คราบโลหิตแห้งกรังบนคมกระบี่เหล็กกล้าส่งกลิ่นคาวคละคลุ้งภายในโถงถ้ำอัสดง หยดน้ำที่กลั่นตัวจากหินย้อยเบื้องบนร่วงหล่นกระทบพื้นศิลาส่งเสียงดังติ๋ง... ติ๋ง... ราวกับเสียงนับถอยหลังของลมหายใจที่เหลืออยู่
หลี่เฟยเทียนหอบหายใจหนักหน่วง เม็ดเหงื่อกาฬไหลย้อยผสมผสานกับฝุ่นดินบนใบหน้าคมคาย แววตาของเขายังคงคมกริบไม่ต่างจากกระบี่ในมือ ทว่าความตึงเครียดจากศึกปะทะกับสัตว์อสูรเงาเพลิงเมื่อครู่ยังคงสลักลึกอยู่ในกล้ามเนื้อทุกมัด
เบื้องหน้าของเขาคือผนังศิลาโบราณที่ถูกเคลือบไว้ด้วยคราบตะไคร่สีเขียวเข้มและม่านหมอกปราณสีเทาจางๆ ซึ่งแผ่ไอความกดดันออกมาเป็นระลอก
"ระวังตัวด้วย... ปราณรอบกายที่นี่มีความผิดปกติ"
เสียงหวานใสแต่เย็นเยียบดุจธารน้ำแข็งกลางฤดูเหมันต์ดังขึ้นจากด้านหลัง มู่หรงเสวี่ยก้าวเท้าเข้ามาอย่างเงียบเชเชียบราวกับภูตผี นางอยู่ในชุดยาวสีขาวบริสุทธิ์ที่บัดนี้มีรอยขาดวิ่นจากการต่อสู้เล็กน้อย ทว่าท่าทีของนางยังคงสง่างามเยือกเย็น ใบหน้ารูปไข่ไร้ซึ่งความตื่นตระหนก มีเพียงดวงตาสتเรืองรองราวกับอัญมณีสีครามที่กำลังกวาดมองไปทั่วบริเวณเพื่อประเมินสถานการณ์
หลี่เฟยเทียนเหลือบสายตามองคู่คิดผู้ร่วมเป็นร่วมตายในยุทธภพแวบหนึ่ง มุมปากหยักยิ้มขึ้นเล็กน้อยอย่างนึกทึ่งในความนิ่งสงบของนาง "แม่นางมู่... ต่อให้ฟ้าถล่มลงมาตรงนี้ เกรงว่าท่านก็ยังคงรักษาท่าทีดุจเซียนผู้ตัดขาดทางโลกได้เช่นเคยกระมัง"
"หากข้าตื่นตระหนกตามท่าน มีหวังเราคงเป็นศพฝังอยู่ใต้ซากถ้ำนี้ไปนานแล้ว" มู่หรงเสวี่ยตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ทว่าแววตาที่มองมากลับทอประกายความอ่อนโยนที่นางมักจะซ่อนเร้นไว้ภายใต้เกราะน้ำแข็งเสมอ นางก้าวเข้าไปใกล้ผนังศิลา ยกมือเรียวดุจหยกขาวขึ้นสัมผัสกับไอหมอกปราณเบาๆ "วิชาตัวเบาและกระบี่ของท่านเมื่อครู่... พัฒนาขึ้นอีกขั้นแล้วนี่ ยินดีด้วยที่ท่านเพิ่งทะลวงผ่านขอบเขตปราณแท้จริงขั้นที่เจ็ด"
หลี่เฟยเทียนเก็บกระบี่เข้าฝัก เสียงโลหิตกระทบฝักดังขึ้นเบาๆ ก่อนที่เขาจะถอนหายใจยาว "ยังห่างไกลนัก หากเทียบกับยอดฝีมือที่อยู่เบื้องหลังการล่มสลายของสำนักตระกูลหลี่ ข้ายังต้องอาศัยกระบี่ในมือนี้ฟาดฟันอุปสรรคอีกมากนัก... แต่ตอนนี้ สิ่งที่เราต้องสนใจไม่ใช่เรื่องนั้น"
เขากวาดสายตากลับมายังผนังศิลาเบื้องหน้า สัญชาตญาณของยอดฝีมือผู้ผ่านศึกมาโชกโชนบอกเขาว่า หลังม่านหมอกปราณนี้ย่อมมีความลับบางอย่างซ่อนอยู่
"ท่านสังเกตเห็นรอยแยกนั่นหรือไม่..." หลี่เฟยเทียนใช้ปลายนิ้วชี้ไปยังรอยแตกขนาดเท่าฝ่ามือบนผนังหิน ซึ่งมีอักขระโบราณจางๆ เปล่งแสงเรืองรองออกมาเป็นจังหวะ ราวกับมันกำลังชีพจรเต้น
มู่หรงเสวี่ยขมวดคิ้วเรียวเล็กน้อย นางเพ่งมองอักขระเหล่านั้นด้วยความสนใจ "อักขระผนึกวิญญาณ... นี่ไม่ใช่ค่ายกลธรรมชาติอย่างแน่นอน มีคนจงใจใช้พลังปราณระดับสูงเพื่อปิดผนึกบางสิ่งไว้ในซอกหินนี้มานับร้อยปีแล้ว"
จอมยุทธ์หนุ่มไม่รอช้า เขาโคจรพลังปราณทั่วร่างจนเกิดเสียงคำรามต่ำในลำคอคล้ายพยัคฆ์หนุ่มเตรียมตะปบเหยื่อ ฝ่ามือหนาข้างหนึ่งยื่นออกไปหมายจะใช้กำลังภายในกะเทาะเปลือกหินโบราณให้เปิดออก
"ช้าก่อน!" มู่หรงเสวี่ยเอ่ยห้ามพร้อมกับคว้าแขนเสื้อของเขาไว้ ปลายเลิฟของนางเย็นเฉียบจนทะลุผ่านเนื้อผ้าเข้ามา "ระวังค่ายกลสะท้อนย้อนกลับ หากท่านใช้กำลังดุดันฝ่าเข้าไปตรงๆ พลังปราณของท่านอาจถูกตีกลับจนเส้นชีพจรแตกซ่านได้"
หลี่เฟยเทียนชะงักมือที่กำลังเงื้อขึ้น เขาสบตากับนาง ประกายความเด็ดเดี่ยวในดวงตาของเขาสะท้อนอยู่ในนัยน์ตาคู่สวยของนางเซียนสาว ทั้งสองคนยืนประชิดกันจนสัมผัสได้ถึงไออุ่นและไอเย็นที่ผสมผสานกันอย่างลงตัว
"ไว้ใจข้าสิ แม่นางมู่" หลี่เฟยเทียนเอמהด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่มและจริงจัง "กระบี่ของข้าทะลวงศิลามานักต่อนักแล้ว หากแม้แต่ผนังหินเก่าๆ นี้ยังพังทลายไม่ได้ ข้าคงไม่มีหน้าไปทวงความยุติธรรมให้ใครหน้าไหนทั้งสิ้น"
เมื่อเห็นความดื้อรั้นที่ฉายชัดในแววตาของชายหนุ่ม มู่หรงเสวี่ยจึงผ่อนลมหายใจออกมาเบาๆ ยอมปล่อยมือแต่โดยดี นางถอยหลังไปครึ่งก้าวเพื่อเปิดทาง พร้อมกับรวบรวมลมปราณเหมันต์ไว้ที่ปลายนิ้วเตรียมพร้อมรับมือทุกสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น "เช่นนั้นก็เชิญท่านลงมือ... หากพลาดพลั้ง ข้าจะเป็นคนแช่แข็งวิญญาณท่านไม่ให้ทรมานเอง"
คำพูดติดตลกเยียบเย็นนั้นทำให้หลี่เฟยเทียนหัวเราะในลำคอเบาๆ
เขาสูดลมหายใจเข้าลึก รวบรวมพลังปราณทั้งหมดไว้ที่ฝ่ามือขวา ก่อนจะระเบิดหมัดกระแทกลงไปที่รอยแยกบนผนังศิลาอย่างแม่นยำและทรงพลัง!
*ตูมมม!*
เสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหวราวกับฟ้าผ่า ฝุ่นควันและเศษหินกระเด็นไปทั่วสารทิศ แรงปะทะทำให้ม่านหมอกปราณสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ทว่าแทนที่จะเกิดแรงสะท้อนกลับตามที่มู่หรงเสวี่ยกังวล อักขระโบราณบนผนังกลับเปล่งแสงสว่างเจิดจ้าขึ้นจนแสบตา ก่อนที่ผนังหินหนาทึบจะค่อยๆ เลื่อนเปิดออก เผยให้เห็นช่องลับมืดมิดที่แผ่ไอความลึกลับน่าสะพรึงกลัวออกมา
ทั้งสองคนก้าวเข้าไปใกล้ช่องลับนั้นอย่างระมัดระวัง หลี่เฟยเทียนจุดคบเพลิงในมือขึ้น แสงไฟสีส้มสว่างไสวขับไล่ความมืดมิดเผยให้เห็นสภาพภายใน
เบื้องหน้าของพวกเขาคือแท่นหินโบราณที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางห้องลับ บนแท่นนั้นมีกล่องไม้หอมแกะสลักลวดลายสัตว์วิเศษโบราณวางอยู่ และข้างๆ กันคือม้วนกระดาษหนังอสูรเก่าคร่ำคร่าที่กางออกบางส่วน เผยให้เห็นลายเส้นแผนที่อันซับซ้อนและอักขระประหลาดที่ไม่อาจหาอ่านได้จากตำราสำนักใดในยุทธภพ
"นี่มัน..." มู่หรงเสวี่ยอุทานเบาๆ ด้วยความตกตะลึง เมื่อกวาดสายตาไปยังเส้นสายบนแผนที่ นางพบว่ามันระบุพิกัดของ 'แดนลับสวรรค์ไร้ลักษณ์' สถานที่ในตำนานที่เหล่าเซียนและมารต่างแย่งชิงกันมานับพันปี
หลี่เฟยเทียนเอื้อมมือไปหยิบม้วนแผนที่นั้นขึ้นมาพิจารณาอย่างถี่ถ้วน ทว่าในวินาทีที่ปลายนิ้วของเขาสัมผัสโดนหนังอสูร พื้นศิลาใต้เท้าของพวกเขากลับสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงยิ่งกว่าเดิม!
*ครืนนน...*
เสียงกลไกโบราณทำงานดังสนั่นก้องไปทั่วถ้ำ พร้อมกับคบเพลิงรอบด้านที่ดับวูบลงในพริบตา ความมืดมิดเข้าปกคลุมทันที มีเพียงแสงเรืองรองจากแผนที่ในมือของหลี่เฟยเทียนเท่านั้นที่ยังคงส่องประกาย
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนักหน่วงนับสิบก็ดังแว่วมาจากปากทางเข้าถ้ำ พร้อมกับเสียงหัวเราะเยือกเย็นที่บาดลึกถึงขั้วหัวใจดังแทรกเข้ามาในโถงถ้ำ
"ฮ่าๆๆๆ... ขอบใจพวกเจ้าจริงๆ ที่ช่วยเปิดประตูขุมสมบัติสวรรค์นี้ให้... หลี่เฟยเทียน... มู่หรงเสวี่ย... พวกเจ้าคิดจริงๆ หรือว่ารอดพ้นสายตาของสำนักโลหิตทมิฬมาได้ถึงเพียงนี้!"
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมติดตามและส่งกำลังใจให้พยัคฆ์ขาวคำรามมาโดยตลอดนะครับ ในตอนหน้า รับรองว่าคมกระบี่จะลุกโชนและเลือดในกายจะเดือดพล่านยิ่งกว่าเดิมอย่างแน่นอนครับ!
กระบี่ทะลวงศิลา กับเซียนสาวผู้เย็นชา•ตอนที่ 7
ความลับใต้หุบเขา
ผลงานโดย พยัคฆ์ขาวคำราม
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พยัคฆ์ขาวคำราม)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่ทะลวงศิลา กับเซียนสาวผู้เย็นชา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!