คมดาบอสรพิษเหล็กกล้าเล่มหนึ่งสะบัดตัดผ่านความมืดมิดของราตรีกาล เกิดประกายไฟสีส้มวาบขึ้นเสี้ยววินาที ทว่ามันกลับถูกหยุดยั้งไว้ด้วยปลายนิ้วเรียวงามดั่งหยกขาวที่อาบไล้ด้วยละอองเกล็ดน้ำแข็งสีคราม
"ช้าไปสามลมหายใจ... และเจ้าประเมินความเงียบของป่าไผ่แห่งนี้ต่ำเกินไป"
น้ำเสียงเย็นเยียบราวน้ำค้างแข็งบนยอดเขาสูงของมู่หรงเสวี่ยดังขึ้น พร้อมกับร่างระหงในอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ที่พลิ้วไหวราวกับเซียนสาวท่องนภา นางไม่ได้แม้แต่จะหันกลับไปมองเงาทะมึนที่พุ่งเข้ามาลอบสังหารจากด้านหลัง ปลายดัชนีเยือกแข็งของนางสะบัดออกเบาๆ ไอความเย็นยะเยือกแผ่ซ่านจนพื้นดินรอบกายรัศมีสามเชือกกลายเป็นผลึกแก้วสีขาวโพลนในพริบตา เงาลึกลับร่างนั้นแข็งค้างกลายเป็นรูปปั้นน้ำแข็งในท่าทางหวาดกลัว ดวงเบิกกว้างก่อนที่ร่างทั้งร่างจะแตกสลายเป็นผุยผงปลิวไปตามสายลมยามวิกาล
หลี่เฟยเทียนที่ยืนกอดอกพิงลำต้นไผ่หนา ส่งเสียงหัวเราะในลำคอเบาๆ แววตาคมกริบดั่งพยัคฆ์ซ่อนเล็บกวาดมองไปรอบด้านที่มีไอสังหารแผ่ซ่านระลอกแล้วระลอกเล่า "ดูเหมือนว่า... ค่ำคืนใต้แสงจันทร์นี้ จะไม่ได้มีแค่เราสองคนเสียแล้วกระมังครับ!"
สิ้นคำพูดของชายหนุ่ม เงาร่างนับสิบก็ทะยานลงมาจากยอดไผ่ราวกับห่าฝน ท่วงท่ารวดเร็วและเหี้ยมเกรียม พลังปราณสีดำทมิฬแผ่พุ่งออกมาจากร่างของมือสังหารเหล่านี้ บ่งบอกว่าพวกมันไม่ใช่ยอดฝีมือทั่วไป แต่เป็นหน่วยล่าสังหารเดนตายที่ถูกฝึกฝนมาเพื่อการนี้โดยเฉพาะ
หลี่เฟยเทียนไม่รอช้า มือขวาตวัดเข้าที่ด้ามกระบี่วิญญาณพยัคฆ์ที่เหน็บอยู่ข้างเอว เสียงเหล็กกระทบฝักดัง 'กริ๊ง' กังวานบาดแก้วหู ราวกับเสียงคำรามเตือนภัยของพยัคฆ์ร้ายแห่งป่าลึก กระบี่ถูกชักออกจากฝักครึ่งคิว ไอสังหารสีขาวเงินพวยพุ่งทะยานเสียดฟ้า แหวกความมืดมิดออกเป็นสองซีก
"เข้ามาเถอะครับ... ข้ากำลังอยากรู้ว่ากระบี่ในมือข้า กับกระดูกคอของพวกเจ้า สิ่งใดจะแข็งกว่ากัน!"
ฉากการต่อสู้ระเบิดขึ้นอย่างดุเดือดตระการตา หลี่เฟยเทียนพุ่งทะยานเข้ารับมือกับกลุ่มมือสังหารแถวหน้า เพลงกระบี่มุทะลุแต่เปี่ยมด้วยความเด็ดเดี่ยวและแม่นยำถูกแผ่ซ่านออกไป ทุกคราที่กระบี่ตวัดผ่าน ประกายไฟจากการปะทะกับศาสตราวุธดังสนั่นหวั่นไหว แรงกดดันจากลมปราณทำให้ต้นไผ่รอบด้านสั่นสะเทือนจนใบไผ่ร่วงหล่นราวกับหิมะโปรยปราย ขณะเดียวกัน มู่หรงเสวี่ยเคลื่อนไหวราวกับภูตพราย นางร่ายรำท่ามกลางวงล้อมอย่างไร้ที่ติ ทุกย่างก้าวทิ้งร่องรอยเกล็ดน้ำแข็งที่แช่แข็งวิญญาณและโลหิตของศัตรูให้หยุดนิ่งชั่วนิรันดร์ ภายในเวลาไม่ถึงก้านธูป มือสังหารนับสิบก็ล้มลงกลายเป็นซากศพไร้วิญญาณ
ทว่า... นี่เป็นเพียงบททดสอบแรกเท่านั้น
เมื่อแสงแรกแห่งรุ่งอรุณสาดส่องลงมาแทนที่ความมืดมิดของราตรี เบื้องหน้าของคนทั้งสองไม่ใช่ป่าไผ่เขียวขจีอีกต่อไป หากแต่เป็นมหาสมุทรแห่งทรายสีแดงฉานราวกับโลหิต เม็ดทรายร้อนระอุแผ่ไอความร้อนระอุพพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าจนภาพเบื้องหน้าบิดเบี้ยว ดินแดนแห่งนี้คือ 'ทะเลทรายเพลิง' ด่านมรณะขั้นสุดท้ายก่อนจะข้ามผ่านเข้าสู่ดินแดนต้องห้ามที่พวกเขาตามหา
หลี่เฟยเทียนยืนมองผืนทรายกว้างใหญ่ไพศาลที่ไร้ซึ่งจุดสิ้นสุด ลมหายใจของเขาเริ่มหนักหน่วงขึ้นเล็กน้อยเมื่อสัมได้ถึงพลังความร้อนที่สามารถแผดเผาลำไส้และสูบพลังปราณในร่างกายให้แห้งเหือดได้ภายในเวลาไม่กี่ชั่วยาม เขาหันไปมองสหายร่วมทางที่ยืนอยู่เคียงข้าง มู่หรงเสวี่ยยังคงรักษาใบหน้าเรียบเฉยเย็นชาดุจน้ำแข็ง แม้ว่าเม็ดเหงื่อบางๆ จะเริ่มผุดขึ้นตามไรผมของนาง due ความเย็นจากปราณวิหคเหมันต์ของนางกำลังต้านทานไอร้อนระอุนี้อย่างยากลำบาก
"ทะเลทรายเพลิงเบื้องหน้านี้... ไม่ได้ใช้แค่กำลังและกระบวนท่าในการข้ามผ่านหรอกนะครับ" หลี่เฟยเทียนเอ่ยขึ้น น้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงไว้ด้วยความจริงจัง ลมหายใจของชายหนุ่มอบอวลด้วยกลิ่นอายความเด็ดเดี่ยว "มันคือบททดสอบจิตใจ และความมุ่งมั่นที่จะฝืนลิขิตฟ้าดิน เจ้า... พร้อมจะเดินไปกับข้าหรือไม่ครับ?"
มู่หรงเสวี่ยไม่ตอบคำถามด้วยวาจา นางเพียงแต่ก้าวเท้าซ้ายออกไปข้างหน้าสัมผัสกับเม็ดทรายสีแดงร้อนระอุ ไอความเย็นสีครามเข้มข้นถูกขับออกมาจากฝ่ามือจนเกิดเสียงดัง 'ซี่...' จากไอร้อนที่ปะทะกัน นางหันมามองเขาด้วยแววตาที่ลึกล้ำยากจะหยั่งถึง "วาจาเหลวไหล... คนอย่างมู่หรงเสวี่ย ไม่เคยถอยหลังให้สิ่งใด แม้แต่ความตาย"
คนทั้งสองก้าวเดินเข้าสู่ทะเลทรายเพลิงทีละก้าว รอยเท้าของพวกเขาทิ้งไว้เบื้องหลังก่อนจะถูกกลบฝังด้วยพายุทรายที่โหมกระหน่ำลงมาอย่างบ้าคลั่ง ความร้อนแผดเผาผิวเนื้อและสูบเรียวแรงของพวกเขาไปทุกวินาที การบำเพ็ญเพียรฝืนลิขิตฟ้าไม่ได้มีเพียงแค่การต่อสู้กับศัตรู แต่คือการเอาชนะขีดจำกัดของตนเองในสภาพแวดล้อมที่โหดร้ายที่สุด
เวลาผ่านไปเนิ่นนานเท่าใดไม่มีใครล่วงรู้ ท่ามกลางพายุทะเลทรายที่พัดกระหน่ำจนมองไม่เห็นแม้แต่ปลายนิ้วของตนเอง หลี่เฟยเทียนและมู่หรงเสวี่ยต้องคอยประคับประคองพลังปราณของกันและกัน ทันใดนั้นเอง ฝ่าเท้าของหลี่เฟยเทียนที่เหยียบลงบนพื้นทรายก็ต้องชะงักกึก พื้นดินใต้ร่างของพวกเขาสั่นสะเทือนเลื่อนลั่นราวกับแผ่นดินแยกออก เสียงคำรามต่ำทุ้มดังสะท้อนขึ้นมาจากใต้ผืนทรายลึก ราวกับมีอสุรกายโบราณกำลังตื่นขึ้นจากการจำศีลอันยาวนาน
พายุทรายเบื้องหน้าหมุนวนกลายเป็นเกลียวคลื่นยักษ์สีแดงฉาน และจากใจกลางพายุนั้นเอง เงาร่างมหึมาของสัตว์อสูรเพลิงโบราณที่มีดวงตาสองดวงสีทองอร่ามราวกับดวงอาทิตย์แฝงไว้ด้วยจิตสังหารอันน่าสะพรึงกลัว ค่อยๆ โผล่พ้นผืนทรายขึ้นมาจ้องมองพวกเขา
และที่น่าตกใจยิ่งกว่า... บนหัวของอสูรเพลิงมหึมานั้น กลับมีร่างของชายชราในชุดคลุมสีดำสนิทผู้หนึ่งนั่งไขว่ห้างถือพัดขนนกโบกสะบัดอย่างสบายอารมณ์ ดวงตาของชายชราผู้นั้นหรี่มองลงมาด้วยรอยยิ้มเย้ยหยัน ก่อนที่เสียงแหบพร่าจะลอยมาตามกระแสลมร้อน
"ฮ่าๆๆ... หลี่เฟยเทียน มู่หรงเสวี่ย พวกเจ้าคิดจริงๆ หรือว่าการก้าวเข้ามาในดินแดนต้องห้ามแห่งนี้ จะมีเพียงแค่ความตายรออยู่... หึ เจ้าหนู เจ้ายังอ่อนหัดนักที่จะเข้าใจว่าใครเป็นผู้ชักใยโชคชะตาของพวกเจ้ามาตลอดทาง!"
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางฝ่าด่านมรณะเคียงบ่าเคียงไหล่กันมา ณ ที่นี้นะครับ
กระบี่ทะลวงศิลา กับเซียนสาวผู้เย็นชา•ตอนที่ 12
ด่านหน้าสู่ดินแดนต้องห้าม
ผลงานโดย พยัคฆ์ขาวคำราม
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พยัคฆ์ขาวคำราม)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่ทะลวงศิลา กับเซียนสาวผู้เย็นชา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!