โลหิตหยดหนึ่งร่วงหล่นลงกระทบพื้นศิลาเย็นเฉียบ เกิดเสียง "ติ๋ง" ก้องกังวานในความมืดมิดของคูหาใต้ดิน ราวกับเสียงนับถอยหลังของมัจจุราช
"ฮ่าๆๆๆ... ขอบใจพวกเจ้าจริงๆ ที่ช่วยเปิดประตูขุมสมบัติสวรรค์นี้ให้... หลี่เฟยเทียน... มู่หรงเสวี่ย... พวกเจ้าคิดจริงๆ หรือว่ารอดพ้นสายตาของสำนักโลหิตทมิฬมาได้ถึงเพียงนี้!"
เสียงหัวเราะเยือกเย็นดุจภูตผีสะท้อนก้องไปตามผนังถ้ำหินอัคนี แรงกดดันจากจิตสังหารระดับหลอมรวมวิญญาณแผ่ซ่านกดทับลงมาจนอากาศรอบกายหนาแน่นราวกับปรอท หลี่เฟยเทียนกัดฟันกรอดจนกล้ามเนื้อกรามปูดโปน รสชาติคาวเลือดคละคลุ้งอยู่ในโพรงปากจากอาการบาดเจ็บภายใน แต่นัยน์ตาคมกริบของเขากลับมิได้มีความหวาดกลัวแม้แต่น้อย มีเพียงประกายไฟแห่งความดุดันดั่งพยัคฆ์หนุ่มที่จนตรอกแต่ยังคงเขี้ยวเล็บอันแหลมคม
เบื้องหน้าของพวกเขาทั้งสองคือ เงาร่างสามร่างที่สวมชุดคลุมสีโลหิตสนิท ปิดบังใบหน้าด้วยหน้ากากกระดูกอสูร ใบมีดเคียวโลหิตในมือสะท้อนแสงเรืองรองน่าสะพรึงกลัว พวกมันคือ "มือสังหารเงาโลหิต" หน่วยล่าสังหารไร้พ่ายแห่งสำนักโลหิตทมิฬ ผู้ซึ่งไม่เคยปล่อยให้เหยื่อตัวใดรอดชีวิตไปได้แม้แต่คนเดียว
"สำนักโลหิตทมิฬ... พวกเจ้าช่างตามตื๊อไม่เลิกราเสียจริง" หลี่เฟยเทียนเค้นเสียงลอดไรฟัน มือขวาที่กุมด้ามกระบี่สั่นระริกเล็กน้อยมิใช่เพราะความกลัว แต่เป็นเพราะพลังปราณในจุดตันتيัน (ดันเถียน) ปั่นป่วนจากการใช้งานวิชากระบี่ทะลวงศิลาก่อนหน้านี้จนเกินขีดจำกัด
"กระบี่มุทะลุอันไร้ค่าของเจ้า มิอาจปกป้องชีวิตของพวกเจ้าได้หรอก หลี่เฟยเทียน" หนึ่งในมือสังหารเงาเอ่ยขึ้น เสียงของมันแหบแห้งราดรดด้วยจิตสังหาร "ยอมจำนนแต่โดยดี แล้วข้าจะมอบความตายที่รวดเร็วให้... หรือจะให้พวกเราตัดแขนขาทิ้งทีละข้าง แล้วค่อยลากสังขารเน่าๆ ของพวกเจ้ากลับไปรับรางวัลที่สำนัก?"
บรรยากาศในคูหาตึงเครียดจนแทบระเบิด มู่หรงเสวี่ยที่ยืนอยู่เคียงข้างเขายังคงรักษาความสง่างามเยือกเย็นดุจดอกบัวหิมะกลางพายุ แม้ใบหน้าจะซีดเผือดไร้สีเลือดจากพิษโลหิตที่เริ่มกัดกินเส้นชีพจร แต่นางมิได้ปริปากบ่นแม้แต่ครึ่งคำ ปลายเรียวนิ้วเรียวงามของนางสั่นระริกเล็กน้อย ละอองความเย็นสีฟ้าครามเริ่มควบแน่นเป็นเกล็ดน้ำแข็งรอบฝ่ามือ พลังปราณดัชนีเยือกแข็งถูกรวบรวมไว้ถึงขีดสุด พร้อมจะระเบิดออกแลกชีวิตกับศัตรูในวินาทีตาย
"เฟยเทียน..." เสียงหวานใสที่มักจะเยชาชาและห่างเหิน เอ่ยขึ้นแผ่วเบาแต่มั่นคงอย่างยิ่งยวดในยามวิกฤต "ทางออกเบื้องหลังถูกผนึกด้วยค่ายกลโลหิต... หากวันนี้พวกเราต้องตายที่นี่ ท่านเสียใจหรือไม่ที่ร่วมทางกับข้า?"
หลี่เฟยเทียนเหลือบสายตามองหญิงสาวผู้เยือกเย็นข้างกาย แววตาที่มองนางทอประกายความอ่อนโยนลึกซึ้งที่หาได้ยากยิ่ง เขาแค่นั้นเสียงหัวเราะในลำคอเบาๆ ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่มและเด็ดเดี่ยวตามวิสัยลูกผู้ชาย
"เสวี่ยเอ๋อร์... ตั้งแต่วันที่เราฝ่าด่านพายุหิมะที่ยอดเขาเทียนซาน ข้า 'หลี่เฟยเทียน' ไม่เคยนึกเสียใจเลยสักครา... หากฟ้าดินจะลิขิตให้เราดับสูญที่นี่ วันนี้พวกมันก็ต้องใช้ศพของพวกมันปูทางให้เราเดินก่อน!"
สิ้นคำประกาศิต พลังปราณทั่วร่างของหลี่เฟยเทียนก็ระเบิดทะลักออกมาดั่งคลื่นคลั่ง กระบี่ในฝักส่งเสียงคำรามก้องกังวานราวกับพยัคฆ์โหยหาเลือด เคล็ดวิชากระบี่ทะลวงศิลาขั้นที่ห้า "พยัคฆ์คำรามทะลวงนภا" ถูกขับเคลื่อนด้วยสมาธิและจิตวิญญาณทั้งหมดที่มี
*ฉ่า!*
ร่างของหลี่เฟยเทียนพุ่งทะยานออกไปราวกับสายฟ้าแลบ ความเร็วของเขาในยามนี้รวดเร็วยิ่งกว่ายามปกติถึงสามเท่า ประกายกระบี่สีทองเจิดจ้าผ่าแหวกความมืดมิดเข้าใส่คอมพิวเตอร์มือสังหารเงาตรงกลางทันทีโดยไม่รอให้พวกมันตั้งตัว
"อวดดีนัก!" มือสังหารเงาผู้เป็นหัวหน้าคำรามลั่น เคียวโลหิตในมือตวัดรับคมกระบี่เกิดประกายไฟสว่างวาบไปทั่วถ้ำ แรงปะทะอันรุนแรงส่งผลให้หลี่เฟยเทียนกระเด็นถอยหลังไปสามก้าว กระอักเลือดสดๆ ออกมาคำโต แต่เขากลับไม่ยอมถอยหลัง ปัดป้องและรุกไล่อย่างดุเดือดเพื่อซื้อเวลาให้มู่หรงเสวี่ย
"ดัชนีเหมันต์... ทัณฑ์สวรรค์พันปี!"
มู่หรงเสวี่ยไม่รอช้า นางสะบัดมือซัดพลังปราณดัชนีเยือกแข็งออกไปสุดกำลัง แสงสีฟ้าครามพุ่งแหวกอากาศด้วยความเร็วสูงยิ่งกว่ากระสุนธนู เข้าจู่โจมจุดตายของมือสังหารเงาอีกสองคนที่พยายามจะเข้าประกบล้อมรอบหลี่เฟยเทียน ความเย็นเยือกแผ่ขยายวงกว้างจนพื้นศิลาใต้เท้าของศัตรูกลายเป็นน้ำแข็งเกาะกุมอย่างรวดเร็ว ทำให้การเคลื่อนไหวของพวกมันชะงักงันไปชั่วพริบตา
"หนอยแน่ังสารเลว!" มือสังหารเงาคนหนึ่งแผดเสียงด้วยความตื่นตระหนก เมื่อพบว่าพลังความเย็นกำลังกัดกินข้อเท้าและแช่แข็งวิญญาณปราณของมัน
"ไป!" หลี่เฟยเทียนคำรามลั่น อาศัยจังหวะที่ศัตรูเสียหลัก ตวัดกระบี่ฟันเข้าใส่ผนังศิลาข้างคูหาอย่างเต็มแรง ปราณกระบี่อันทรงพลังระเบิดผนังหินจนเกิดรอยแยกขนาดใหญ่ เผยให้เห็นทางเดินลับอีกสายที่ซ่อนอยู่เบื้องหลัง
"เสวี่ยเอ๋อร์ หนีเร็ว!" เขาคว้าข้อมือเรียวบางของหญิงสาวแล้วพุ่งทะยานเข้าไปในความมืดของอุโมงค์ลับทันที ท่ามกลางเสียงคำรามด้วยความโกรธเกรี้ยวของเหล่ามือสังหารเงาที่ไล่ตามมาติดๆ
เสียงฝีเท้าและเสียงระเบิดพลังปราณไล่หลังมาอย่างกระชั้นชิด ทางเดินแคบลงเรื่อยๆ และอุณหภูมิรอบกายก็ลดฮวบลงจนหนาวเหน็บแปลกประหลาด ทั้งสองวิ่งฝ่าความมืดมาจนกระทั่งสุดปลายทางอุโมงค์ ปรากฏว่าเบื้องหน้าของพวกเขาไม่ใช่ทางตัน... แต่มันคือหน้าผาสูงชันที่เบื้องล่างคือหุบเหวไร้ก้นบึ้งซึ่งมีกระแสลมพายุหมุนวนรุนแรง และที่สำคัญที่สุด... ที่ปากทางหน้าผานั้น มีเงาร่างปริศนาในชุดคลุมสีขาวบริสุทธิ์ยืนหันหลังรอคอยพวกเขาอยู่ก่อนแล้ว
กลิ่นอายพลังปราณที่แผ่ออกมาจากร่างนั้น... เหนือล้ำยิ่งกว่าสำนักโลหิตทมิฬและสำนักวิหคเหมันต์เสียอีก มันเป็นพลังที่กดดันจนวิญญาณในร่างแทบจะหลุดออกมาจากขั้ว!
เงาร่างนั้นค่อยๆ หันกลับมาอย่างช้าๆ พร้อมกับเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยที่ทำเอาหลี่เฟยเทียนและมู่หรงเสวี่ยต้องหยุดชะงักก้าวขาไม่ออก
"ในที่สุด... ข้าก็รอพวกเจ้าพบเสียที... ทายาทคนสุดท้ายแห่งตระกูลหลี่"
________________________________________
ขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางฝ่าฟันอุปสรรคเคียงบ่าเคียงไหล่กับตัวละครมาจนถึงบทนี้นะครับ
กระบี่ทะลวงศิลา กับเซียนสาวผู้เย็นชา•ตอนที่ 8
การไล่ล่าไม่จบสิ้น
ผลงานโดย พยัคฆ์ขาวคำราม
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พยัคฆ์ขาวคำราม)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่ทะลวงศิลา กับเซียนสาวผู้เย็นชา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!