เสียงฟ้าร้องคำรามสนั่นจนกระจกหน้าต่างรถยุโรปคันหรูสั่นสะเทือน หยาดฝนเม็ดโตเริ่มเทกระหน่ำลงมาปิดกั้นทัศนวิสัยบนท้องถนนกรุงเทพฯ ในช่วงเวลาเร่งด่วนจนกลายเป็นทะเลสีเทาขนาดย่อม คิมหันต์ขยับมือเปลี่ยนเกียร์ด้วยความหงุดหงิด สันกรามคมสันขบเข้าหากันจนขึ้นสันนูน ขณะที่รถติดแหง็กอยู่บนทางด่วนยาวเหยียดราวกับไม่มีวันขยับ
บรรยากาศภายในห้องโดยสารอบอวลไปด้วยความเงียบงันที่น่าอึดอัด มีเพียงเสียงเม็ดฝนที่โหมกระหน่ำซัดสาดหลังคาเหล็กและเสียงลมหายใจผ่อนเข้าออกอย่างระaมระวังของคนข้างกาย
"ถ้าจะถอนหายใจดังขนาดนั้น ลงไปโบกแท็กซี่กลางสายฝนไหมล่ะรันต์" เสียงทุ้มต่ำติดจะเย้ยหยันดังขึ้นทำลายความเงียบ คิมหันต์เหลือบสายตามองร่างบางที่นั่งไขว่ห้างอยู่เบาะข้าง ๆ แววตาคมกริบฉายประกายความดื้อรั้นตามสไตล์ประธานหนุ่มปากร้าย
รันต์รวีหันขวับมามองค้อนทันที ดวงตากลมโตคู่สวยพราวระยับด้วยความไม่ยอมคน เธอเชิดคางขึ้นเล็กน้อยก่อนจะตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบแต่นิ่งสนิท
"ถ้าเฮียคิมขับรถแล้วหงุดหงิดจนพาลใส่คนอื่น รันต์ลงไปเดินกางร่มเองยังจะสบายใจกว่าต้องมานั่งฟังเสียงบ่นงึมงำเป็นคนแก่ใกล้ตายนะคะ... อ้อ ขอโทษทีค่ะ ลืมไปว่าเฮียยังหนุ่มแต่ใจแคบ"
"รันต์รวี!" คิมหันต์หันขวับมามองหน้าเธอทันที คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันจนแทบผูกเป็นปม มือหนาที่กำพวงมาลัยรถเผลออกแรงบีบแน่นขึ้นจนเส้นเลือดปูดโปน "ปากเก่งแบบนี้ทุกทีสิน่า เถียงคำไม่ตกฟาก เดี๋ยวก็จับโยนลงไปให้เปียกฝนซะหรอก"
"เชิญเลยค่ะ เปิดประตูตอนนี้เลยก็ได้ รันต์จะได้ไม่ต้องทนฟังเสียงคนซึนเดระแถวนี้บ่นให้ปวดประสาท" ดีไซเนอร์สาวลอยหน้าลอยตาตอบกลับอย่างไม่เกรงกลัว มือเรียวเอื้อมไปแตะที่เปิดประตูรถทำท่าจะผลักออกจริง ๆ จนคิมหันต์ต้องสบถเบา ๆ ในลำคอแล้วคว้าแขนเรียวรั้งไว้ด้วยความเร็ว
สัมผัสจากฝ่ามือหนาที่กุมข้อมือเธอไว้ร้อนผ่าวทะลุเนื้อผ้าเสื้อเชิ้ต รันต์รวีชะงักไปเล็กน้อย หัวใจเจ้ากรรมกระตุกวูบอย่างไม่ทันตั้งตัว เธอเงยหน้าขึ้นสบตากับเขาในระยะประชิด แสงไฟนีออนจากป้ายโฆษณาข้างทางที่สาดส่องผ่านกระจกเข้ามาในรถ ทำให้เห็นประกายความไหววูบในดวงตาคู่คมของประธานหนุ่มได้อย่างชัดเจน
ไม่มีใครยอมหลบตาใคร ระยะห่างระหว่างใบหน้าของทั้งคู่ลดลงเรื่อย ๆ โดยไม่รู้ตัว กลิ่นน้ำหอมผู้ชายเจือจางผสมกับความชื้นของบรรยากาศภายนอกทำให้บรรยากาศภายในรถเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ความเกรี้ยวกราดเมื่อครู่มลายหายไป เหลือเพียงแรงดึงดูดประหลาดที่ดึงรั้งหัวใจทั้งสองดวงให้เต้นระรัวในจังหวะเดียวกัน
คิมหันต์เป็นฝ่ายชะงัก สายตากวาดมองริมฝีปากอิ่มสีระเรื่อที่กำลังเผยอขึ้นเล็กน้อยอย่างเผลอไผล มือที่กุมข้อมือเธออยู่เปลี่ยนเป็นเลื่อนมากุมมือบางไว้แน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว น้ำเสียงที่เคยแข็งกร้าวเมื่อครู่หลงเหลือเพียงความทุ้มต่ำและแผ่วเบาราวกับกระซิบ
"ดื้อ... ทำไมถึงชอบทำให้หงุดหงิดนักนะรันต์"
"รันต์ไม่ได้ดื้อ เฮียต่างหากที่หาเรื่องก่อน" เสียงของเธอเบาลงกว่าเดิมเล็กน้อย ความแข็งกร้าวเมื่อครู่ถูกแทนที่ด้วยความสั่นไหวบางเบาที่ซ่อนอยู่ภายใน เมื่อปลายนิ้วอุ่นจัดของเขาค่อย ๆ ไล้ผ่านหลังมือเธออย่างแผ่วเบาราวกับลืมตัว
"รู้ไหมว่าตอนที่เห็นมีนมันเดินเข้ามาคุยกับเธอที่งานเลี้ยงวันนั้น... รู้สึกยังไงบ้าง" คิมหันต์เอ่ยถามออกมาตรง ๆ น้ำเสียงจริงจังจนรันต์รวีต้องนิ่งงัน ดวงตาคู่คมจ้องลึกเข้ามาในดวงตาของเธอราวกับต้องการค้นหาความจริงบางอย่าง "ฉันไม่ใช่คนใจกว้างนะรันต์... เวลาเห็นใครมาทำท่าทางสนิทสนมกับเธอ มันหงุดหงิดจนแทบคลั่ง รู้ตัวบ้างไหม"
คำสารภาพที่หลุดออกมาจากริมฝีปากของคนที่ขึ้นชื่อว่าปากแข็งที่สุดในสามโลกทำเอารันต์รวีพูดไม่ออก สมองขาวโพลนไปชั่วขณะ หัวใจเต้นแรงจนแทบจะทะลุออกมานอกอก เธอมองใบหน้าคมคายที่ตอนนี้ไม่มีคราบความเย่อหยิ่งหลงเหลืออยู่เลย มีเพียงความจริงจังและความเว้าวอนที่ถูกซ่อนไว้ภายใต้ความซึนเดระ
"เฮีย... พูดบ้าอะไรเนี่ย" เธอเบือนหน้าหนีเล็กน้อยเพื่อซ่อนรอยยิ้มที่กำลังระบายอยู่บน
ใบหน้า พยายามควบคุมน้ำเสียงให้เป็นปกติที่สุด "ไหนบอกว่าไม่ชอบไงคะ เห็นควงคนนั้นคนนี้ออกงานไม่ซ้ำหน้า..."
"นั่นมันข่าวโคมลอยทั้งนั้น!" คิมหันต์รีบสวนกลับทันที น้ำเสียงร้อนรนจนผิดวิสัย "ฉันไม่เคยสนใจใครจริง ๆ จัง ๆ สักคน... ยกเว้นเธอก็รู้อยู่แก่ใจ รันต์รวี"
ประโยคสุดท้ายถูกเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มลึกและจริงจัง ดวงตาคมกราบกรานมองใบหน้าหวานที่ไม่กล้าสบตาตรง ๆ มือหนาข้างหนึ่งเอื้อมขึ้นเกลี่ยปอยผมที่ตกลงมาคลอเคลียข้างแก้มเนียนอย่างเบามือ สัมผัสนั้นอ่อนโยนเสียจนหัวใจของหญิงสาวสั่นไหวอย่างรุนแรง
ท่ามกลางสายฝนที่ยังคงกระหน่ำซัดสาดอยู่นอกตัวรถ โลกทั้งใบเหมือนจะหยุดหมุนเหลือเพียงคนสองคนที่นั่งสบตากันในพื้นที่แคบ ๆ คิมหันต์เคลื่อนใบหน้าเข้าไปใกล้เรื่อย ๆ ลมหายใจอุ่นร้อนรินรดอยู่ใกล้ชิดจนรับรู้ถึงกันและกัน รันต์รวีหลับตาลงช้า ๆ หัวใจเต้นระรัวราวกับกลองเพล เธอกำลังจะพ่ายแพ้ให้กับความคลั่งรักที่ถูกห่อหุ้มด้วยปากร้าย ๆ ของผู้ชายคนนี้อย่างราบคาบ
ทว่า...
*ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!*
เสียงเคาะกระจกตู้กระจกฝั่งคนขับดังขึ้นกะทันหันราวกับสายฟ้าฟาดกลางวันแสก ๆ ทำเอาทั้งคู่สะดุ้งสุดตัวผละออกจากกันแทบไม่ทัน คิมหันต์ขมวดคิ้วด้วยความหัวเสียอย่างถึงที่สุด นัยน์ตาคมกริบหันขวับไปมองนอกหน้าต่างด้วยความหงุดหงิดที่พุ่งทะลุขีด
ภาพที่สะท้อนผ่านกระจกฝั่งคนขับท่ามกลางสายฝน คือร่างสูงโปรดของ "กรณ์" เพื่อนสนิทตัวแสบที่กำลังยืนกางร่มเปียกปอนอยู่ข้างรถ พร้อมกับรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ที่ส่งเข้ามาผ่านกระจกใส ก่อนที่กรณ์จะเอ่ยปากพูดอะไรบางอย่างที่ทำให้คิมหันต์อยากจะขับรถถอยหลังชนมันให้รู้แล้วรู้รอด
"เฮียคิม! เปิดกระจกหน่อยเว้ย พอดีกูมีเรื่องด่วน... อ้าว ชิบหาย กูมาขัดจังหวะอะไรมึงป่ะเนี่ย?"
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ติดตามและร่วมเดินทางไปกับความซึนของเฮียคิมกันมาจนถึงตอนนี้ครับ
"จอมยุทธ์เสื้อแพร"
สยบเฮียปากร้ายให้กลายร่างเป็นโบ้•ตอนที่ 14
ฝนตก รถติด และหัวใจเต้นแรง
ผลงานโดย จอมยุทธ์เสื้อแพร
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (จอมยุทธ์เสื้อแพร)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สยบเฮียปากร้ายให้กลายร่างเป็นโบ้ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!