"โครม—!"
เสียงคำรามกึกก้องราวกับฟ้าผ่ากลางฤดูร้อนไม่ได้มาจากฟากฟ้า หากแต่พวยพุ่งขึ้นมาจากพื้นดินเบื้องล่างที่กำลังปริแตกออกเป็นเสี่ยงๆ แรงสั่นสะเทือนระดับนี้เพียงพอที่จะทำให้ยอดฝีมือสำนักใหญ่ยังต้องหน้าถอดสี หลี่เฟยเทียนรีบก้าวเท้าถอยหลังสามก้าว กระบี่เหล็กนิลในมือสั่นสะท้านจนส่งเสียงหึ่งๆ ขานรับกับจิตสังหารที่แผ่พุ่งขึ้นมาจากขุมนรก
เบื้องหน้าของเขาทั้งสอง เงาร่างสีดำมหมหึมาพร้อมดวงตาสีแดงฉานคู่ใหญ่กำลังค่อยๆ ผุดขึ้นมาจากความมืดมิด กลิ่นอายความตายและกลิ่นอายโลหิตคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ จนแม้แต่ยอดไม้รอบด้านยังเหี่ยวเฉาดำคล้ำลงในพริบตา
"ระวังตัวด้วย... นี่ไม่ใช่สัตว์อสูรธรรมดา"
เสียงราบเรียบทว่าเยือกเย็นดังขึ้นจากด้านข้าง มู่หรงเสวี่ยขยับกายเข้ามาประชิด ร่างระหงในชุดอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ตัดกับบรรยากาศอันน่าสยดสยองเบื้องหน้าอย่างสิ้นเชิง ปราณเหมันต์ในร่างนางหมุนวนอย่างรุนแรงจนเกิดเกล็ดน้ำแข็งสีฟ้าครามปกคลุมรอบฝ่ามือเรียวงาม นางตวัดนิ้วชี้ออกไปราสายฟ้าแลบ ปราณดัชนีเยือกแข็งพุ่งแหวกอากาศเข้าสกัดกั้นคลื่นพลังสีดำที่แผ่ออกมาจากอสูรร้ายทันที
ปัง!
ประกายแสงสีฟ้าและดำปะทะกันจนเกิดคลื่นกระแทกแผ่ขยายเป็นวงกว้าง หลี่เฟยเทียนไม่รอช้า พลังวัตรในตันTian (ตันเถียน) ของเขาพลุ่งพล่านขึ้นถึงขีดสุด วิชากระบี่ทะลวงศิลาถูกแปรเปลี่ยนเป็นกระบวนท่า "มังกรทะยานฟ้า" ร่างของชายหนุ่มพุ่งทะยานขึ้นสู่ห้วงอากาศ คมกระบี่เปล่งประกายเจิดจ้าตระการตา ราวกับดาวตกที่แหวกผ่านความมืดมิด พุ่งตรงเข้าหมายปลิดชีพเงาร่างมหึมานั้นในคราเดียว
ฉึก!
คมกระบี่เจาะทะลวงผ่านชั้นเกราะพลังงานสีดำเข้าอย่างจัง ทว่าความรู้สึกที่สะท้อนกลับมาผ่านด้ามกระบี่กลับทำให้หลี่เฟยเทียนต้องขมวดคิ้วมุ่น มันไม่ใช่ความรู้สึกของการตัดผ่านเนื้อหนังหรือศิลา แต่คล้ายกับว่าเขากำลังแทงลงไปบน... ค่ายกลมนตราโบราณ
ดวงตาสีแดงฉานคู่นั้นกวาดมองลงมาที่เขาอย่างเหยียดหยัน เงาร่างสีดำส่งเสียงหัวเราะแหบพร่าดังก้องในโสตประสาท "ฮี่ๆๆ... หลี่เฟยเทียน เจ้าคิดจริงๆ หรือว่าการเดินทางมาถึงจุดนี้เป็นเพราะความบังเอิญ?"
น้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยความนัย ทำเอาหลี่เฟยเทียนชะงักงันไปชั่วขณะ
"เจ้าหมายความว่าอย่างไร!" หลี่เฟยเทียนตะโกนถามพร้อมกับเร่งพลังปราณกดกระบี่ให้ลึกขึ้น
"ถามพวกมันดูสิ... สหายร่วมสำนักที่เจ้าเคารพนักหนา" เงาร่างสีดำกล่าวทิ้งท้าย ก่อนที่ร่างทั้งร่างจะสลายกลายเป็นกลุ่มหมอกควันสีดำแล้วพุ่งหายลับไปในความมืด ปล่อยให้ความเงียบงันและกลิ่นอายอันน่าสะพรึงกลัวหลงเหลือไว้เบื้องหลัง
หลี่เฟยเทียนร่อนลงพื้นอย่างนุ่มนวล เขาหันกลับไปมองสหายร่วมสำนักและผู้อาวุโสที่ติดตามมาสมทบ สีหน้าของแต่ละคนในตอนนี้ดูผิดปกติอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะผู้อาวุโสจาง ผู้มีอาวุโสสูงสุดในกลุ่มเวลานี้ เหงื่อกาฬไหลโทรมกาย แม้ภัยร้ายจะผ่านพ้นไปแล้ว แต่แววตาของเขากลับเต็มไปด้วยความหวาดระแวงและความลุกลี้ลุกลน
"ผู้อาวุโสจาง... ท่านมีอะไรจะอธิบายหรือไม่?" มู่หรงเสวี่ยเอ่ยขึ้น น้ำเสียงของนางเย็นชาเสียจนผู้ฟังต้องสั่นสะท้าน นางก้าวเข้าไปช้าๆ สายตาคมกริบดั่งคมดาบจ้องมองทะลุปรุโปร่งไปยังพิรุธในแววตาของอีกฝ่าย
"สะ... เสวี่ยเอ๋อร์ เจ้าพูดเรื่องอะไรกัน ข้าจะไปมีอะไรต้องอธิบาย" ผู้อาวุโสจางหัวเราะกลบเกลื่อน ทว่ามือที่ซ่อนอยู่ภายใต้แขนเสื้อกลับสั่นเทาอย่างควบคุมไม่ได้
หลี่เฟยเทียนหรี่ตาลง สัญชาตญาณนักสู้บอกเขาว่ามีบางอย่างไม่ชอบมาพากล ตั้งแต่การเดินทางเข้าสู่เขตแดนนี้ เส้นทางที่เลือก แผนผังค่ายกล หรือแม้กระทั่งข่าวกรอง ล้วนผ่านมือผู้อาวุโสจางทั้งสิ้น หากไม่มี "หนอนบ่อนไส้" คอยส่งข่าวให้ฝ่ายศัตรู มีหรือที่พวกมันจะดักซุ่มโจมตีได้อย่างแม่นยำเช่นนี้
"ท่านรู้เรื่องค่ายกลผนึกอสูรใต้พิภพนี้ตั้งแต่แรกใช่ไหม?" หลี่เฟยเทียนก้าวเข้าไปประชิด น้ำเสียงทุ้มต่ำแต่ทรงพลังกดดันจนผู้อาวุโสจางต้องถอยหลังกรูด "ท่านไม่ใช่แค่พาพวกเรามาทำภารกิจ... แต่ท่านตั้งใจนำพวกเรามาเป็นเครื่องสังเวยต่างหาก!"
"เหลวไหล! เจ้าเด็กไร้หัวนอนปลายเท้า กล้าดียังไงมากล่าวหาผู้อาวุโสเช่นข้า!" ผู้อาวุโสจางตบโต๊ะหรือตวัดฝ่ามือหมายจะตบสั่งสอน ทว่ายังไม่ทันที่ฝ่ามือจะถึงตัว ประกายกระบี่สีเงินยวงก็จ่ออยู่ที่ลำคอของเขาเสียแล้ว
คมกระบี่นิ่งสนิท ไร้ซึ่งความลังเล เช่นเดียวกับแววตาของหลี่เฟยเทียนที่แข็งกร้าวขึ้น "ข้าให้เกียรติท่านในฐานะผู้อาวุโส แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าท่านจะเหยียบย่ำความไว้วางใจของพวกเราได้... ป้ายคำสั่งสำนักมารโลหิตที่ตกอยู่ ณ จุดเกิดเหตุเมื่อครู่ ท่านจะอธิบายว่าอย่างไร?"
สิ้นคำพูดนั้น บรรยากาศรอบด้านก็พลันเงียบสงัดลงทันที ผู้อาวุโสจางหน้าถอดสี ร่างกายแข็งทื่อราวกับถูกสาปให้กลายเป็นหิน ความลับที่ปกปิดมานานแรมปีถูกเปิดเผยออกต่อหน้าธารกำนัล ทว่า ในวินาทีที่ทุกคนกำลังจดจ่ออยู่กับการเค้นความจริงจากปากผู้อาวุโสจางนั้นเอง...
ปัง!
ศีรษะของผู้อาวุโสจางก็ระเบิดออกเป็นเสี่ยงๆ โลหิตสีดำพุ่งกระฉูดสาดกระเซ็นไปทั่วบริเวณ โดยไม่มีใครทันสังเกตเห็นเลยว่า เงาดำสายหนึ่งพุ่งวาบมาจากความมืดมิดยามวิกาล พร้อมกับเสียงกระซิบอันแผ่วเบาที่ดังขึ้นข้างหูของหลี่เฟยเทียน...
"พวกเจ้า... เดินมาติดกับดักของนิกายที่แท้จริงเข้าแล้ว"
ขอขอบพระคุณท่านผู้อ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางฝ่าฟันอุปสรรคในยุทธภพอันกว้างใหญ่นี้ไปด้วยกันนะครับ
**- พยัคฆ์ขาวคำราม -**
กระบี่ทะลวงศิลา กับเซียนสาวผู้เย็นชา•ตอนที่ 10
รอยร้าวในฝ่ายธรรมะ
ผลงานโดย พยัคฆ์ขาวคำราม
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พยัคฆ์ขาวคำราม)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่ทะลวงศิลา กับเซียนสาวผู้เย็นชา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!