"เก้าสิบแปด..."
เสียงทุ้มต่ำหลุดลอดจากไรฟันของหลี่เฟยเทียน ขณะที่ปลายนิ้วหยาบกร้านจากการจับด้ามกระบี่มาแรมปี กำลังแตะสัมผัสคราบโลหิตอุ่นๆ ที่ไหลย้อยลงมาตามร่องหินผา ความเงียบงันในหุบเขาอสูรทมิฬยามนี้มิใช่ความสงบสุข หากแต่เป็นความสงบก่อนพายุโลหิตจะโหมกระหน่ำ รอบกายเขาทั้งสี่ด้าน เต็มไปด้วยกลิ่นไอสังหารที่หนาแน่นจนแทบกลั่นตัวเป็นหยาดน้ำค้างสีชาด
ธงรบสีดำสนิทปักสลักรูปหัวกะโหลกอัคคีโบกสะบัดไสวตามแรงลม พรรคมารโลหิตโลกันตร์ไม่ได้มาเพื่อเจรจา และพวกมันไม่ได้มาเพียงแค่หลักสิบ ร่างนับร้อยในชุดคลุมสีดำสนิทปิดบังใบหน้า แววตาที่สาดส่องออกมาจากใต้ผ้าคลุมล้วนเต็มไปด้วยความกระหายเลือด ราวกับฝูงสุนัขป่าที่รอคอยคำสั่งขย้ำเหยื่อจากผู้นำ
"หลี่เฟยเทียน เจ้าหนูโชคดี วันนี้คือวันตายของเจ้า อย่าหวังว่าจะมีปาฏิหาริย์ใดช่วยเจ้าได้อีก"
เสียงแหบพร่าดั่งแผ่นโลหะเสียดสีกันดังขึ้นจากเงาไม้เบื้องบน ร่างสูงโปร่งในชุดคลุมสีม่วงเข้มของ "ผู้เฒ่าเพลิงโลหิต" ผู้อาวุโสลำดับสามแห่งพรรคมารก้าวออกมาจากความมืด มือข้างหนึ่งถือกระบองหนามเคลือบพิษที่ยังคงหยดหยาดสารพิษสีเขียวเข้มลงบนพื้นหญ้า จนหญ้าแถบนั้นเหี่ยวเฉาดำคล้ำทันทีที่สัมผัส
หลี่เฟยเทียนแค่นหัวเราะในลำคอ ดวงตาคมกริบกวาดมองวงล้อมมรณะอย่างไม่สะทกสะท้าน แม้สภาพร่างกายของเขาในยามนี้จะผ่านการศึกมาอย่างยาวนาน ลมปราณในตันtian (ตันเถียน) ปั่นป่วนจากการปะทะกับยอดฝีมือเมื่อยามค่ำคืน แต่กระดูกสันหลังของบุรุษชาติทหารเสืออย่างเขายังคงตั้งตรงดุจท่อนเหล็กกล้า
"พรรคมารพวกเจ้านี่ช่างขยันขันแข็งเสียจริง ขนกันมาทั้งพรรคเพื่อจัดการกับคนผู้เดียวเช่นข้า ช่างให้เกียรติหลี่เฟยเทียนผู้นี้เสียจริงนะคร้าบ... เอ๊ย, เสียจริงนะ" หลี่เฟยเทียนเอ่ยกลั้วเสียงหัวเราะ แม้จะบาดเจ็บ แต่ความทะนงองอาจในวิถีกระบี่หาได้ลดน้อยลงแม้แต่น้อย
ทว่า ในสายตาของมู่หรงเสวี่ย ที่ยืนนิ่งสงบอยู่ห่างออกไปเพียงสามก้าว นางกลับไม่ได้มองความตายที่รายล้อมอยู่ นางจ้องมองแผ่นหลังที่เต็มไปด้วยบาดแผลของบุรุษผู้นี้ด้วยแววตาที่ซับซ้อนยิ่ง นางคือศิษย์เอกแห่งสำนักวิหคเหมันต์ ผู้ฝึกฝนวิชาปราณดัชนีเยือกแข็งจนหัวใจแทบจะกลายเป็นน้ำแข็งไร้ความรู้สึก แต่วันนี้ ยามที่นางเห็นรอยยิฆ์เย้ยหยันฟ้าดินของหลี่เฟยเทียน ความหนาวเหน็บในอกนางกลับสั่นคลอนอย่างประหลาด
"คนโง่เง่า..." เสียงหวานใสแต่เย็นเยียบดุจน้ำค้างแข็งเอ่ยขึ้นเบาๆ นางปรายตามองศัตรูรอบทิศทาง ก่อนจะตวัดสายตากลับมามองบุรุษข้างกาย "เจ้าคิดจะตายอยู่ที่นี่เพื่อรักษาความอวดดีของตัวเองอย่างนั้นหรือ หลี่เฟยเทียน"
หลี่เฟยเทียนเหลือบสายตามองนางเล็กน้อย มุมปากหยักยิ้มขึ้นอย่างเจ้าเล่ห์ "แม่นางมู่หรง หากข้าตายไปแล้วใครจะคอยปกป้องความเย็นชาของเจ้ากันเล่า? อีกอย่าง... ข้ายังไม่อยากลงนรกไปยมโลกตอนนี้ เพราะเกรงว่ายมทูตคงทนความกวนประสาทของข้าไม่ไหวส่งตัวกลับมาเสียก่อน"
มู่หรงเสวี่ยขมวดคิ้วเรียวงามเล็กน้อย นางอยากจะซัดฝ่ามือใส่อกหนานี้เสียให้รู้แล้วรู้รอด ข้อหาพูดจาไม่รู้จักกาลเทศะ แต่นางรู้ดีว่าสถานการณ์ในตอนนี้วิกฤตเกินกว่าจะมาต่อปากต่อคำ พลังปราณของพรรคมารนับร้อยกำลังประสานเข้าหากันจนเกิดเป็น "ค่ายกลโลหิตหมื่นอสูร" ท้องฟ้าเบื้องบนเริ่มเปลี่ยนเป็นสีแดงฉาน กลิ่นไออฆาตกดทับลงมาบนบ่าราวกับแบกภูเขาไว้ทั้งลูก
"หุบปากทั้งคู่ซะ! ใกล้ตายถึงเพียงนี้ยังมีแก่ใจมาหยอกล้อกันอีกหรือ?" ผู้เฒ่าเพลิงโลหิตคำรามด้วยความโกรธเกรี้ยว มือโบกสะบัดขึ้นเป็นสัญญาณ "ฆ่ามัน! เอาหัวมันมาสังเวยท่านประมุข!"
สิ้นเสียงคำสั่ง ฝูงชนชุดดำนับร้อยก็พุ่งทะยานเข้าใส่ราวดั่งฝูงตั๊กแตนปาทาน ประกายแสงจากอาวุธนับร้อยเล่มสะท้อนแสงจันทร์สาดส่องเป็นระลอกคลื่นแห่งความตาย พลังปราณสายต่างๆ พรั่งพรูเข้าใส่จุดที่ทั้งสองยืนอยู่จนอากาศรอบด้านบิดเบี้ยว
"ระวัง!"
หลี่เฟยเทียนคำรามลั่น ร่างกายพุ่งทะยานออกไปข้างหน้าดุจพยัคฆ์โผนทะยาน กระบี่เหล็กนิลในมือถูกชักออกจากฝักด้วยความเร็วสูง เสียงแหลมคมของการเสียดสีกับอากาศดังสนั่นหวั่นไหว ประกายกระบี่สีขาวบริสุทธิ์สายหนึ่งพวยพุ่งออกราวกับมังกรคำราม กวาดล้างศัตรูกลุ่มแรกที่พุ่งเข้ามาจนกระเด็นกระดอนเลือดสาดกระจาย
แต่นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้น ศัตรูมีจำนวนมากเกินไป เมื่อกลุ่มแรกถอยรกลุ่มที่สองและสามก็ถาโถมเข้ามาแทนที่อย่างไร้ความปรานี หลี่เฟยเทียนฟาดฟันกระบี่ออกไปอย่างต่อเนื่อง ทุกกระบวนท่าเปี่ยมด้วยจิตวิญญาณแห่งการต่อสู้ แต่ด้วยอาการบาดเจ็บสะสม ทำให้ความเร็วของเขาเริ่มตกลงอย่างเห็นได้ชัด ช่องว่างระหว่างกระบวนท่าเริ่มปรากฏ
*ฉับ!*
คมดาบเล่มหนึ่งเฉียดผ่านหัวไหล่ซ้ายของหลี่เฟยเทียนจนเนื้อหนังฉีกขาด เลือดสีแดงสดพุ่งทะทะลักออกมาอาบย้อมอาภรณ์สีขาวจนชุ่มโชก เขาเซถอยหลังไปสองก้าว ลมหายใจเริ่มติดขัด
ในจังหวะนั้นเอง ที่เงาร่างสีขาวบริสุทธิ์สายหนึ่งพุ่งเข้ามาแทรกกลางระหว่างหลี่เฟยเทียนและคมดาบมรณะ มู่หรงเสวี่ยเคลื่อนไหวราวกับภูตพรายในความหนาวเหน็บ นิ้วเรียวยาวทั้งสองข้างประสานเป็นรูปดอกบัวน้ำแข็ง ก่อนจะกดลงไปบนพื้นดินเบื้องหน้า
"วิชาหิมะโปรยเก้าสวรรค์... ผนึกโลกันตร์!"
*เปรี้ยง!*
คลื่นความเย็นยะเยือกแผ่ขยายออกไปเป็นวงกว้างด้วยความเร็วเหนือเสียง พื้นดินในรัศมีสิบวาถูกเคลือบด้วยชั้นน้ำแข็งหนาทึบในพริบตา เหล่าลูกสมุนพรรคมารที่กำลังพุ่งเข้ามา ถูกความเย็นจัดนี้แช่แข็งร่างกลายเป็นรูปปั้นน้ำแข็งในท่าทางที่หลากหลาย บางคนยังคงอ้าปากค้างด้วยความตกใจ ดวงตาเบิกกว้างก่อนที่ร่างจะแตกสลายกลายเป็นผุยผงเมื่อโดนแรงกดดันจากลมปราณ
ผู้เฒ่าเพลิงโลหิตสะบุศหน้าด้วยความตกใจ ร่างชราถอยหลังไปสามก้าวเพื่อหลบหนีคลื่นความเย็น "นังสารเลว... วิชาปราณเยือกแข็งของสำนักวิหคเหมันต์ ช่างร้ายกาจนัก!"
มู่หรงเสวี่ยยืนหยัดอยู่เบื้องหน้าหลี่เฟยเทียน ร่างระหงของนางสั่นเทาเล็กน้อย การใช้วิชาขั้นสูงในภาวะที่ถูกล้อมรอบทำให้พลังปราณในกายของนางตีกลับจนกระอักเลือดสีดำออกมาคำหนึ่ง หยดเลือดสีเข้มตัดกับผิวขาวราวกระเบื้องเคลือบและอาภรณ์สีขาวสะอาดตา แต่นางไม่แม้แต่จะปาดเช็ด นางยังคงเชิดหน้าขึ้นอย่างทระนง ปลายดัชนีชี้ตรงไปที่ผู้เฒ่าเพลิงโลหิต แววตาดุจน้ำแข็งของนางเย็นชาเสียยิ่งกว่าน้ำค้างยามเหมันต์
"หากเจ้ายังก้าวเข้ามาอีกก้าวเดียว... เจ้าจะได้รู้ซึ้งว่านรกน้ำแข็งหน้าตาเป็นเช่นไร" เสียงหวานเอ่ยขึ้นอย่างราบเรียบ แต่แฝงไว้ด้วยจิตสังหารที่ทำให้ผู้ฟังต้องหนีบกระดูกสันหลัง
หลี่เฟยเทียนมองแผ่นหลังบอบบางที่ยืนบังลมฝนให้ตนเอง ความรู้สึกบางอย่างไหลทะลักเข้ามาในหัวใจอย่างอบอุ่น เขาหัวเราะเบาๆ ในลำคอ ก่อนจะก้าวขึ้นมายืนเคียงข้างนาง มือข้างหนึ่งยกขึ้นเช็ดเลือดที่มุมปาก ดวงตาคมกริบเปล่งประกายความดุดันราวกับพยัคฆ์หนุ่มที่พร้อมจะฉีกกระชากเหยื่อ
"แม่นางมู่หรง... ดูท่าทางแล้ว เจ้ากับข้าคงต้องร่วมมือกันเปิดทางเลือดนี้เสียแล้วกระมัง?" หลี่เฟยเทียนเอ่ยถาม น้ำเสียงแม้จะเจือความเหนื่อยล้า แต่กลับเต็มไปด้วยความฮึกเหิมอย่างเต็มเปี่ยม
มู่หรงเสวี่ยปรายตามองเขาแวบหนึ่ง ก่อนจะตอบสั้นๆ ด้วยน้ำเสียงเย็นชา "ใครร่วมมือกับเจ้า... ข้าแค่รำคาญตาที่เห็นเจ้าตายอนาถต่างหาก"
"ฮ่าๆๆ! รำคาญก็ดี... ถ้างั้นเรามาแข่งกันดีกว่า ว่าเจ้ากับข้าใครจะสังหารไอ้แก่หัวโล้นนั่นได้ก่อนกัน!"
สิ้นคำพูด หลี่เฟยเทียนก็ระเบิดพลังปราณที่เหลืออยู่ทั้งหมดออกมาจนเกิดเป็นเสียงคำรามกึกก้อง ร่างของเขาทะยานพุ่งออกไปราวกับสายฟ้าแลบ ประกายกระบี่สีทองเจิดจ้าผสานเข้ากับพลังปราณเยือกแข็งสีฟ้าครามของมู่หรงเสวี่ยที่พุ่งตามติดมาดุจเงาตามตัว การประสานพลังระหว่างกระบี่มุทะลุและดัชนีเหมันต์สร้างแรงกดดันมหาศาลจนเหล่าพรรคมารต้องถอยร่นด้วยความหวาดกลัว
ผู้เฒ่าเพลิงโลหิตหน้าถอดสี รีบยกกระบองหนามขึ้นตั้งรับสุดกำลัง แต่ทว่า... พลังที่ประสานกันของทั้งสองในยามนี้นั้นเกินกว่าที่คาดคิดไว้หลายเท่าตัว!
*โครมสนั่น!*
แสงสว่างวาบเจิดจ้าจนกลืนกินทุกสรรพสิ่งในหุบเขา เสียงกรีดร้องและเสียงระเบิดดังประสานกันสนั่นหวั่นไหว ก่อนที่ความเงียบงันจะเข้าปกคลุมอีกครั้ง ท่ามกลางกลุ่มควันและฝุ่นตลบอบولเบื้องหน้า ร่างของผู้เฒ่าเพลิงโลหิตทรุดฮวบลงคุกเข่ากับพื้น ดวงตาเบิกกว้างด้วยความไม่เชื่อ รอยกระบี่ลึกและแผลไหม้จากความเย็นยะเยือกประทับอยู่กลางอกอย่างชัดเจน
ทว่า ในวินาทีที่ชัยชนะดูเหมือนจะตกเป็นของทั้งสอง ทันใดนั้นเอง... ท้องฟ้าที่ควรจะสงบกลับมืดครึ้มลงฉับพลัน ลมพายุหมุนขนาดมหึมาพัดถล่มลงมาจากฟากฟ้า พร้อมกับเสียงหัวเราะเยือกเย็นที่ดังสะท้อนก้องกังวานไปทั่วทุกสารทิศ ราวกับมาจากห้วงนรกภูมิ
*"ฮี่ๆๆ... ช่างเป็นการร่วมมือที่น่าประทับใจเสียจริง..."*
ร่างในชุดคลุมสีทองอร่ามไร้ใบหน้าปรากฏขึ้นกลางอากาศอย่างไร้ซุ่มเสียง แรงกดดันระดับขอบเขตหลอมรวมวิญญาณแผ่ซ่านกดทับลงมาจนหลี่เฟยเทียนและมู่หรงเสวี่ยต้องกระอักเลือดออกมาพร้อมกัน ใบหน้าของทั้งคู่เปลี่ยนเป็นซีดเผือดในพริบตา...
[ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางเคียงบ่าเคียงไหล่ไปกับคมกระบี่และหยาดน้ำค้างเหมันต์ด้วยกันเสมอนะครับ]
กระบี่ทะลวงศิลา กับเซียนสาวผู้เย็นชา•ตอนที่ 4
ศัตรูร่วมชะตา
ผลงานโดย พยัคฆ์ขาวคำราม
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พยัคฆ์ขาวคำราม)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่ทะลวงศิลา กับเซียนสาวผู้เย็นชา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!