่หรงเสวียเอ่ยขึ้น น้ำเสียงของนางยังคงแหบพร่าเล็กน้อยจากการบาดเจ็บภายใน ทว่าแฝงไว้ด้วยความเหยียดหยันอย่างไม่ปิดบัง
หลี่เฟยเทียนไม่ตอบคำ เขาเพียงแต่กวาดสายตามองผ่านประตูเมืองขนาดใหญ่ที่เปิดอ้าซ่า ทว่ากลับไร้ซึ่งเงาของทหารยามที่ตรวจตราอย่างเข้มงวด มีเพียงขอทานผอมโซนับร้อยที่นอนเกลื่อนกลาดอยู่ริมกำแพงเมือง บางคนไร้ลมหายใจไปแล้ว บางคนส่งเสียงครวญครางด้วยความเจ็บปวด แต่น่าแปลกที่ผู้คนที่เดินผ่านไปมากลับทำราวกับพวกมันเป็นเพียงเศษขยะชิ้นหนึ่ง ไม่มีใครเหลียวแล ไม่มีแม้แต่เศษทาน
ความเมตตาในหัวใจของลูกผู้ชายถูกกระตุ้นขึ้นอย่างรุนแรง หลี่เฟยเทียนกำหมัดแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน
"ยุทธภพเน่าเฟะถึงเพียงนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน..." หลี่เฟยเทียนพึมพำกับตัวเองด้วยความขมขื่น สำนักใหญ่โตต่าง ๆ มัวแต่แย่งชิงความเป็นใหญ่ เบื้องหน้าคือนักบุญผู้ทรงคุณธรรม เบื้องหลังกลับกล ายเป็นพวกเดรัจฉานที่สูบกินเลือดเนื้อของราษฎรตาดำๆ
ทั้งสองก้าวเข้าสู่ประตูเมืองหลวง บรรยากาศภายในยิ่งทำให้รู้สึกอึดอัดหายใจไม่ออก ตรอกซอกซอยเต็มไปด้วยกลิ่นคาวเลือดและกลิ่นอายของยาพิษราคาถูก ร้านค้าสองข้างทางปิดเงียบ มีเพียงโรงเตี๊ยมขนาดใหญ่กลางเมืองที่ยังคงเปิดไฟสว่างไสว เสียงหัวเราะและเสียงดนตรีอันสำราญดังเล็ดลอดออกมา ตัดกับความอดอยากยากแค้นของชาวเมืองภายนอกอย่างสิ้นเชิง
"ระวังตัวด้วย" มู่หรงเสวียเอ่ยเตือนเบาๆ พร้อมกับส่งกระแสจิตมาหาเขา ปราณดัชนีเยือกแข็งในร่างของนางเริ่มหมุนเวียนเตรียมพร้อมรับมือ "ข้าสัมผัสได้ถึงจิตสังหารนับสิบคู่ที่กำลังจ้องมองเราจากเงาสลัว"
หลี่เฟยเทียนพยักหน้ารับ มือขวาแตะอยู่ที่ด้ามกระบี่ข้างกายอย่างเป็นธรรมชาติ ดวงตาคมกริบกวาดมองไปรอบคอบ สัญชาตญาณของยอดฝีมือบอกเขาชัดเจนว่า การก้าวเข้ามาในเมืองหลวงครั้งนี้ เปรียบเสมือนการเดินเข้าสู่กรงขังที่เต็มไปด้วยเข็มพิษ
ขณะที่พวกเขากำลังเดินผ่านหน้าตรอกแคบๆ แห่งหนึ่ง เสียงฝีเท้าหนักหน่วงก็ดังขึ้น พร้อมกับร่างของเด็กน้อยคนหนึ่งที่พุ่งกระเด็นออกมาแทบจะแทบเท้าของหลี่เฟยเทียน ร่างเล็กๆ นั้นเต็มไปด้วยรอยฟกช้ำดำเขียว ลมหายใจรดรินใกล้ขาดใจ
"ช่วย... ช่วยด้วยนายท่าน..." เด็กน้อยเอื้อมมืออันสั่นเทามาจับชายเสื้อผ้าของหลี่เฟยเทียน ดวงตากลมโตเต็มไปด้วยความหวาดกลัวขั้นสุด
"บังอาจนัก! กล้าดียังไงมาขวางทางสุนัขรับใช้แห่งสำนักกระบี่ทมิฬ!"
เสียงตะคอกอันเกรี้ยวกราดดังขึ้นจากในตรอก พร้อมกับเงาร่างของชายฉกรรจ์สามคนในชุดศิษย์สำนักใหญ่ พวกมันถือกระบี่อาบยาพิษเดินย่างสามขุมออกมา ใบหน้าเปื้อนยิ้มเยาะเย้ยและแววตาที่กระหายเลือด
หลี่เฟยเทียนก้มลงมองเด็กน้อย ก่อนจะค่อยๆ เงยหน้าขึ้น สายตาของเขาเปลี่ยนเป็นคมกริบดั่งคมกระบี่ที่พร้อมจะปลิดชีพผู้คน ปราณพยัคฆ์คำรามแผ่ซ่านออกมาจากร่างจนอากาศรอบตัวสั่นไหว
"สำนักกระบี่ทมิฬ... ดี! วันนี้ข้า 'หลี่เฟยเทียน' ผู้นี้ จะขอใช้กระบี่ในมือ ชำระล้างความโสมมของพวกเดรัจฉานในคราบนักบุญให้หมดสิ้นซาก!"
เขาก้าวออกไปหนึ่งก้าว เตรียมชักกระบี่ออกจากฝักเพื่อสับประดาล้างบางศัตรูเบื้องหน้า ทว่าในวินาทีนั้นเอง...
พื้นศิลาเบื้องล่างใต้เท้าของพวกเขากลับสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง พร้อมกับเสียงหัวเราะก้องกังวานที่ดังสะท้อนมาจากยอดหอคอยสูงใจกลางเมืองหลวง—เสียงที่หลี่เฟยเทียนจำได้ไม่มีวันลืม เป็นเสียงของเจ้าสำนักกระบี่ทมิฬผู้ล่วงลับที่ควรจะตายไปนานแล้ว!
"ยินดีต้อนรับสู่หลุมพรางที่เจ้าโง่เขลาเป็นผู้เลือกเอง... หลี่เฟยเทียน!"
ปัง! พื้นเบื้องหน้าแตกกระจายออกเป็นเสี่ยงๆ เปลวเพลิงสีดำสนิทพวยพุ่งขึ้นล้อมรอบตัวหลี่เฟยเทียนและมู่หรงเสวียไว้ในค่ายกลมรณะทันที!
---
ขอขอบคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทาง ฝ่าฟัน คมกระบี่และสายหมอกแห่งความมืดมิดในยุทธภพนี้ไปด้วยกันนะครับ
กระบี่ทะลวงศิลา กับเซียนสาวผู้เย็นชา•ตอนที่ 16
เมืองหลวงที่ไร้เงาธรรมะ
ผลงานโดย พยัคฆ์ขาวคำราม
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พยัคฆ์ขาวคำราม)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่ทะลวงศิลา กับเซียนสาวผู้เย็นชา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!