“รัน... เธอแน่ใจนะว่ารู้จัก ‘เฮีย’ ของเธอดีพอแล้ว?”
ประโยคคำถามท้าทายพร้อมรอยยิ้มพึงพอใจของมีนยังคงก้องกังวานอยู่ในห้องทำงานส่วนตัว แฟ้มเอกสารในมือของเธอถูกวางกระแทกเบาๆ ลงบนโต๊ะกระจกใส เสียงนั้นเปรียบเสมือนก้อนหินที่ถูกโยนลงไปในผืนน้ำนิ่งสนิท สร้างแรงกระเพื่อมเป็นวงกว้างจนคนฟังต้องชะงัก
รันต์รวีไม่ได้แสดงอาการตื่นตระหนกอย่างที่อีกฝ่ายวาดหวัง ดวงตากลมโตคู่สวยหรี่ลงเล็กน้อย ประเมินสถานการณ์ด้วยความนิ่งสงบ เธอไม่ใช่ผู้หญิงที่จะยอมตกเป็นเบี้ยล่างให้ใครมาปั่นหัวได้ง่ายๆ ยิ่งเป็นเรื่องของคิมหันต์ด้วยแล้ว เธอยิ่งต้องใช้สติมากกว่าอารมณ์
“ถ้าฉันไม่แน่ใจ คงไม่ยืนอยู่ตรงนี้หรอกค่ะคุณมีน” รันตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าเฉียบคมบาดลึก รอยยิ้มมุมปากของเธอบ่งบอกถึงความไม่เกรงกลัว “แต่ถ้าคุณมีนมี ‘หลักฐาน’ อะไรที่คิดว่าจะสั่นคลอนความสัมพันธ์ของเราได้ ก็เชิญเปิดมันออกมาเลยดีกว่าค่ะ ไม่ต้องลีลาให้เสียเวลา”
มีนแค่นหัวเราะในลำคอ ดวงตาคู่นั้นฉายแววสะใจ “ปากเก่งดีนี่... หวังว่าพอเห็นเอกสารในนี้แล้ว เธอยังจะรักษาความมั่นใจแบบนี้เอาไว้ได้นะ”
รันไม่รอช้า เธอเอื้อมมือไปหยิบแฟ้มเอกสารนั้นขึ้นมาเปิดดูทันที สายตากวาดมองตัวอักษรและภาพถ่ายที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้าอย่างรวดเร็ว บรรยากาศภายในห้องเงียบงันลงชั่วขณะ มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศที่ทำงานเบาๆ ทว่าหัวใจของหญิงสาวกลับเต้นระรัวด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย ทั้งประหลาดใจ ขบขัน และ... ความโล่งอกอย่างบอกไม่ถูก
ในแฟ้มนั้นคือเอกสารสัญญาเก่าฉบับหนึ่ง พร้อมภาพถ่ายการเจรจาระหว่างคิมหันต์กับพาร์ทเนอร์ธุรกิจรายใหญ่เมื่อหลายเดือนก่อน ซึ่งมีเงื่อนไขบางอย่างที่ดูเหมือนมีนจะพยายามตีความให้มันกลายเป็น "ข้อผูกมัดทางใจ" หรือหลักฐานว่าคิมหันต์เคยมีพันธะบางอย่างที่ไม่เคยบอกเธอ
“เห็นหรือยัง? ผู้ชายที่คุณไว้ใจนักหนา เขาเคยมีข้อแลกเปลี่ยน...” มีนเริ่มเปิดฉากโจมตีทันทีที่เห็นสีหน้าของรันเปลี่ยนไป “เขาไม่ได้รักเธอจริงหรอกรัน เขาแค่...”
“แค่ทำตามหน้าที่ของนักธุรกิจผู้รอบคอบใช่ไหมคะ?” รันพูดแทรกขึ้นมาด้วยน้ำเสียงนิ่งสนิม เธอปิดแฟ้มเอกสารลงช้าๆ แล้วเงยหน้าขึ้นสบตากับมีนตรงๆ แววตาไม่มีความหวาดหวั่นแม้แต่น้อย มีแต่ความรำคาญใจเสียมากกว่า
มีนชะงัก “เธอ... ว่าอะไรนะ?”
“คุณมีนคะ” รันถอนหายใจเบาๆ ราวกับกำลังเอ็นดูเด็กน้อยที่กำลังเล่นขายของ “นี่คุณอุตส่าห์ไปคุ้ยหาเอกสารเก่าเก็บพวกนี้มา เพื่อจะบอกว่าเฮียคิมเคยทำสัญญาธุรกิจที่พ่วงเรื่องผลประโยชน์เอาไว้เนี่ยนะ? ตลกจังค่ะ คุณคิดว่าฉันกับเฮียคิมรู้จักกันแค่ผิวเผินเหรอ ถึงได้ไม่รู้ว่าผู้ชายคนนั้นแยกแยะเรื่องงานกับเรื่องส่วนตัวเก่งยิ่งกว่าอะไร”
“แต่นั่นมันหมายถึงอนาคตของเธอนะ! เธอกำลังเป็นแค่หมากตัวหนึ่งในเกมของเขา!”
“หมากเหรอคะ?” เสียงหัวเราะเบาๆ ดังลอดริมฝีปากของดีไซเนอร์สาว “คนที่กำลังดิ้นรนอยู่ในเกมที่ตัวเองไม่ได้ถูกเชิญ น่าจะเป็นคุณมากกว่านะมีน กลับไปทบทวนดูใหม่เถอะค่ะว่าการเอาเอกสารหมดอายุมาขู่คนอื่นเนี่ย มันดูสิ้นคิดขนาดไหน”
“เธอ! รันต์รวี!” มีนหน้าเสีย สีหน้าบิดเบี้ยวด้วยความโกรธจัดที่แผนการพังไม่เป็นท่า “อย่ามาปากดีให้มากนักเลย สักวันเธอก็จะโดนเขี่ยทิ้งเหมือนคนอื่นๆ!”
“เชิญคุณมีนกลับไปรอวันนั้นตามสบายนะคะ พอดีว่าตอนนี้... ฉันมีธุระต้องเคลียร์กับ ‘เจ้าของเกม’ ตัวจริงซะหน่อยแล้ว”
รันปรายตามองไปที่ประตูกระจกฝ้าที่เชื่อมไปยังห้องทำงานด้านใน ซึ่งเงาตะคุ่มของร่างสูงใหญ่คุ้นเคยกำลังยืนนิ่งสนิทอยู่ที่นั่นมาสักพักแล้ว คิมหันต์ไม่ได้เปิดประตูออกมาทันที แต่การยืนฟังเงียบๆ ของเขาทำให้รันรู้ว่า... เขาได้ยินทุกคำสนทนา
มีนหันไปมองตามสายตาของรัน ก่อนจะพบกับเงาของประธานหนุ่ม เธอกัดริมฝีปากด้วยความเจ็บใจ สะบัดหน้าหนีแล้วเดินกระแทกส้นเท้าออกไปจากห้องอย่างหัวเสีย ทิ้งให้บรรยากาศภายในห้องตกอยู่ในความเงียบงันอีกครั้ง
ประตูห้องทำงานเปิดผัวะออกทันทีโดยฝีมือของคนตัวโตที่ยืนฟังอยู่นาน คิมหันต์ก้าวฉับๆ เข้ามาในห้อง ใบหน้าหล่อเหลาบึ้งตึง ดวงตาคมกริบฉายแววคุกกรุ่นจนน่ากลัว แต่หากสังเกตให้ดี จะเห็นร่องรอยของความโล่งอกและประกายความอ่อนโยนบางเบาที่ซ่อนอยู่เบื้องลึก
“ใครอนุญาตให้เธอไล่คนอื่นออกไปเองแบบนั้น?” เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงหงุดหงิดตามสไตล์คนปากร้าย “แล้วนั่น... ไปเอาความมั่นใจมาจากไหน ถึงได้กล้าไปต่อปากต่อคำกับคนแบบนั้นหัดห่วงตัวเองซะบ้างสิรัน”
รันวางแฟ้มเอกสารลงบนโต๊ะอย่างไม่ใส่ใจ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองชายหนุ่มที่ยืนกอดอกทำหน้ายักษ์อยู่ตรงหน้า เธออมยิ้มบางๆ แล้วลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ก้าวเข้าไปประชิดตัวร่างสูงจนคิมหันต์ต้องชะงัก ถอยหลังไปครึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว
“เป็นห่วงฉันเหรอคะเฮีย?” รันเอียงคอถาม ดวงตาพราวระยับด้วยความสนุกสนาน
“ใครเป็นห่วงเธอ อย่ามาหลงตัวเองรันต์รวี” คิมหันต์รีบปฏิเสธเสียงแข็ง ใบหน้าหล่อเหลาเบือนหนีไปทางอื่นเพื่อซ่อนรอยแดงเรื่อที่ลามขึ้นมาถึงใบหู “ฉันแค่กลัวว่าถ้าเธอโดนยัยนั่นเป่าหูจนโง่ขึ้นมา บริษัทฉันจะเสียชื่อเสียงที่มีดีไซเนอร์สติไม่ดีทำงานอยู่ต่างหาก”
“ปากแข็งจริงนะคะ...” รันยื่นมือไปจับชายเสื้อสูทของเขาเบาๆ นิ้วเรียวเกี่ย1ปรายผ้าเล่นอย่างถือวิสาสะ “เมื่อกี้ก็ได้ยินหมดแล้วไม่ใช่เหรอคะ ทำไม ถึงยังต้องฟอร์มจัดอยู่อีก”
คิมหันต์ก้มมองมือเล็กที่กำลังซุกซนบนเสื้อของตน หัวใจกระหน่ำเต้นรัวจนน่ารำคาญ ร่างสูงถอนหายใจยาวเหยียด ยอมแพ้ให้กับความดื้อรั้นและสายตาที่รู้ทันของหญิงสาว มือหนาเอื้อมไปคว้าข้อมือเล็กนั้นไว้ ก่อนจะดึงรั้งร่างบางให้เข้ามาประชิดตัวจนแทบไม่มีช่องว่าง
ความอบอุ่นแผ่ซ่านมาจากอ้อมกอดที่ไม่ได้ตั้งใจ คิมหันต์ก้มมองลงมา สบตากับดวงตากลมโตที่สะท้อนเงาของเขาอยู่ข้างใน น้ำเสียงที่เคยแข็งกระด้างเปลี่ยนเป็นนุ่มนวลขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเอ่ยประโยคต่อมา
“สัญญาบ้าบออะไรนั่น... มันเป็นเรื่องของอดีตตอนที่ฉันยังไม่รู้จักเธอดูแลตัวเองดีๆ สักวันไม่ได้หรือไง ทำไมต้องทำตัวให้ฉันเป็นห่วงอยู่เรื่อย”
“ก็เพราะรู้ว่าเฮียปากร้ายแต่ใจดีน่ะสิคะ ถึงกล้า” รันตอบเสียงหวาน แววตาส2สว่างไสว “อีกอย่าง... ตอนนี้เราไม่ได้อยู่ในสถานะ ‘นายจ้างกับลูกจ้าง’ หรือ ‘คู่สัญญา’ กันแล้วไม่ใช่เหรอคะเฮีย? แล้วตกลง... ตอนนี้เราอยู่ในสถานะอะไรกันแน่ล่ะคะ?”
คำถามนั้นตรงประเด็นจนคิมหันต์ชะงัก ปากหนาเม้มเข้าหากันเล็กน้อย ความซึนเดระที่เคยมีหายไปเกือบหมด เหลือเพียงความจริงจังและความคลั่งรักที่เก็บซ่อนไว้ไม่มิด
“เธอนี่นะ...” คิมหันต์พึมพำเสียงเบา มือหนาเลื่อนขึ้นไปเกลี่ยปอยผมที่ตกลงมาปรกแก้มเนียนแผ่วเบา สัมผัสนั้นอ่อนโยนจนรันใจเต้นไม่เป็นจังหวะ “ยังต้องให้พูดใหม่อีกเหรอ ว่าเธอเป็น...”
ก๊อกๆๆ!
เสียงเคาะประตูดังขึ้นขัดจังหวะอย่างไม่รู้กาลเทศะ ตามด้วยการผลักเข้ามาพรวดเดียวโดยไม่ต้องรออนุญาต
“เฮียคิม! แย่แล้วเว้ย เรื่องใหญ่ว...”
กรณ์ พื่อนสนิทตัวแสบชะงักกึกทันทีเมื่อเห็นภาพตรงหน้า ร่างของคิมหันต์ที่กำลังโอบกอดรันไว้อย่างแนบแน่น ระยะห่างระหว่างใบหน้าของทั้งคู่เหลือเพียงแค่คืบเดียว บรรยากาศหวานซึ้งเมื่อครู่พังทลายลงในพริบตา
คิมหันต์ตวัดสายตาดุราวกับจะกินเลือดกินเนื้อไปที่เพื่อนสนิท รังสีอำมหิตแผ่กระจายออกมาจนกรณ์ต้องกลืนน้ำลายเอื้อมมือเกาหัวแกรกๆ ด้วยความเก้อเขิน
“เอ่อ... กูขัดจังหวะอะไรมึงหรือเปล่าเนี่ย? คือแบบ... พอดีกูมีเรื่องด่วนจริงๆ ว่ะ” กรณ์ทำหน้าแห้ง
รันรีบผละออกจากอ้อมแขนของคิมหันต์ด้วยความเขินอาย ใบหน้าเนียนขึ้นสีแดงระเรื่อ เธอจัดเสื้อผ้าให้เรียบร้อยแล้วส่งค้อนวงใหญ่ให้ประธานหนุ่มที่ยังทำหน้าหงุดหงิดไม่เลิก
“มีอะไรก็ว่ามากรณ์ ถ้าเรื่องไม่คอขาดบาดตาย ฉันจะไล่ออกทั้งคู่” คิมหันต์เค้นเสียงลอดไรฟันด้วยความหัวเสีย
กรณ์ทำหน้าเครียดขึ้นมาทันที บรรยากาศในห้องเปลี่ยนจากสีชมพูเป็นความตึงเครียดขึ้นมาในเสี้ยววินาที “ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ แล้วว่ะเฮีย... ตอนนี้มีคลิปเสียงสัมภาษณ์ของการเซ็นสัญญาเมื่อปีที่แล้วหลุดออกไปในโลกออนไลน์แล้ว แถมในนั้นมีเสียงของเฮียที่กำลังพูดถึงโปรเจกต์ลับของรันด้วย!”
รันชะงัก หันขวับไปมองหน้าคิมหันต์ทันที ดวงตาคมกริบของชายหนุ่มไหววูบลงเล็กน้อย ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นความเย็นชาที่น่ากลัวที่สุดเท่าที่เธอเคยเห็นมา
ขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและร่วมเดินทางมาด้วยกันเสมอนะครับ
สยบเฮียปากร้ายให้กลายร่างเป็นโบ้•ตอนที่ 29
สถานะใหม่
ผลงานโดย จอมยุทธ์เสื้อแพร
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (จอมยุทธ์เสื้อแพร)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สยบเฮียปากร้ายให้กลายร่างเป็นโบ้ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!