“ถ้าคุณคิดว่าการหอบผ้าหอบผ่อนหนีไปแบบนี้จะทำให้ผมสำนึกผิดได้… คุณคิดผิดถนัดครับรัน”
น้ำเสียงทุ้มต่ำติดจะแหบพร่าของคิมหันต์ก้องอยู่ในห้องนั่งเล่นที่เงียบกริบจนได้ยินเสียงลมหายใจตัวเอง เขาไม่ได้พูดกับใคร เพราะในพื้นที่สี่เหลี่ยมกว้างขวางนี้ไม่มีใครเหลืออยู่แล้วนอกจากเขาคนเดียว
เศษกระดาษโน้ตแผ่นเล็กที่แปะทิ้งไว้บนเคาน์เตอร์ครัวยังคงวางอยู่ที่เดิม ข้อความสั้นๆ ที่บอกว่า ‘ขอเวลาไปสงบสติอารมณ์’ มันทำหน้าที่เหมือนมีดกรีดลงบนความมั่นใจที่เคยมีล้นปรี่ของประธานบริษัทหนุ่ม คิมหันต์ขยำกระดาษแผ่นนั้นในมือจนยับยู่ยี่ ก่อนจะเหวี่ยงมันลงถังขยะด้วยแรงอารมณ์ที่ควบคุมไม่ได้
เขาเดินวนไปวนมาในห้องทำงานส่วนตัวที่ปกติจะมีกลิ่นน้ำหอมอ่อนๆ ของผู้หญิงคนนั้นอบอวล แต่วันนี้กลับมีเพียงกลิ่นกาแฟดำที่เย็นชืดวางทิ้งไว้ข้างแล็ปท็อป กองเอกสารตรงหน้ามีตัวอักษรวิ่งผ่านตาไปมา แต่เขาไม่สามารถอ่านมันให้เข้าใจได้เลยสักบรรทัด
สมาธิที่เคยเฉียบคมประดุจใบมีดโกนของคิมหันต์พังทลายลงตั้งแต่วินาทีที่รันลากกระเป๋าเดินทางออกจากประตูห้องไปเมื่อสองวันก่อน
“โธ่เว้ย!”
เขาสบถเสียงดังก่อนจะคว้าแฟ้มงานบนโต๊ะทุ่มลงกับพื้น เสียงกระดาษกระจัดกระจายไปทั่วห้องเปรียบเสมือนสภาพจิตใจของเขาในตอนนี้ คิมหันต์ทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้หนังราคาแพง พลางหลับตาลง ภาพรอยยิ้มเยาะเย้ยมุมปากของรันในวันที่เธอโต้กลับเขาด้วยวาจาเชือดเฉือนยังคงติดตา ทั้งที่เขาก็เป็นคนไล่ต้อนให้เธอทำแบบนั้นเอง แต่พอไม่มีคนให้เถียงด้วยจริงๆ เขากลับพบว่าความเงียบมันน่ากลัวกว่าการถูกด่าเป็นร้อยเท่า
จังหวะที่ความเงียบกำลังกดทับประสาทสัมผัส เสียงโทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้น ทำลายความวังเวงในห้องนั้น
“มีอะไร” เขาถามทันทีโดยไม่ต้องดูชื่อคนโทร
“เฮีย… ดูท่าทางเฮียจะไม่ค่อยดีนะ ดูจากเสียงแล้วเหมือนคนไม่ได้นอนมาสองวัน” เสียงของกรณ์ลอดผ่านสายมาด้วยความกวนประสาทตามสไตล์ “รันโทรหาผมถามเรื่องโปรเจกต์งานที่ค้างไว้ ผมเลยบอกไปว่าเฮีย ‘ยุ่งมาก’ แต่ก็นะ… ดูสภาพเฮียตอนนี้สิครับ ยุ่งจนลืมถอดหัวโขนตัวเองหรือไง”
“ปากดีนะไอ้กรณ์ ถ้าจะโทรมาเพื่อกวนประสาทก็วางไปซะ”
“ผมจะโทรมาเตือนต่างหาก รันเขาไม่ได้หนีไปไหนไกลหรอกครับ เขาไปอยู่ที่คอนโดฯ เก่าที่เขาเคยอยู่ แต่ที่แปลกคือวันนี้มีคนเห็น ‘มีน’ ไปดักรอแถวนั้น… เฮียว่าไงล่ะ? จะนั่งซึนอยู่ตรงนี้ต่อ หรือจะออกไปทำหน้าที่ ‘โบ้’ ที่ดีให้คนเขาเห็นหน่อย?”
คำว่า ‘มีน’ เหมือนกระแสไฟฟ้าที่วิ่งผ่านร่างคิมหันต์ ความโกรธเกรี้ยวที่เคยมีต่อรันเปลี่ยนทิศทางไปสู่ความร้อนรนในอกทันที
เขาวางสายแล้วคว้ากุญแจรถคู่ใจพุ่งตัวออกไปจากเพนต์เฮาส์ทันที ความรู้สึกของคิมหันต์ในตอนนี้มันตีรวนจนแยกไม่ออกว่าคือความหึงหวงหรือความห่วงหาที่เขาทุ่มเทปิดบังเอาไว้ภายใต้ความปากร้ายมาตลอด
ระหว่างขับรถไปตามท้องถนนยามค่ำคืน หัวสมองเขาก็ฉายภาพความทรงจำย้อนกลับมา วันที่รันเถียงเขาหน้าดำหน้าแดง วันที่เธอแอบอมยิ้มเวลาเขาซื้อของกินมาฝากโดยปากบอกว่า ‘แค่ทางผ่าน’ ทุกอย่างที่เคยเป็นเรื่องปกติกลับกลายเป็นสิ่งที่เขากำลังโหยหาจนแทบคลั่ง
*‘ปากร้ายนักใช่ไหม? ถ้าวันหนึ่งไม่มีคนให้ตบหัวลูบหลัง คุณจะรู้ว่านรกที่แท้จริงคืออะไร’*
คำพูดทิ้งท้ายของรันย้อนกลับมาตอกย้ำ เขาไม่เคยเชื่อจนกระทั่งวันนี้ วันที่เขาตื่นมาแล้วพบกับความว่างเปล่า วันที่เขารู้ตัวว่าที่พยายามผลักไสเธอออกไป เพราะเขากลัว… กลัวว่าคนอย่างเขาจะดูแลความรู้สึกของผู้หญิงที่แข็งแกร่งและงดงามคนนี้ได้ไม่ดีพอ
เมื่อรถคันหรูจอดสนิทหน้าคอนโดมิเนียมของรัน คิมหันต์รีบลงจากรถด้วยท่าทีเร่งรีบ เขาเห็นเงาร่างสองร่างยืนโต้เถียงกันอยู่หน้าอาคาร หนึ่งในนั้นคือรันที่ยืนกอดอกด้วยท่าทีสตรองเหมือนเคย แต่อีกหนึ่งคน… มีนที่กำลังก้าวรุกเข้าหาเธอด้วยท่าทีคุกคาม
“คุณไม่มีสิทธิ์มาสั่งผมเรื่องรัน” เสียงของมีนดังขึ้นขณะที่คิมหันต์กำลังจะก้าวเข้าไป
“และคุณก็ไม่มีสิทธิ์มาแตะต้องเขาด้วย!”
คิมหันต์ตะโกนก้องก่อนจะพุ่งตัวเข้าไปแทรกกลางระหว่างทั้งสอง ร่างสูงใหญ่ของเขาตระหง่านอยู่เบื้องหน้ารัน เป็นโล่กำบังโดยอัตโนมัติ
รันชะงักไป ดวงตาที่เคยเฉยชาเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยเมื่อเห็นว่าใครยืนอยู่ตรงหน้า เธอไม่ได้คาดคิดว่าเขาจะตามมาที่นี่ คิมหันต์หันกลับไปสบตากับเธอเพียงเสี้ยววินาที สายตาคู่นั้นไม่มีความเย่อหยิ่งเหลืออยู่ มีเพียงความร้อนรนที่เขาพยายามปิดบังไว้อย่างสุดความสามารถ
“เฮียคิม…” รันพึมพำชื่อเขาแผ่วเบา
ก่อนที่เหตุการณ์จะบานปลายไปมากกว่านั้น มีนที่เห็นท่าไม่ดีก็ถอยห่างออกไปพร้อมรอยยิ้มเหยียด ทิ้งให้คิมหันต์ยืนเผชิญหน้ากับรันท่ามกลางความเงียบที่กลับมาปกคลุมอีกครั้ง
คิมหันต์หันกลับมาหาหญิงสาว ร่างของเขาสั่นไหวเล็กน้อยด้วยความกดดัน เขาอยากจะด่า อยากจะถามว่าทำไมต้องหนี แต่พอเห็นดวงตาคู่นั้นที่กำลังสั่นไหว คำพูดรุนแรงทุกอย่างก็มลายหายไป
เขาก้าวเข้าไปใกล้เธอจนระยะห่างลดน้อยลงจนแทบไม่มีอากาศแทรก เขาก้มลงกระซิบที่ข้างหูเธอด้วยน้ำเสียงที่สั่นพร่าที่สุดเท่าที่เขาเคยพูดมา
“ถ้าคุณคิดจะไปจากผมอีกครั้ง… ผมคงไม่ปล่อยให้คุณเดินออกไปง่ายๆ เหมือนคราวนี้แล้วนะรัน”
รันนิ่งอึ้ง หัวใจของเธอเต้นผิดจังหวะเมื่อได้รับรู้ถึงความอ่อนแอที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความปากร้ายของชายตรงหน้า มือหนาของเขาค่อยๆ เอื้อมมาจับชายเสื้อของเธอไว้แน่น เหมือนเด็กที่กลัวของรักจะหายไป
แต่แล้ว… เสียงฝีเท้าของใครบางคนที่เดินเข้ามาใกล้จากด้านหลังของรันก็ทำให้ทั้งคู่ชะงัก
“รัน… พี่บอกแล้วไงว่าคืนนี้พี่จะมารับคุณไปงานเลี้ยงตามที่ตกลงกันไว้”
ชายหนุ่มในชุดสูทเนี้ยบก้าวเข้ามาหยุดข้างรันพร้อมรอยยิ้มอ่อนโยน คิมหันต์ขมวดคิ้วแน่น แววตาดุดันฉายชัดขึ้นมาทันทีเมื่อเห็นว่ามี 'ศัตรูหัวใจ' ที่เขายังไม่เคยเห็นหน้ามาก่อนก้าวเข้ามายืนขวางทางเขา
รันหันไปมองชายคนนั้น แล้วหันกลับมาสบตาคิมหันต์ด้วยสายตาที่ยากจะคาดเดา
นี่คือบทสรุปของความพยายามที่เขาวิ่งตามหาเธอ หรือเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของสงครามครั้งใหม่ที่ใหญ่กว่าเดิม?
จอมยุทธ์เสื้อแพรขอขอบคุณทุกการติดตามและกำลังใจจากรี้ดเดอร์ทุกท่านนะครับ ขอให้สนุกกับบทต่อไปครับผม
สยบเฮียปากร้ายให้กลายร่างเป็นโบ้•ตอนที่ 25
วันที่ขาดเธอ
ผลงานโดย จอมยุทธ์เสื้อแพร
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (จอมยุทธ์เสื้อแพร)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สยบเฮียปากร้ายให้กลายร่างเป็นโบ้ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!