กระบี่ทะลวงศิลา กับเซียนสาวผู้เย็นชา•ตอนที่ 9

ดัชนีเหมันต์สยบมาร

ผลงานโดย พยัคฆ์ขาวคำราม
ความตายกำลังสูดดมกลิ่นอายคาวเลือดจากปลายดาบของมัน กลิ่นอายกดดันระดับขอบเขตหลอมรวมวิญญาณแผ่ซ่านปกคลุมไปทั่วทั้งซากโบราณสถานตระกูลหลี่ เงาร่างนับสิบของมือสังหารโลหิตยืนเรียงรายดุจพญามัจจุราช ทว่าใจกลางวงล้อมนั้น กลับมีเพียงชายหนุ่มชุดคลุมสีดำสนิทผู้หนึ่งที่ยังคงยืนหยัดอย่างองอาจ แม้ทั่วร่างจะเต็มไปด้วยบาดแผลฉกรรจ์และหยาดโลหิตที่ไหลรินอาบพื้นศิลา "ในที่สุด... ข้าก็รอพวกเจ้าพบเสียที... ทายาทคนสุดท้ายแห่งตระกูลหลี่" เสียงแหบพร่าดุจเสียงเสียดสีของใบมีดดังขึ้นจากหัวหน้ามือสังหาร มันก้าวเท้าช้าๆ พร้อมกับปลดปล่อยแรงกดดันมหาศาลจนพื้นหินใต้ฝ่าเท้าแตกร้าวเป็นทางยาว เฟยเทียนกัดฟันกรอด รสชาติคาวเลือดในปากทำให้เขารู้สึกเดือดดาลยิ่งนัก มือขวาที่กำด้ามกระบี่สั่นเทาเล็กน้อยไม่ใช่เพราะความหวาดกลัว แต่เป็นเพราะพลังปราณในจุดตันเทียนใกล้จะแห้งเหือดจากการหักโหมใช้เคล็ดกระบี่ทะลวงศิลาติดต่อกันหลายกระบวนท่า นี่คือวิกฤตครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่เขาเริ่มออกเดินทางในยุทธภพ มือสังหารเบื้องหน้ามีถึงสิบสองคน ทุกคนล้วนเป็นยอดฝีมือที่ผ่านการฆ่าฟันมานับไม่ถ้วน หากปล่อยไว้เช่นนี้ เกรงว่าตระกูลหลี่คงต้องสูญสิ้นสายเลือดอย่างแท้จริงในค่ำคืนนี้ "อยากเอาชีวิตข้า... พวกเจ้าต้องใช้เลือดครึ่งค่ายมาเซ่นไหว้ก่อน!" เฟยเทียนคำรามในลำคอ ดวงตาทอประกายสีชาดดุจพยัคฆ์หนุ่มที่จนตรอก เขายกกระบี่ขึ้นชี้หน้าศัตรู เตรียมระเบิดพลังเฮือกสุดท้ายออกแลกแลก ทว่า... ก่อนที่คมดาบของฝ่ายตรงข้ามจะพุ่งเข้าประชิดตัว ความหนתเหน็บอันไร้ที่มาก็แผ่ซ่านเข้ามาในห้วงอากาศ *ฟึบ!* อุณหภูมิรอบกายดิ่งฮวบลงอย่างไร้เหตุผล จากค่ำคืนที่อบอ้าวด้วยไอสังหาร กลับกลายเป็นเหมันตฤดูที่หนาวเหน็บจนกระดูกสะท้าน ลมหายใจของทุกคนกลายเป็นไอสีขาวโพลน เกล็ดน้ำแข็งสีฟ้าครามโปรยปรายลงมาจากฟากฟ้ายามวิกาลราวกับเทพธิดาร่ำไห้ หัวหน้ามือสังหารชะงักฝีเท้าโดยพลัน มันขมวดคิ้วแน่น กวาดสายตามองรอบกายด้วยความตื่นตระหนก "วิชาอันใดกัน? ปราณหยินบริสุทธิ์ถึงเพียงนี้..." ในความเงียบงันอันหนาแน่น เงาร่างหนึ่งก็ร่อนลงมาจากยอดเสาหินโบราณอย่างแผ่วเบาดุจขนนก นางก้าวเดินบนพื้นน้ำแข็งที่เพิ่งก่อตัวขึ้นอย่างเชื่องช้า อาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์สะท้อนแสงจันทร์จนระยิบระยับ เส้นผมสีดำสนิทปลิวไสวตามแรงลมปราณ ท่วงท่าสง่างาม เย็นชา และสูงส่งเกินกว่าที่มนุษย์ปุถุชนจะเอื้อมถึง มู่หรงเสวี่ย... นางไม่ได้เหลือบแลมองเหล่ามือสังหารแม้แต่หางตา สายตาคู่คมกริบดุจกระบี่น้ำแข็งคู่นั้นทอดมองไปยังแผ่นหลังที่เต็มไปด้วยบาดแผลของเฟยเทียน แววตาที่เคยราบเรียบดุจผิวน้ำในบึงลึก กลับไหววูบด้วยคลื่นอารมณ์บางเบาที่ยากจะหยั่งถึง "เจ้า... เสร่อหาญกล้าบาดเจ็บต่อหน้าข้าเช่นนี้ ตั้งใจจะให้สำนักวิหคเหมันต์ต้องเสียชื่อรึ?" น้ำเสียงราบเรียบเย็นเยียบเอ่ยขึ้น ทำลายความเงียบงันลง เฟยเทียนหอบหายใจหนักหน่วง เขารีบหันไปมองสตรีผู้เยือกเย็นข้างกาย มุมปากกระตุกยิ้มฝืนๆ ออกมา "แม่นางมู่... หากเจ้ามาช้ากว่านี้อีกก้านธูปเดียว ข้าคงได้ไปคารวะบรรพชนตระกูลหลี่บนสวรรค์แล้วกระมัง" "หุบปากซ้ำซาก" เสวี่ยเอ่ยตัดบทอย่างไม่ไยดี ทว่ามือเรียวบางที่ซ่อนอยู่ภายใต้แขนเสื้อกลับกำแน่นขึ้น นางปรายตามองหัวหน้ามือสังหารที่แผ่จิตสังหารพุ่งเข้าใส่ "พวกมันเป็นคนของใคร... ไม่สำคัญแล้ว ในเมื่อพวกมันบังอาจแตะต้องคนที่ข้า... เอ่อ... คนที่สำนักเราหมายตาเอาไว้" หัวหน้ามือสังหารแค่นเสียงเย็นชา มันสัมผัสได้ถึงพลังอันตรายจากสตรีผู้นี้ จึงส่งสัญญาณมือให้ลูกน้องทั้งหมดพุ่งเข้าจู่โจมพร้อมกัน "ฆ่ามัน! ไม่เว้นแม้แต่สตรีผู้นั้น!" *ฉับพลัน!* เงาดาบนับสิบพุ่งแหวกอากาศเข้ามาพร้อมกัน ปราณโลหิตแผ่พุ่งจนท้องนภาแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงฉาน การประสานงานของมือสังหารเหล่านี้ไร้ที่ติ พวกมันมุ่งเป้าปิดตาย จุดสำคัญของทั้งเฟยเทียนและเสวี่ยในคราเดียว เฟยเทียนเตรียมจะยกกระบี่ขึ้นต้านรับ ทว่าเสวี่ยกลับเอื้อมมือมาแตะที่ไหล่ของเขาเบาๆ "ถอยไป... วันนี้ข้าจะแสดงให้เจ้าประจักษ์เองว่า เหตุใดวิชาดัชนีเหมันต์สยบมาร จึงเป็นสิ่งที่ชาวยุทธภพหวาดกลัวนัก" สิ้นคำพูดนั้น เสวี่ยก็ก้าวเท้าออกไปหนึ่งก้าว นิ้วเรียวดุจหยกขาวชี้ออกไปเบื้องหน้าอย่างไร้ซึ่งกระบวนท่าที่ซับซ้อน ทว่าในเสี้ยววินาทีนั้น พลังปราณฟ้าดินนับพันลี้ราวกับถูกดูดกลืนเข้ามาที่ปลายนิ้วของนาง! *เปรี้ยง!* ระเบิดพลังน้ำแข็งแผ่ขยายออกเป็นวงกว้างในพริบตา คลื่นความเย็นระดับศูนย์องศาสัมผัสกับร่างของมือสังหารแนวหน้า ปราณโลหิตที่พวกมันภาคภูมิใจกลับถูกแช่แข็งกลายเป็นเกล็ดน้ำแข็งสีแดงฉานในชั่วลมหายใจเดียว ร่างของยอดฝีมือขอบเขตหลอมรวมวิญญาณถึงสามคนแข็งค้างกลางอากาศ ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนก ก่อนที่ร่างทั้งร่างจะแตกสลายกลายเป็นละอองน้ำแข็งสีเลือดโปรยปรายลงสู่พื้น! ความเงียบงันเข้าปกคลุมอีกครั้งอย่างสมบูรณ์แบบ มือสังหารที่เหลือต่างหยุดชะงักฝีเท้า ใบหน้าซีดเผือกด้วยความหวาดกลัวสุดขีด พวกมันไม่เคยพบเห็นวิชาที่ทรงพลังและไร้ความปรานีถึงเพียงนี้มาก่อน เสวี่ยไม่ได้หยุดเพียงแค่นั้น นางก้าวเดินไปข้างหน้าทีละก้าว ทุกย่างก้าวที่นางเหยียบลงไป พื้นดินรอบกายรัศมีร้อยวาจะแปรเปลี่ยนเป็นทุ่งน้ำแข็งสีคราม อักขระโบราณรูปบุปผาเหมันต์ปรากฏขึ้นกลางอากาศ ห้อมล้อมร่างของนางไว้ดุจเทพเซียนลงมาจุติ เฟยเทียนยืนมองภาพเบื้องหน้าด้วยความตะลึงงัน หัวใจเต้นระรัวไม่ใช่เพราะพิษบาดแผล แต่เป็นเพราะความงดงามอันตระการตาและพลังอำนาจอันน่าสะพรึงกลัวของสตรีผู้นี้ นี่หรือคือพลังที่แท้จริงของศิษย์เอกสำนักวิหคเหมันต์? นางซ่อนเร้นพลังนี้ไว้ภายใต้ความเย็นชามาโดยตลอด เพื่อปกป้องเขา... หรือเพื่อกวาดล้างศัตรูในยุทธภพกันแน่? เสวี่ยหันกลับมามองเฟยเทียนชั่วขณะ ดวงตาส่อประกายความอ่อนโยนที่หาได้ยากยิ่งผ่านม่านไอเย็น ก่อนที่นางจะหันกลับไปเผชิญหน้ากับหัวหน้ามือสังหารที่เหลืออยู่เพียงลำพัง "พวกเจ้า... สำนักโลหิตทมิฬสินะ" เสวี่ยเอ่ยเสียงเรียบ ทว่าทุกคำกลับกดทับลงบนจิตวิญญาณของศัตรูราวกับภูเขา "กล้าดียังไง... มาเหยียบย่ำอาณาเขตที่ข้าคุ้มครอง" นางสะบัดแขนเสื้อเบาๆ ดัชนีเหมันต์สายที่สองพุ่งทะยานออกไปดุจดาวตกสีฟ้าคราม ฉีกกระชากมิติอากาศจนเกิดเสียงคำรามกึกก้อง หัวหน้ามือสังหารแผดเสียงร้องด้วยความตื่นตระหนก มันเร้นกายหายเข้าไปในเงาไม้เพื่อหลบหนี ทว่าสายตากลับต้องเบิกกว้างด้วยความสิ้นหวัง เมื่อพบว่าเงาร่างของมันถูกแช่แข็งติดกับต้นไม้ใหญ่ไปเสียแล้ว ในจังหวะที่ดัชนีเหมันต์กำลังจะทะลวงร่างของหัวหน้ามือสังหารให้ดับสูญนั้นเอง... จู่ๆ แผ่นดินใต้เท้าของพวกเขาก็สั่นสะเทือนอย่างรุนแรงราวกับเกิดแผ่นดินไหว ไอสังหารสีดำสนิทพวยพุ่งขึ้นมาจากหลุมศพโบราณใจกลางซากปรักหักพัง พร้อมกับเสียงหัวคำรามอันน่าสะพรึงกลัวที่ดังก้องกังวานมาจากใต้พิภพ "ฮ่าๆๆๆ... ผ่านไปสามร้อยปี ในที่สุด... ข้าก็ได้กลิ่นอายของทายาทตระกูลหลี่อีกครั้ง..." เสียงนั้นไม่ได้มาจากมนุษย์ แต่เป็นเสียงของสิ่งมีชีวิตโบราณที่ถูกผนึกไว้ใต้ซากโบราณสถานแห่งนี้ และมันกำลังจะตื่นจากการหลับใหล! เสวี่ยชะงักดัชนีในมือทันที นางหันขวับไปมองหลุมศพเบื้องล่างด้วยใบหน้าที่เปลี่ยนสีเป็นครั้งแรก สีหน้าเย็นชาถูกแทนที่ด้วยความตื่นตระหนกอย่างเห็นได้ชัด "แย่แล้ว..." เสวี่ยพึมพำเบาๆ "เป้าหมายที่แท้จริงของพวกมัน... ไม่ใช่การสังหารเจ้า แต่เป็นการใช้เลือดของเจ้าปลุกปีศาจโบราณตนนั้นต่างหาก!" เฟยเทียนหน้าถอดสีทันที เมื่อพื้นดินเบื้องหน้าแยกออกเป็นเสี่ยงๆ และเงาร่างสีดำมหึมาพร้อมดวงตาสีแดงฉานคู่ใหญ่กำลังค่อยๆ ผุดขึ้นมาจากความมืดมิด ขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางเคียงบ่าเคียงไหล่ไปกับความมันส์สะใจนี้นะครับ
สารจากนักเขียน (พยัคฆ์ขาวคำราม)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่ทะลวงศิลา กับเซียนสาวผู้เย็นชา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%