"หากพวกเจ้ายังก้าวเท้าเข้ามาอีกเพียงครึ่งก้าว หัวของพวกมัน... จะไม่ใช่สิ่งเดียวที่ต้องหลุดจากบ่า"
เสียงทุ้มต่ำราวกับเสียงคำรามของพยัคฆ์หนุ่มดังขึ้น ทลายบรรยากาศอึมครึมภายในโรงเตี๊ยมมังกรทะยานให้ขาดผึ่งราวกับเส้นไหม หลี่เฟยเทียนมิได้แม้แต่จะชายตามองศพทั้งสามที่นอนจมกองเลือดอยู่เบื้องเท้า ปลายกระบี่ไร้นามในมือขวาของเขายังคงทิ้งดิ่งลงสู่พื้นไม้เก่าๆ ปราศจากรisอคราบโลหิตแปดเปื้อน ราวกับว่ามันเป็นเพียงท่อนไม้ผุๆ ท่อนหนึ่ง มิใช่อาวุธคร่าชีวิตคนเมื่อลมหายใจก่อนหน้า
หยาดเหงื่อเม็ดโตผุดพรายขึ้นบนหน้าผากของเหล่ามือสังหารจากพรรคอสูรโลหิตนับสิบชีวิตที่ปิดล้อมโรงเตี๊ยมแห่งนี้ไว้ พวกมันต่างเป็นยอดฝีมือที่ผ่านสนามรบมาโชกโชน แต่ยามนี้ เมื่อสบเข้ากับดวงตาคู่นคมปลาบที่ฉายแววดุดันดั่งสัตว์ป่ากระหายเลือดของหลี่เฟยเทียน หัวใจของพวกมันกลับเต้นรัวระส่ำราวกับตีกลองศึก ความกดดันมหาศาลแผ่ซ่านออกมาจากร่างเพรียวสมส่วนนั้น ปราณแท้จริงสีทองจางๆ หมุนวนรอบกายเขาคล้ายพายุหมุนขนาดย่อม กดทับจนอากาศภายในห้องโถงแทบจะกลายเป็นของแข็ง
เหตุการณ์และจุดทิ้งปมจากตอนที่แล้วยังคงก้องกังวานอยู่ในห้วงคำนึง ตอนนั้นเองที่หลี่เฟยเทียนตระหนักได้ว่า... ศัตรูที่ร้ายกาจที่สุดในชีวิตของเขา ได้มาเยือนถึงที่แล้ว
"ฮ่าๆๆๆ ช่างอวดดีนัก! หลี่เฟยเทียน เจ้าคิดจริงๆ หรือว่าวิชากระบี่สามพิภพที่เจ้าฝึกฝน จะสามารถต่อกรกับค่ายกลโลหิตกลืนวิญญาณของพวกเราได้?"
เสียงหัวسเราะแหבריบแห้งดั่งเสียงกระดูกกระทบกันดังขึ้นจากมุมมืด ร่างท้วมของเคอเทียนกวง รองประมุขพรรคอสูรโลหิตก้าวออกมาจากเงาเสาไม้ พัดเหล็กในมือสะท้อนแสงไฟสีส้มวับวาม นัยน์ตาของมันหรี่แคบ จ้องมองบุรุษหนุ่มเบื้องหน้าด้วยความริษยาและแค้นเคือง "สำนักกระบี่เมฆาผันแปรของเจ้าพินาศย่อยยับไปตั้งแต่สามปีก่อนแล้ว เหตุใดเจ้าจึงยังดันทุรังแบกรับชื่อเสียงจอมปลอมนั่นไว้อีก? ยอมมอบคัมภีร์กระบี่สวรรค์เสียแต่โดยดี ข้าจะเมตตาให้เจ้าตายอย่างสบาย..."
หลี่เฟยเทียนไม่ตอบคำ เขาเพียงแค่ยกมุมปากขึ้นเป็นรอยยิ้มเย็นชา รอยยิ้มที่ทำให้ผู้พบเห็นต้องหนีบหลังด้วยความหวาดผวา รอยยิ้มนี้... คือสัญญาณเตือนภัยที่อันตรายที่สุด
"ความเมตตา? จากพวกเดรัจฉานที่แม้แต่เด็กและคนชราในหมู่บ้านไป๋ฮวาเมื่อสามปีก่อนยังไม่เว้นเนี่ยนะ..." น้ำเสียงของหลี่เฟยเทียนราบเรียบ ทว่าทุกคำที่หลุดออกมากลับหนักแน่นราวน้ำหนักค้อนเหล็กที่ตอกลงบนทั่ง "พวกเจ้าฆ่าคนสำนักข้า ป้ายสีความผิดให้พวกเรา แปดเปื้อนวิถีกระบี่ที่บริสุทธิ์... วันนี้ ข้า หลี่เฟยเทียน จะใช้กระบี่ในมือนี้ ทวงคืนความยุติธรรมให้แก่ดวงวิญญาณนับร้อย!"
ฉับพลันนั้น อุณหภูมิภายในโรงเตี๊ยมก็ลดฮวบลงอย่างฉับพลัน ละอองไอเย็นสีขาวบริสุทธิ์ลอยล่องลงมาจากขื่อคา ราวกับเหมันตฤดูอันโหดร้ายเข้าครอบงำชั่วพริบตา
ที่มุมระเบียงชั้นสอง มู่หรงเสวี่ย ศิษย์เอกแห่งสำนักวิหคเหมันต์กำลังยืนกอดอกพิงเสาไม้ ดวงตางามล้ำลึกคู่นั้นเย็นชาดุจน้ำแข็งพันปี นางมิได้ขยับเขตกายเข้าช่วยเหลือแม้แต่น้อย ทว่าปลายนิ้วเรียวยาวทั้งสองข้างกลับเปล่งแสงสีฟ้าครามจางๆ เตรียมพร้อมที่จะสัประยุทธ์ได้ทุกเมื่อ นางปรายตามองบุรุษเบื้องล่างด้วยความรู้สึกซับซ้อน บุรุษผู้นี้ช่างโง่เขลาและดื้อรั้นยิ่งนัก รู้ทั้งรู้ว่าเบื้องหน้าคือหลุมพรางมรณะ แต่ก็ยังคงก้าวเดินเข้าไปอย่างไม่ลังเล... แต่กระนั้น หัวใจที่เคยด้านชาดุจน้ำแข็งของนาง กลับมีระลอกคลื่นแห่งความห่วงใยไหวระริกขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่
*‘เจ้าคนบ้า... หากเจ้าตายอยู่ที่นี่ แล้วใครเล่าจะร่วมเดินทางไปทวงความยุติธรรมกับข้า’* มู่หรงเสวี่ยรำพันในใจ แววตาคมกริบกวาดมองเหล่ามือสังหารพรรคอสูรโลหิตราวกับพวกมันเป็นเพียงเศษสิมพลี
"ฆ่ามัน!" เคอเทียนกวงคำรามลั่นสะเทือนเลื่อนลั่น สั่งการให้มือสังหารทั้งสิบพุ่งทะยานเข้าใส่พร้อมกัน ประกายอาวุธนับสิบเล่มทั้งดาบ หอก และกระบี่ พุ่งแหวกอากาศเข้ามาจากทุกทิศทุกทาง ปราณโลหิตสีแดงฉานแผ่พุ่งจนกลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ
เผชิญหน้ากับการโจมตีอันป่าเถื่อนไร้ช่องโหว่ หลี่เฟยเทียนกลับไม่ถอยหลังแม้แต่ก้าวเดียว
ร่างของเขาขยับวูบ คล้ายวิหกเหินลม ไร้ร่องรอยและเปี่ยมด้วยความสง่างาม นี่คือกระบวนท่าแรกของเคล็ดวิชากระบี่ไร้นาม— *'เมฆาไร้ลักษณ์'*
*ฉัวะ!*
ประกายกระบี่สีเงินยวดยวงสว่างวาบขึ้นท่ามกลางความมืดมิด มันมิใช่กระบวนท่าที่หวือหวาหรือเต็มไปด้วยเสียงคำรามกึกก้อง หากแต่เป็นความเรียบง่าย รวดเร็ว และเฉียบคมราวกับสายฟ้าแลบ มือสังหารคนแรกที่พุ่งเข้ามาถึงตัว เบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง เมื่อรู้สึกถึงความเย็นเฉียบที่ลำคอ ก่อนที่สติสัมปชัญญะทั้งหมดจะดับวูบลง ศีรษะของมันพลัดตกจากบ่า เลือดสดๆ พุ่งกระฉูดราวกับน้ำพุ
หลี่เฟยเทียนหมุนตัวกลางอากาศอย่างไร้ที่ติ ปลายกระบี่พลิกพลิ้ววาดเป็นวงโค้ง งดงามราวกับจิตรกรกำลังสะบัดพู่กันลงบนผืนผ้าใบ ทว่าพู่กันด้ามนั้นกลับคมกริบพอที่จะตัดผ่านเกราะปราณโลหิตของศัตรูได้ราวกับตัดเต้าหู้
*เคล็ดวิชากระบี่ไร้นาม บทที่สอง—สายธาราไร้จุดจบ!*
ร่างของหลี่เฟยเทียนพุ่งทะยานผ่านกลางวงล้อมราวกับสายน้ำที่ไหลเชี่ยวกราก ไม่มีผู้ใดสามารถจับกุมทิศทางของเขาได้ เสียงโลหะกระทบกันดังสนั่นหวั่นไหวประกายไฟแตกกระจายวับวาม ท่ามกลางเสียงกรีดร้องโหยหวนและร่างของมือสังหารที่ทยอยล้มฟุบลงทีละคน สองคน สามคน... ภายในเวลาไม่ถึงสدลมหายใจ พื้นไม้ของโรงเตี๊ยมก็ย้อมไปด้วยสีแดงฉาน
เคอเทียนกวงหน้าถอดสี เม็ดเหงื่อกาฬไหลท่วมแผ่นหลัง มันไม่คาดคิดเลยว่าเวลาสามปีที่ผ่านมา ฝีมือของหลี่เฟยเทียนจะรุดหน้าไปไกลถึงเพียงนี้ วิชากระบี่ของอีกฝ่ายมิได้มีรูปแบบตายตัว แต่มันพลิกแพลงตามสถานการณ์ ราวกับกระบี่มีชีวิตจิตใจเป็นของตนเอง
"สารเลวเอ๊ย! อย่าลำพองใจให้มากนัก!" เคอเทียนกวงคำรามอย่างเหลืออด พัดเหล็กในมือแผ่ขยายปราณโลหิตสีแดงเข้มจนกลายเป็นหัวอสูรแยกเขี้ยว มันพุ่งทะลวงเข้าใส่หลี่เฟยเทียนจากด้านหลังในจังหวะที่กระบี่ของอีกฝ่ายกำลังปัดป้องการโจมตีด้านหน้า เป็นการลอบกัดที่ไร้ยางอายยิ่งนัก!
"ระวัง!" เสียงใสราวกับระฆังแก้วของมู่หรงเสวี่ยดังขึ้นจากชั้นสอง พร้อมกับไอเย็นยะเยือกที่พุ่งทะยานลงมาดั่งลูกศรน้ำแข็ง
ทว่า หลี่เฟยเทียนหาได้ตื่นตระหนกไม่ มุมปากของเขายกยิ้มขึ้นเล็กน้อย ร่างที่กำลังพุ่งไปข้างหน้ากลับบิดตัวหักศอกกลางอากาศอย่างเหลือเชื่อในมุม 90 องศา—เคล็ดวิชาฝืนธรรมชาติที่แม้แต่ยอดฝีมือขอบเขตหลอมรวมวิญญาณยังยากจะทำได้!
กระบี่ไร้นามในมือถูกชักลากตวัดขึ้นเบื้องบนอย่างรวดเร็ว ปราณกระบี่สีทองผสมผสานกับไอเย็นของมู่หรงเสวี่ยที่ประสานเข้ามาพอดิบพอดี เกิดเป็นคลื่นกระบี่ผสานหยินหยางอันทรงพลัง พุ่งทะลวงเข้าปะทะกับพัดเหล็กของเคอเทียนกวงอย่างจัง!
*ตูมมม!*
แรงระเบิดจากการปะทะกันของพลังปราณทั้งสองสายส่งผลให้โครงสร้างไม้ของโรงเตี๊ยมสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง เสาหลักคานไม้หักโค่น ฝุ่นผงตลบอบอวลไปทั่ว เคอเทียนกวงกระเด็นถอยหลังไปไกลนับสิบก้าว กระอักเลือดคำโตออกมา พัดเหล็กในมือหักสะบั้นเป็นสองท่อน นัยน์ตาเบิกโพลงด้วยความหวาดกลัวสุดขีด
ทว่า ในวินาทีที่ฝุ่นควันกำลังจางลง และหลี่เฟยเทียนกำลังจะก้าวเข้าไปปิดฉากความแค้น...
บรรยากาศรอบกายพลันเปลี่ยนเป็นสีดำสนิทอย่างไร้ซุ่มเสียง ท้องฟ้ายามราตรีที่ควรจะกระจ่างใส กลับถูกปกคลุมด้วยกลุ่มเมฆหมอกสีนิลทมิฬหนาทึบ สายฟ้าสีม่วงเข้มเส้นมหึมาฟาดผ่าลงมากลางหลังคาโรงเตี๊ยมจนทะลุเป็นรูโหว่ แรงกดดันระดับขอบเขตราชันย์สวรรค์กดทับลงมาจนกระดูกทั่วร่างของทุกคนในที่นั้นส่งเสียงลั่นเอี๊ยด
เงาร่างลึกลับในชุดคลุมสีดำสนิท ปักลวดลายดวงตาโลหิตบนอกเสื้อ ปรากฏตัวขึ้นอย่างไร้ร่องรอยบนขื่อคาพังๆ เบื้องบน น้ำเสียงแหบพร่าเย็นยะเยือกราวดังมาจากขุมนรกโลกันตร์เอ่ยขึ้นแผ่วเบา แต่กลับก้องกังวานอยู่ในโสตประสาทของทุกคน
"หลี่เฟยเทียน... เจ้าตามหาพวกเรามาสามปี วันนี้ ข้า 'ทูตโลหิตทมิฬ' มารับตัวเจ้ากลับไปรับทัณฑ์สวรรค์แล้ว"
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปในวิถีกระบี่อันโดดเดี่ยวนี้ด้วยกันนะครับ
กระบี่ทะลวงศิลา กับเซียนสาวผู้เย็นชา•ตอนที่ 2
กระบี่ที่ไร้นาม
ผลงานโดย พยัคฆ์ขาวคำราม
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พยัคฆ์ขาวคำราม)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่ทะลวงศิลา กับเซียนสาวผู้เย็นชา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!