"หากเจ้ายังเอาแต่เงียบงันเช่นนี้ เกรงว่าสุราไห้นี้คงต้องดื่มคนเดียวจนหมดสิ้นแล้วนะครับ"
น้ำเสียงของหลี่เฟยเทียนเจือด้วยรอยยิ้มจางๆ ยามที่เขาเงยหน้าขึ้นมองร่างระหงที่นั่งอยู่บนก้อนศิลาเบื้องหน้า ภายใต้แสงจันทร์กระจ่างนวลตาที่สาดส่องลงมาจากฟากฟ้า ยามนี้บรรยากาศรอบกายพวกเขาสงบเงียบจนได้ยินเพียงเสียงสายลมพัดผ่านยอดไม้และเสียงลำธารไหลเอื่อย ทว่าความเงียบงันระหว่างคนทั้งสองกลับมีความอึดอัดบางเบาลอยวนเวียนราวกับหมอกควันยามค่ำคืน
มู่หรงเสวี่ยมิได้ตอบคำถามนางยังคงทอดสายตาไปยังผืนป่าเบื้องล่าง เส้นผมสีดำสนิทดุจแพรไหมของนางพลิ้วไหวตามแรงลม ยามนี้ดรุณีผู้เยือกเย็นดุจน้ำแข็งแห่งสำนักวิหคเหมันต์สวมอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์สะท้อนแสงจันทร์จนดูราวกับเซียนสาวผู้หลุดรอดมาจากภาพวาด ทว่าความงามอันบริสุทธิ์นี้กลับแฝงไว้ด้วยความโดดเดี่ยวที่ยากจะหาผู้ใดเข้าใจ
ตลอดการเดินทางหลายวันที่ผ่านมาผ่านศึกรบราฆ่าฟันและเล่ห์เหลี่ยมยุทธภพมามากมาย ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ก้าวผ่านเส้นแบ่งระหว่างมิตรและศัตรูมาสู่ความผูกพันที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นโดยไม่มีผู้ใดเอ่ยปาก ทว่ากำแพงแห่งความเย็นชาที่มู่หรงเสวี่ยสร้างขึ้นเพื่อปกป้องหัวใจตนเองยังคงตั้งตระหง่าน แม้จะเริ่มสั่นคลอนลงทุกทีเมื่ออยู่ต่อหน้าบุรุษผู้ถือกระบี่มุทะลุแต่เปี่ยมด้วยคุณธรรมผู้นี้
"สุราของเจ้า... มีรสชาติเผ็ดร้อนเกินไป" เสียงหวานใสเอ่ยขึ้นในที่สุด ทว่าราบเรียบไร้ระลอกคลื่น ทว่าสายตาที่นางเหลือบมองไหสุราในมือของชายหนุ่มกลับมีความไหววูบประหลาดปรากฏขึ้นชั่วขณะ
"ชีวิตในยุทธภพล้วนเผ็ดร้อนและโหดร้ายยิ่งกว่าสุราไห้นี้ เสวี่ยเอ๋อร์... หากไม่ดื่มด่ำความรุนแรงของมัน เกรงว่าเราคงไม่มีวันเข้าใจความงดงามของความสงบที่แท้จริงหรอกนะครับ" หลี่เฟยเทียนกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล เขาขยับตัวเข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิด กลิ่นอายบุรุษและกลิ่นอายกระบี่จางๆ ลอยกรุ่นปะปนไปกับสายลม
มู่หรงเสวี่ยหันมาสบตาเขา ดวงตางามลึกล้ำราวกับห้วงมหรรณพยามค่ำคืน "เจ้ามักมีคำพูดที่ฟังดูปรัชญาเช่นนี้เสมอ... หลี่เฟยเทียน เจ้าไม่เหนื่อยบ้างหรือกับการแบกรับเรื่องราวความแค้นของสำนักที่ถูกใส่ร้าย และความรับผิดชอบที่มิใช่ของเจ้า?"
คำถามนี้ไม่ใช่การเย้ยหยัน ทว่ามันคือความห่วงใยที่ถูกซ่อนไว้ภายใต้หน้ากากความเย็นชา หลี่เฟยเทียนชะงักไปเล็กน้อย รอยยิ้มบนใบหน้าจางหาย กลายเป็นความจริงจังที่สะท้อนผ่านประกายตาคมกริบดุจคมกระบี่
"เหนื่อยสิครับ... ใครเล่าจะไม่เหนื่อย" ชายหนุ่มทอดถอนหายใจยาวนาน ยื่นไหสุราไปเบื้องหน้า "แต่ในยุทธภพอันมืดมนนี้ หากข้าไม่ก้าวเดินต่อไปด้วยวิถีกระบี่ของตนเอง ความยุติธรรมคงเป็นเพียงภาพฝันลมๆ แล้งๆ และที่สำคัญ..." เขาสบตานางตรงๆ "หากข้าล้มลง ใครเล่าจะคอยปกป้องสตรีที่เอาแต่ทำตัวเยือกเย็นใส่ผู้อื่นอยู่ร่ำไปเช่นนี้"
ใบงามของมู่หรงเสวี่ยขึ้นสีแดงระเรื่อจางๆ อย่างรวดเร็วภายใต้แสงจันทร์ นางรีบเบือนหน้าหนีไปทางอื่นทันที หัวใจดวงน้อยที่ด้านชามาเนิ่นนานราวกับถูกกระแสความอบอุ่นบางอย่างไหลบ่าเข้าท่วมท้นจนแทบหายใจไม่สะดวก นางกำชายเสื้อสีขาวแน่นโดยไม่รู้ตัว
"วาจาคมคายนักนะ... สมกับเป็นศิษย์สำนักกระบี่ร่วงหล่น" นางพยายามควบคุมน้ำเสียงให้ราบเรียบ ทว่าความสั่นเครือเล็กน้อยในน้ำเสียงนั้นมิอาจรอดพ้นประสาทสัมผัสอันเฉียบคมของยอดฝีมือเช่นหลี่เฟยเทียนไปได้
บรรยากาศรอบกายพลันเงียบงันลงอีกครั้ง ทว่าครั้งนี้มิใช่ความอึดอัด หากแต่เป็นความเงียบที่อบอวลด้วยความรู้สึกบางอย่างที่กำลังก่อตัวขึ้นอย่างเงียบเชียบ ดุจเมล็ดพันธุ์ที่ฝังรากลึกใต้ผืนดินและกำลังจะแตกหน่อใบในค่ำคืนอันกระจ่างนี้
หลี่เฟยเทียนวางไหสุราลงบนพื้นศิลา เขาขยับเข้าไปนั่งเคียงข้างนางโดยเว้นระยะห่างเพียงคืบเดียว กลิ่นไอความเย็นจากปราณดัชนีเยือกแข็งของนางปะทะเข้ากับไอความร้อนจากร่างกายของเขา สร้างความรู้สึกสมดุลอย่างประหลาด ท่ามกลางห้วงเวลาอันเงียบสงบนี้ ความทะนงตนของจอมยุทธ์และความเยือกชาของนางเซียนต่างทลายลงเหลือเพียงหัวใจสองดวงที่เต้นระรัวอยู่ท่ามกลางผืนป่ากว้างใหญ่
ทว่า... ในวินาทีที่มือหนาของหลี่เฟยเทียนค่อยๆ เอื้อมไปสัมผัสหลังมือเรียวบางที่วางอยู่บนตักของนางอย่างแผ่วเบา เพื่อถ่าย0ทอดความอบอุ่นผ่านผิวสัมผัส มู่หรงเสวี่ยสะดุ้งเล็กน้อยแต่มิได้ชักมือกลับ นางเพียงแค่หลับตาลงรับสัมผัสอันจริงใจนั้นด้วยความยินยอมพร้อมใจ
ครู่
นั้นเอง!
เปรี้ยง!
เสียงสายฟ้าฟาดคำรามแหวกอากาศยามค่ำคืนดังสนั่นหวั่นไหวราวกับฟ้าถล่ม แรงกดดันมหาศาลจากพลังปราณปริศนาพุ่งทะยานกดทับลงมาจากยอดเขาสูงเบื้องบนอย่างไร้สัญญาณเตือน ท้องฟ้ายามค่ำคืนที่เคยกระจ่างใสกลับถูกปกคลุมด้วยกลุ่มเมฆดำทะมึนหมุนวนเป็นเกลียวพายุอย่างรวดเร็วผิดธรรมชาติ!
มู่หรงเสวี่ยลืมตาโพรงขึ้นทันที ประกายตาดำดิ่งลงสู่ความเย็นชาเต็มขั้น มือเรียวสะบัดออก พลังปราณดัชนีเยือกแข็งระเบิดออกรอบกายจนพื้นศิลาแตกร้าวเป็นทางยาว นางผุดลุกขึ้นยืนพร้อมตั้งท่าเตรียมพร้อมรับมือ
"ไม่ใช่ปราณมนุษย์..." เสียงหวานเอ่ยลอดไรฟันด้วยความตื่นตระหนก "มันคือ... ค่ายกลทัณฑ์สวรรค์โบราณ!"
หลี่เฟยเทียนผุดลุกขึ้นตาม เขาดึงกระบี่ออกจากฝักด้วยมือข้างหนึ่งอย่างรวดเร็ว คมกระบี่เปล่งประกายแสงสีเงินเจิดจ้าตัดกับความมืดมิดของราตรี นัยน์ตาคมกริบกวาดมองขึ้นไปบนยอดเขาสูงชันเบื้องบน ที่ซึ่งเงาร่างสีดำทมิฬนับสิบสายกำลังพุ่งทะยานลงมาด้วยความเร็วดุจสายฟ้าฟาด พร้อมกับเสียงหัวเราะเยือกเย็นที่สะท้อนก้องกังวานไปทั่วหุบเขา
"ดูเหมือนว่า... ค่ำคืนใต้แสงจันทร์นี้ จะไม่ได้มีแค่เราสองคนเสียแล้วกระมังครับ!"
---
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางเคียงบ่าเคียงไหล่มา ณ ที่นี้นะครับ
กระบี่ทะลวงศิลา กับเซียนสาวผู้เย็นชา•ตอนที่ 11
ค่ำคืนใต้แสงจันทร์
ผลงานโดย พยัคฆ์ขาวคำราม
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พยัคฆ์ขาวคำราม)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่ทะลวงศิลา กับเซียนสาวผู้เย็นชา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!