แฟ้มเอกสารสีน้ำตาลบนโต๊ะทำงานกระจกใสถูกปิดลงด้วยแรงกระแทกเบาๆ ทว่าน้ำหนักของมันกลับดังก้องไปทั่วห้องทำงานส่วนตัวที่เงียบกริบ รันต์รวีไม่ได้ขยับตัวหนี เธอยังคงยืนกอดอกพิงขอบโต๊ะด้วยท่าทีนิ่งสงบ ทว่าดวงตากลมโตคู่นั้นกลับฉายแววความเยียบเย็นที่พร้อมจะแช่แข็งทุกสิ่งที่ขวางหน้า
“คุณจะเงียบใส่ผมอีกนานแค่ไหน รัน”
เสียงทุ้มต่ำที่มักจะเจือความเกรี้ยวกราดในยามปกติ ตอนนี้กลับราบเรียบจนน่ากลัว คิมหันต์นั่งไขว่ห้างอยู่บนเก้าอี้หนังราคาแพง สายตาคมกริบมองลอดผ่านกรอบแว่นสายตาที่เขาเพิ่งสวมขึ้นเพื่ออ่านรายงานการประชุมเมื่อครู่ แต่นั่นเป็นเพียงฉากบังหน้า เพราะสมาธิทั้งหมดของเขาไม่ได้อยู่ที่ตัวหนังสือบนกระดาษเลยแม้แต่น้อย
มันอยู่ที่ผู้หญิงตรงหน้า... คนที่เขากำลังสงสัย คนที่เขาอยากจะเชื่อใจ แต่หลักฐานในมือมันกลับตะโกนสวนทางออกมาอย่างชัดเจน
“คนที่ควรเป็นฝ่ายพูดก่อนรึเปล่าครับ เฮียคิม” รันต์รวีเอ่ยทวนเสียงเรียบ รอยยิ้มหยันปรากฏขึ้นที่มุมปากบางเฉียบ “แผนการที่เฮียอุตส่าห์วางไว้ตลบหลังคู่แข่ง... จู่ๆ ก็รั่วไหลไปถึงมือมีนได้ยังไง ทั้งๆ ที่โปรเจกต์นี้มีแค่เฮียกับผมที่รู้รายละเอียดลึกที่สุด”
คิมหันต์แค่นหัวเราะในลำคอ ดวงตาคมดุหรี่ลงเล็กน้อย “นั่นสินะ... ผมก็อยากรู้เหมือนกันว่าทำไมเอกสารลับชุดนั้น ถึงไปโผล่อยู่บนโต๊ะทำงานของมีนได้ ทั้งที่รันเป็นคนบอกเองว่าเกลียดผู้หญิงคนนั้นนักหนา”
“เฮียกำลังจะบอกว่าผมเป็นคนเอาไปบอกมีนอย่างนั้นเหรอ?”
รันต์รวีถามกลับ น้ำเสียงของเธอไม่ได้ตื่นตระหนก ไม่ได้ร้อนรน แต่มันเต็มไปด้วยความผิดหวังลึกซึ้งที่ฉาบไว้ภายใต้ความสตรอง ดวงตาคู่สวยไหววับชั่วขณะก่อนจะกลับมานิ่งสนิท “ถ้าเฮียคิดแบบนั้นตั้งแต่แรก แล้วจะเรียกผมเข้ามาคุยเพื่ออะไรล่ะครับ ไล่ผมออกไปซะเลยไม่ดีกว่าเหรอ จะได้ไม่ต้องมานั่งปั้นหน้าสงสัยกันอยู่แบบนี้”
ความเงียบเข้าปกคลุมห้องทำงานทันที บรรยากาศรอบตัวอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก คิมหันต์ขบกรามแน่นจนสันนูนขึ้นชัดเจน ความซึนเดระและปากร้ายที่เคยเป็นเกราะกำบังยามปกติถูกถอดออก เหลือเพียงความหงุดหงิดพลุ่งพล่านที่ตีรวนอยู่ในอก เขาไม่ได้คิดว่าเธอเป็นคนขายชาติ... ไม่สิ ลึกๆ แล้วเขาไม่อยากเชื่อเลยสักนิด แต่หลักฐานมันฟ้อง และความจริงที่ว่า "คนใกล้ตัว" ที่เขาไว้ใจที่สุดไม่ได้มีแค่เธอคนเดียวต่างหากที่ทำให้เขาหัวเสีย
แต่ทิฐิและฟอร์มที่ค้ำคออยู่ ทำให้ประโยคที่พ่นออกจากปากของประธานหนุ่มกลายเป็นมีดโกนอาบน้ำผึ้ง
“ถ้าคิดว่าตัวเองบริสุทธิ์ใจนัก ทำไมต้องทำหน้าเหมือนคนมีความผิดด้วยล่ะ” คิมหันต์เอ่ยด้วยน้ำเสียงเยียบเย็น พยายามกดความรู้สึกเจ็บแปลบในอกไว้ภายใต้ท่าทีหยิ่งผยอง “รันอาจจะไม่คิดจะขายผมให้มีนตรงๆ หรอก... แต่ใครจะไปรู้ว่าความสนิทสนมกับคนอื่นๆ มันจะทำให้ปากสว่างโดยไม่รู้ตัวหรือเปล่า”
“ปากสว่างเหรอ?” รันต์รวีทวนคำ หัวใจกระตุกวูบแต่ภายนอกยังคงเชิดหน้าขึ้นสูง เธอแค่นยิ้มหยันให้กับความระแวงที่ไร้เหตุผลของคนตรงหน้า “ดีครับ... ในเมื่อเฮียเลือกที่จะเชื่อสายตาตัวเองมากกว่าความเชื่อใจที่มีให้กัน เราก็ไม่จำเป็นต้องคุยอะไรกันอีก”
ร่างบางหมุนตัวหันหลังทันทีอย่างไร้เยื่อใย ฝ่าเท้าเรียวก้าวฉับๆ ไปยังประตูกระจก แต่เสียงทุ้มห้วนที่เอ่ยไล่หลังมากลับทำให้เธอต้องหยุดชะงัก
“ถ้าก้าวออกไปจากห้องนี้... อย่าหาว่าผมใจร้ายก็แล้วกัน รัน”
“เชิญใจร้ายตามสบายเลยครับเฮีย... เพราะดูเหมือนว่าที่ผ่านมา ผมก็แค่วิ่งอยู่คนเดียวในเกมงี่เง่าของเฮียคนเดียวเท่านั้นแหละ”
ประตูห้องทำงานปิดลงพร้อมกับแรงกระแทกเบาๆ ที่สะท้อนก้องในความรู้สึก ทิ้งให้คิมหันต์นั่งนิ่งค้างอยู่กับความเงียบงัน ใบหน้าหล่อเหลาบึ้งตึงขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า เขายกมือขึ้นเสยผมลวกๆ อย่างหัวเสีย ความหงุดหงิดพุ่งทะยานจนอยากจะคว้าอะไรสักอย่างมาฟาดระบายอารมณ์ แต่ภาพแววตาไหวระริกที่รันต์รวีซ่อนไว้ก่อนจะหันหลังหนี กลับตามมาหลอนหลอนในหัวราวกับจะตอกย้ำว่า... เขากำลังทำเรื่องที่โง่เง่าที่สุดลงไปแล้ว
ผ่านไปเนิ่นนานเท่าไหร่ไม่รู้ เสียงเคาะประตูก็ทำลายความเงียบขึ้น
“เฮีย...” กรณ์ชะโงกหน้าเข้ามาด้วยสีหน้าเจียมเนื้อเจียมตัว สภาพของเพื่อนสนิทในตอนนี้ดูเหมือนเสือบาดเจ็บที่ต่อให้พยายามทำตัวดุร้ายแค่ไหน ก็ซ่อนแววหงุดหงิดรำคาญใจไว้ไม่มิด “กูเห็นรันเดินหน้าตาถมึงทึงออกจากห้องมึงไป... ไปทำอีท่าไหนอีกวะ ปากร้ายใส่เขาจนพังไม่เป็นท่าอีกแล้วล่ะสิ”
คิมหันต์ตวัดสายตาคมกริบมองเพื่อนสนิท “มึงว่างมากนักรึไงกรณ์ ถึงได้มาเดินตรวจงานหน้าห้องกู”
“กูไม่ได้ว่าง แต่กูเอาข้อมูลที่มึงวานให้ไปสืบมาให้ต่างหาก” กรณ์โยนแฟ้มเอกสารอีกชุดลงบนโต๊ะ ก่อนจะถอนหายใจยาวเหยียด “แล้วก็เลוףทำหน้าเหมือนหมาหวงก้างแต่ไม่กล้าเห่าสักทีเถอะวะ... ไอ้เรื่องเอกสารรั่วไหลเนี่ย ต้นตอจริงๆ มันไม่ได้มาจากรัน”
คิมหันต์ชะงัก แววตาคมปลาบจับจ้องไปที่เพื่อนสนิททันที “มึงว่ายังไงนะ?”
“กูเช็คกล้องวงจรปิดและระบบไอทีของบริษัทอย่างละเอียดแล้ว คนที่เข้าถึงไฟล์ลับในเซิร์ฟเวอร์ช่วงดึกไม่ใช่รัน... แต่เป็นเลขาฯ ของมีต่างหาก ที่แอบอخذคีย์การ์ดสำรองตอนที่รันลืมไว้ในห้องประชุมวันนั้นไปก๊อปปี้ข้อมูล” กรณ์ส่ายหัวเบาๆ “พูดง่ายๆ คือ... รันโดนใส่ร้าย เพื่อให้มึงกับน้องเขาทะเลาะกันเองไงล่ะ”
ความรู้สึกเหมือนถูกค้อนมหึมาทุบลงกลางศีรษะแล่นแปลบเข้ามาในอก คิมหันต์นิ่งอึ้ง สมองประมวลผลย้อนกลับไปยังคำพูดและท่าทีเย่อหยิ่งของตนเองเมื่อครู่ที่ผ่านมา ความซึนเดระและความปากร้ายที่เขาใช้เป็นเกราะป้องกันตัวมาตลอดชีวิต กลับกลายเป็นอาวุธย้อนกลับมาทิ่มแทงหัวใจของคนที่เขารักเข้าอย่างจัง
“เวรเอ้ย...” คิมหันต์สบถต่ำ เขาผุดลุกขึ้นจากเก้าอี้ทันทีด้วยความร้อนรน
ทว่าก่อนที่ร่างสูงจะทันได้ก้าวเท้าออกจากโต๊ะทำงาน ประตูห้องที่ปิดสนิทก็ถูกผลเปิดผางขึ้นอีกครั้งโดยไม่ต้องรอสัญญาณอนุญาต ร่างโปร่งบางของใครบางคนก้าวเข้ามาพร้อมกับรอยยิ้มเยือกเย็นที่เคลือบไว้ด้วยความมั่นใจเกินร้อย
“สวัสดีค่ะเฮียคิม... แหม ทำไมบรรยากาศในห้องถึงได้มาคุขนาดนี้ล่ะคะ” มีนก้าวเข้ามาหยุดอยู่กลางห้อง ดวงตากลมโตแพรพราวด้วยประกายเจ้าเล่ห์ “พอดีมีนมีเรื่องสำคัญเกี่ยวกับโปรเจกต์ใหญ่ที่อยากจะปรึกษาเฮียเป็นการส่วนตัวพอดี... หวังว่าเฮียคงจะยังไม่รีบไปไหนนะคะ”
คิมหันต์หยุดชะงัก ดวงตาคมดุหรี่ลงมองผู้หญิงที่ยืนอยู่ตรงหน้าด้วยรังสีอำมหิตที่แผ่พุ่งออกมาจนกรณ์ที่ยืนอยู่ข้างๆ ยังต้องถอยหลังก้าวหนึ่ง
---
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและสนับสนุนกันมาโดยตลอดนะครับ
สยบเฮียปากร้ายให้กลายร่างเป็นโบ้•ตอนที่ 24
รอยร้าวชั่วคราว
ผลงานโดย จอมยุทธ์เสื้อแพร
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (จอมยุทธ์เสื้อแพร)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สยบเฮียปากร้ายให้กลายร่างเป็นโบ้ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!