กระบี่ทะลวงศิลา กับเซียนสาวผู้เย็นชา•ตอนที่ 13

อสูรเฝ้าประตูนรก

ผลงานโดย พยัคฆ์ขาวคำราม
"คำพูดเย้ยหยันของพวกมดปลวก... ไม่เคยทำให้วิถีกระบี่ในมือข้าสั่นคลอนได้แม้แต่น้อย!" น้ำเสียงทุ้มต่ำราวกับเสียงคำรามของพยัคฆ์หนุ่มดังสะท้อนก้องกังวาน ทะลุผ่านม่านหมอกสีชาดอันเป็นเขตอาคมแห่งหุบเขามรณะ หลี่เฟยเทียนยืนหยัดอย่างมั่นคง ปลายกระบี่ในมือขวาชี้พื้น กลิ่นอายกระบี่อัคคีคลั่งหลอมรวมเข้ากับจิตวิญญาณแห่งการต่อสู้จนเกิดเป็นกระแสลมปราณแปรปรวนรอบกาย เขามองภาพเงาร่างเบื้องหน้าจางหายไปพร้อมเสียงหัวเราะเยาะเย้ยของผู้อยู่เบื้องหลัง แต่สิ่งสำคัญในเวลานี้มิใช่การไล่ล่าเงาที่เลือนราง หากแต่เป็นอุปสรรคตรงหน้า—เบื้องหลังม่านประตูหินผาโบราณที่สลักลวดลายอสูรกลืนนภา ความหนาแน่นของกลิ่นอายมรณะแผ่ซ่านเข้ามาในโสตประสาท มู่หรงเสวี่ยก้าวเท้าเข้ามาเคียงข้าง แผ่นหลังบอบบางแต่ทระนงของนางแผ่ไอเย็นเยือกแข็งออกมาจนหยาดน้ำค้างกลายเป็นเกล็ดน้ำแข็งร่วงหล่นลงพื้น นางมิได้เอ่ยคำใด แต่นัยน์ตาดั่งหยกคริสตัลคู่นั้นกวาดมองไปเบื้องหน้าอย่างระแวดระวัง นางทราบดีว่าเสียงหัวเราะเมื่อครู่เป็นเพียงบทนำของมหันตภัยที่แท้จริง "ระวังตัวด้วย เฟยเทียน" สุ้มเสียงเย็นชากังวานขึ้นเบาๆ แต่เปี่ยมด้วยความห่วงใยที่ซ่อนเร้น "พลังปราณในรัศมีร้อยลี้แถบนี้กำลังถูกบีบอัด... มีบางสิ่งที่มีชีวิต และมันกำลังตื่นขึ้นจากหลุมศพนิรันดร์" ครืนนน—! พสุธาสั่นสะเทือนเลื่อนลั่นราวกับแผ่นดินแยกเป็นเสี่ยงๆ แรงกดดันระดับขอบเขตผันแปรวิญญาณแผ่ซ่ายกดทับลงบนบ่าของคนทั้งสองราวกับแบกภูเขาไว้ทั้งลูก รอยแตกบนประตูหินโบราณขยายวงกว้างขึ้น เศษศิลาสีดำสนิทร่วงหล่นลงมาปะทะพื้นเสียงดังสนั่นหวั่นไหว และแล้ว... ดวงตาสีโลหิตคู่มหึมาก็ลืมขึ้นในความมืดมิดหลังประตูหินนั้น มันไม่ใช่ดวงตาของสิ่งมีชีวิตทั่วไป แต่มันคือดวงตาของอสูรบรรพกาลที่สะสมความเคียดแค้นต่อสวรรค์มานับหมื่นปี โฮกกกก—! เสียงคำรามสะท้านฟ้าดินระเบิดขึ้น คลื่นเสียงอัดแน่นด้วยพลังปราณดิบเถื่อนกวาดซัดเอาต้นไม้โบราณหักโคอนเป็นแถบๆ หลี่เฟยเทียนแค่นเสียงฮึดฮัดในลำคอ ปราณกระบี่คุ้มกายถูกขับเคลื่อนถึงขีดสุดเพื่อต้านทานแรงกระแทก เขาก้าวเท้าขนาบข้างเพื่อปกป้องหญิงสาวข้างกายตามสัญชาตญาณลูกผู้ชาย แม้จะรู้ดีว่านางเอกหนาวยะเยือกผู้นี้มีความแข็งแกร่งไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันก็ตาม ร่างที่ก้าวออกมาจากความมืดคือ "พยัคฆ์อัคคีทมิฬเก้าเศียร" สัตว์อสูรในตำนานที่หลับใหลอยู่ก้นบึ้งขุมนรก ร่างกายของมันใหญ่โตมหึมาปกคลุมด้วยเกล็ดสีนิลกาฬที่สะท้อนประกายเพลิงสีม่วง รอยแผลเป็นนับร้อยบนลำตัวบ่งบอกถึงผ่านศึกอันโชกโชนมาอย่างยาวนาน และที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดคือ มันมีหัวถึงเก้าหัว แต่ละหัวอ้าปากพ่นควันพิษสีเขียวเข้มที่สามารถกัดกร่อนแม้กระทั่งเหล็กไหลให้กลายเป็นจุล "สมกับที่เป็นอสูรเฝ้าประตูนรก..." หลี่เฟยเทียนมุมปากยกยดขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มเปี่ยมด้วยความท้าทายปรากฏบนใบหน้าคมคาย นัยน์ตาสีดำสนิทลุกโชนด้วยเปลวเพลิงแห่งความฮึกเหิม "ช่างเป็นคู่ต่อที่คู่ควรกับการทดสอบกระบี่ของข้าในวันนี้ยิ่งนัก!" "อย่าประมาท" มู่หรงเสวี่ยกล่าวเตือน ร่างระหงของนางถอยหลังไปครึ่งก้าวเพื่อตั้งค่ายกลปราณเหมันต์ นิ้วเรียวยาวดั่งลำหยกยกขึ้นวาดกลางอากาศ ละอองหิมะสีขาวโพลนรวมตัวกันเป็นกระบี่น้ำแข็งนับพันเล่มลอยเคว้งคว้างอยู่เหนือศีรษะ "พวกมันมีเก้าเศียร หมายความว่ามันมีจุดรับรู้ปราณเก้าจุด เราต้องโจมตีพร้อมกันเพื่อตัดการเชื่อมต่อวิญญาณของมัน มิฉะนั้นต่อให้ฟันหัวมันขาด มันก็จะฟื้นคืนชีพขึ้นมาใหม่ได้เรื่อยๆ" "เข้าใจแล้ว!" สิ้นเสียงคำราม หลี่เฟยเทียนก็ทะยานร่างพุ่งเข้าใส่ดั่งสายอสนีบาต กระบี่ในมือแผดเสียงร้องโหยหวนราวกับพยัคฆ์หิวโหย วิชากระบี่ทะลวงศิลาขั้นที่เจ็ด 'ทะยานฟ้าผ่าปฐพี' ถูกปลดปล่อยออกมาอย่างเต็มกำลัง รัศมีกระบี่สีทองเจิดจ้าพุ่งทะยานแหวกม่านพิษสีเขียวเข้าปะทะกับหัวอสูรตัวแรกที่พุ่งเข้ามาฉกกัด ตูมมม! ประกายไฟจากการปะทะระเบิดสว่างวาบท่ามกลางความมืดมิด หลี่เฟยเทียนรู้สึกชาหนึบไปทั้งแขน แรงสะท้อนกลับทำให้เขาต้องถอยหลังไปสามก้าว แต่เขาก็ไม่ปล่อยให้จังหวะเสียเปล่า อาศัยแรงเหวี่ยงหมุนตัวฟาดกระบี่ซ้ำลงไปที่เดิมอย่างดุดันและไร้ความปรานี เกล็ดสีนิลของอสูรทมิฬแตกร้าวส่งเสียงดังสนั่น เลือดสีดำพวยพุ่งราวน้ำพุ ในเสี้ยววินาทีเดียวกันนั้นเอง มู่หรงเสวี่ยไม่รอช้า นางสะบัดมือวาบ ดัชนีเหมันต์พันปีถูกซัดออกไปราวกับสายฟ้าสีคราม กระบี่น้ำแข็งนับพันเล่มพุ่งทะยานราวกับฝนห่าใหญ่ ปักตรึงลงบนข้อต่อและจุดชีพจรของหัวอสูรอีกแปดหัวที่เหลือจนพวกมันแข็งค้างกลายเป็นรูปปั้นน้ำแข็งในพริบตา ความเย็นยะเยือกแผ่ขยายเข้าสู่อวัยวะภายในของอสูรบรรพกาล ทำให้การเคลื่อนไหวของมันช้าลงอย่างเห็นได้ชัด "เยี่ยม!" หลี่เฟยเทียนอุทานด้วยความชื่นชม เคมีระหว่างเขากับนางเข้าขากันอย่างไร้ที่ติ ราวกับว่าทั้งสองถูกหล่อหลอมขึ้นมาเพื่อเคียงบ่าเคียงไหล่ฝ่าฟันอุปสรรคในยุทธภพแห่งนี้โดยเฉพาะ ทว่า อสูรบรรพกาลหาได้ยอมจำนนโดยง่ายไม่ พยัคฆ์อัคคีทมิฬเก้าเศียรแผดเสียงคำรามลั่นด้วยความเจ็บปวด เปลวเพลิงสีม่วงเข้มระเบิดออกจากร่างของมันอย่างไร้ทิศทาง ละลายน้ำแข็งที่ตรึงมันไว้จนหมดสิ้น ดวงตาทั้งเก้าคู่ทอประกายคลุ้มคลั่ง มันอ้าปากกว้างรวมพลังปราณทั้งหมดไว้ที่จุดศูนย์กลาง ก่อเกิดเป็นลูกบอลเพลิงทมิฬขนาดมหึมาที่อัดแน่นด้วยพลังทำลายล้างสูงลิ่ว มันกำลังจะใช้ท่าไม้ตายสุดท้ายเพื่อแลกชีวิตกับผู้บุกรุกทั้งสอง! "มันจะระเบิดตัวเอง!" มู่หรงเสวี่ยสีหน้าเปลี่ยนสีเล็กน้อย ไอเย็นรอบตัวนางแปรเปลี่ยนเป็นโล่คุ้มกันใสบริสุทธิ์ แต่นางรู้ดีว่าพลังของโล่นี้อาจต้านทานแรงระเบิดในรัศมีประชิดนี้ได้ไม่เต็มส่วน หลี่เฟยเทียนกวาดตามองสถานการณ์อย่างรวดเร็ว ในใจเกิดกระแสความคิดวนเวียน เขารู้ว่าหากถอยตอนนี้ ทั้งคู่จะรอด แต่เส้นทางสู่วิญญาณบรรพบุรุษจะปิดตาย และพวกเขาจะไม่มีวันได้ล้างมลทินให้สำนักอีกต่อไป แต่หากจะสู้... เขาต้องใช้กระบวนท่าที่อันตรายที่สุด เคล็ดวิชาลับที่เขาเพิ่งบรรลุแต่ยังไม่เคยทดลองใช้จริง—การหลอมรวมปราณกระบี่อัคคีเข้ากับจิตวิญญาณกระบี่ไร้ลักษณ์! มือหนากำด้ามกระบี่แน่นจนเส้นเลือดปูดโปน ลมปราณทั่วร่างไหลย้อนกลับเข้าสู่จุดตันตียนเสียงดังอื้ออึง ใบหน้าของเขาปรากฏเม็ดเหงื่อกาฬไหลริน แต่แววตากลับแน่วแน่และดุดันดั่งพยัคฆ์หนุ่มผู้ไม่เคยเกรงกลัวต่อความตาย "เสวี่ยเอ๋อร์... ถอยหลังไปสามก้าว แล้วเชื่อใจข้า!" มู่หรงเสวี่ยชะงักไปเล็กน้อยเมื่อได้ยินน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยวและอบอุ่นนั้น นางมองแผ่นหลังกว้างที่ยืนหยัดอยู่เบื้องหน้า หัวใจที่เคยเย็นชาดุจน้ำแข็งมาตลอดชีวิตกลับรู้สึกวูบวาบและสั่นไหวอย่างรุนแรงเป็นครั้งแรก นางพยักหน้ารับเบาๆ อย่างไร้เงื่อนไข ยอมฝากชีวิตไว้ในมือของบุรุษผู้นี้ หลี่เฟยเทียนสูดลมหายใจเข้าลึกที่สุด ดวงตาสีดำสนิทเปลี่ยนเป็นประกายสีทองเจิดจ้า เขายกกระบี่ขึ้นเหนือศีรษะ ชั่วพริบตานั้น ท้องฟ้าเหนือหุบเขามรณะก็ปรากฏรอยแยกของมิติ สายฟ้าสีทองฟาดผ่าลงมาผสานกับคมกระบี่ในมือของเขาจนเกิดเสียงคำรามกึกก้องสะท้านสวรรค์ "วิชากระบี่สวรรค์สะท้าน—พิฆาตเก้าเศียร!" เขากวัดแกว่งกระบี่ฟันลงไปตรงๆ คลื่นกระบี่สีทองอร่ามขนาดยักษ์พุ่งแหวกอากาศด้วยความเร็วเหนือแสง ตัดผ่านลูกบอลเพลิงทมิฬของอสูรบรรพกาลขาดเป็นสองท่อนในคราเดียว! ตูมมมมมม—! แรงระเบิดมหาศาลสั่นสะเทือนจนโลกทั้งใบแทบพลิกคว่ำ ควันสีดำและแสงสีทองพวยพุ่งปกคลุมไปทั่วบริเวณจนมองไม่เห็นสิ่งใด ทว่า ในวินาทีที่ควันจางลง หลี่เฟยเทียนยืนหอบหายใจหนักหน่วง ร่างกายเต็มไปด้วยบาดแผลแต่ยังคงยืนหยัดตรงตระหง่าน ปลายกระบี่ของเขายังคงจดจ่ออยู่เบื้องหน้า ทว่า... สิ่งที่ปรากฏขึ้นหลังกลุ่มควัน กลับไม่ใช่ซากศพของอสูรพยัคฆ์ทมิฬ แต่เป็นเงาร่างลึกลับในชุดคลุมสีดำสนิทผู้หนึ่ง กำลังยืนพิงอยู่กับซากประตูหินที่พังทลาย ใบหน้าภายใต้ฮู้ดเผยให้เห็นรอยยิ้มเยือกเย็นจับขั้วหัวใจ พร้อมกับเสียงปรบมือเบาๆ ที่ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงัน "ยอดเยี่ยม... สมคำร่ำลือจริงๆ หลี่เฟยเทียน... แต่เจ้าคิดจริงๆ หรือว่า การกำจัดสัตว์เลี้ยงตัวนี้ จะทำให้เจ้าไปถึง 'ความจริง' ที่เจ้าตามหาได้?" เงาร่างนั้นกล่าวด้วยน้ำเสียงแหบพร่า ก่อนจะโยกตัวก้าวออกมาข้างหน้า พร้อมกับโยนวัตถุชิ้นหนึ่งตกลงแทบเท้าของเขา— มันคือป้ายหยกประจำตัวของเจ้าสำนักวิหคเหมันต์... อาจารย์ของมู่หรงเสวี่ย ที่ควรจะสูญหายไปเมื่อสิบปีก่อน! ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางฝ่าฟันอุปสรรคและจิตวิญญาณนักสู้ไปพร้อมกับข้าในตอนนี้นะครับ
สารจากนักเขียน (พยัคฆ์ขาวคำราม)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่ทะลวงศิลา กับเซียนสาวผู้เย็นชา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%