"ถ้าคุณยังเดินมาสะดุดขาตัวเองแล้วล้มทับผมอีกรอบ ผมจะคิดว่าคุณจงใจหาเศษหาเลยกับผมแล้วนะครับ คุณรันต์รวี"
น้ำเสียงทุ้มต่ำติดจะเย้าแหย่แต่แฝงความหงุดหงิดระคนเอ็นดูดังขึ้นชิดริมหู ร่างสูงใหญ่ของคิมหันต์ในชุดสูทสีเทาชาร์โคลสั่งตัดพิเศษกำลังตรึงร่างบางของรันเอาไว้ด้วยวงแขนแข็งแกร่งอย่างเลี่ยงไม่ได้
เหตุการณ์ก่อนหน้าเพิ่งผ่านไปไม่ถึงสามนาทีด้วยซ้ำ จากความชุลมุนในห้องประชุมใหญ่ที่เอกสารงานดีไซน์ล็อตสุดท้ายเกือบจะปลิวว่อนเพราะแรงลมจากเครื่องปรับอากาศตัวใหญ่ รันที่ก้าวเข้าไปคว้าแฟ้มงานไว้จึงเสียหลักถอยหลังสะดุดเข้ากับขาเก้าอี้ และถ้าไม่ได้อ้อมแขนของประธานหนุ่มปากร้ายที่ยืนอยู่ใกล้กันคว้าเอวบางเอาไว้ทัน ป่านนี้หัวทุยๆ ของเธอบนศีรษะคงได้ไปโขกกับมุมโต๊ะกระจกนิรภัยจนโนปูดไปแล้ว
แต่ปัญหาในเวลานี้ไม่ใช่เรื่องอุบัติเหตุ... แต่มันคือระยะห่างระหว่างใบหน้าต่างหาก
รันเม้มริมฝีปากแน่น ดวงตากลมโตฉายแววพยศขึ้นมาทันทีเมื่อรู้ว่าตอนนี้สถานการณ์ของเธอล่อแหลมแค่ไหน แผ่นหลังของเธอแนบชิดติดกับอกแกร่งที่สะท้อนขึ้นลงตามจังหวะการหายใจ มือบางที่พยายามยันแผงอกอีกฝ่ายไว้รับรู้ได้ถึงความแน่นกระชับของกล้ามเนื้อใต้ร่มผ้าได้อย่างชัดเจน ขณะที่มือข้างหนึ่งของคิมหันต์ยังคงโอบประคองเอวคอดของเธอไว้มั่น ราวกับกลัวว่าหากปล่อยมือเพียงนิดเดียว หญิงสาวจะร่วงหล่นลงไปกองกับพื้นจริงๆ
"ปล่อยฉันได้แล้วค่ะ... เอ๊ย! ปล่อยฉันได้แล้วครับ ประธานคิม" รันเกือบหลุดสรรพนามคุ้นชินออกไปเสียแล้ว ดีที่ไหวตัวทันรีบเปลี่ยนคำลงท้ายแทบไม่ทัน แต่ความลนลานเล็กน้อยนั้นกลับไม่รอดพ้นสายตาคมกริบของคนตัวสูงที่ก้มมองลงมาพอดี
"หืม? เมื่อกี้คุณเกือบหลุดคำว่า 'ค่ะ' ออกมาแล้วนะครับ หรือจริงๆ แล้วคุณอยากอ้อนผมกันแน่ หึ..." คิมหันต์แค่นหัวเราะในลำคอ นัยน์ตาคมพราวระยับด้วยประกายความเจ้าเล่ห์ที่นานๆ ทีจะได้เห็น ปากร้ายๆ ที่ชอบพ่นวาจาเชือดเฉือนใส่เธอบ่อยครั้งในยามปกติ ตอนนี้กลับยกยิ้มมุมปากอย่างเหนือกว่า ยิ่งแกล้งก้มใบหน้าลงมาใกล้จนปลายจมูกแทบจะชนกัน รันก็ยิ่งรู้สึกว่าอากาศในห้องประชุมนี้ช่างเบาบางลงทุกที
"ใครอยากอ้อนคุณกัน ทุเรศที่สุด! ปล่อยได้แล้ว ฉันยืนเองได้" รันเชิดหน้าขึ้นเถียงทันควัน ดวงตาคู่สวยตวัดมองค้อนวงค้อนใหญ่เพื่อกลบเกลื่อนความร้อนผ่าวที่แล่นริ้วขึ้นมาถึงใบหู ร่างกายของเธอยังคงถูกกักขังอยู่ในอ้อมแขนเขา ยิ่งดิ้น ยิ่งขยับ ตัวเธอก็ยิ่งเบียดชิดติดกับเขามากขึ้น จนได้กลิ่นน้ำหอมผู้ชายเจือจางผสมกับกลิ่นกายสะอาดสะอ้านที่ชวนให้ใจเต้นผิดจังหวะ
"ปากเก่งจังนะครับ... เวลาตกอยู่ในสถานการณ์แบบนี้"
คิมหันต์กระซิบแผ่วเบา เสียงทุ้มต่ำนั้นดังอยู่ใกล้เสียจนทำให้ขนลุกซู่ไปทั้งแผ่นหลัง นิ้วเรียวยาวที่โอบเอวเธออยู่กระชับแน่นขึ้นโดยอัตโนมัติ ราวกับสัญชาตญาณดิบในตัวชายหนุ่มกำลังสั่งให้เขาทำเช่นนั้น ดวงตาคมเข้มเลื่อนลงมองริมฝีปากอิ่มที่กำลังขยับเถียงเขาฉอดๆ ก่อนจะสะดุดเข้ากับรอยเปื้อนหมึกสีน้ำเงินจางๆ ที่เลอะอยู่บนปกเสื้อสูทด้านซ้ายของเขา ซึ่งเกิดจากการที่รันถือปากกาแล้วเผลอไปป้ายโดนเมื่อครู่
แต่ในสายตาของคนอื่น... มันกลับดูคล้ายร่องแสดงความเป็นเจ้าของเสียมากกว่า
รันชะงักไปเมื่อเห็นสายตาของเขาเปลี่ยนไปวบหนึ่ง ความเงียบเข้าปกคลุมพื้นที่ระหว่างพวกเขาสองคนชั่วขณะ เสียงเครื่องปรับอากาศที่เคยดังฮัมในห้องกลับกลายเป็นเบาหวิว ราวกับโลกทั้งใบถูกย่อส่วนเหลือเพียงแค่คนตรงหน้า ไดอะล็อกโต้เถียงที่เคยเตรียมไว้ในหัวพลันมลายหายสิ้น เหลือเพียงจังหวะการเต้นของหัวใจที่ดังตึ้กตั้กแข่งกันจนน่าอาย
เคมีที่เคยผลักไส กลับดึงดูดเข้าหากันอย่างรุนแรงโดยไม่ทันตั้งตัว
รันกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก เธอยกมือขึ้นตั้งใจจะดันอกเขาให้ออกห่าง แต่ปลายนิ้วกลับไปแตะโดนรอยเปื้อนหมึกบนเสื้อสูทของเขาพอดี ทำให้นิ้วของเธอต้องหยุดชะงักอยู่ตรงหน้าอกแกร่งนั้น คิมหันต์เองก็ก้มมองมือนุ่มที่วางอยู่บนอกเสื้อของเขา ดวงตาคมกริบอ่อนแสงลงอย่างเห็นได้ชัด ความซึนเดระที่เคยพกมาเต็มร้อยเริ่มสั่นคลอนเมื่อความรู้สึกบางอย่างที่ซ่อนไว้ลึกก้นบึ้งหัวใจกำลังเรียกร้อง
"เอ่อ... เสื้อคุณ... เลอะหมึกน่ะ" รันหาเสียงตัวเองเจอ เธอกระซิบบอกเสียงเบา หางเสียงสั่นพร่าเล็กน้อยอย่างไม่เป็นตัวของตัวเอง
"ช่างมันประไร..." คิมหันต์ตอบเสียงพร่า สายตาไม่ได้มองรอยเปื้อนบนเสื้อสูทอีกต่อไป หากแต่เลื่อนขึ้นสบกับดวงตากลมโตคู่สวยที่ฉายแววหวั่นไหวอย่างปิดไม่มิด "สนใจแต่เรื่องตรงนี้ดีกว่า... ว่าหัวใจคุณตอนนี้เต้นแรงกี่ครั้งต่อนาทีแล้วครับ รันต์รวี"
คำพูดหยอกเย้าแกُمเอาแต่ใจนั้นทำให้รันหน้าแดงแจ๋ เธอเม้มปากแน่น หัวใจเต้นโครมครามจนกลัวว่าอีกฝ่ายจะได้ยินเสียงมัน ร่างบางพยายามจะผละถอยหลังอีกครั้ง ทว่าคิมหันต์กลับไม่มีทีท่าว่าจะปล่อย เขายิ่งกระชับวงแขนให้แน่นขึ้น ใบหน้าคมคายโน้มต่ำลงมาเรื่อยๆ ราวกับแรงโน้มถ่วงของโลกกำลังดึงดูดให้พวกเขาเข้าหากัน ระยะห่างลดลงเรื่อยๆ จนลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดแก้มกันและกัน ปลายจมูกแทบจะสัมผัสกันอยู่รอมร่อ
รันหลับตาลงพริบตาหนึ่งเพื่อตั้งสติ เตรียมจะเอ่ยปากด่ากราดเรียกสติคนฉวยโอกาส แต่ทว่า...
*แอ๊ด...*
เสียงเปิดประตูห้องประชุมดังขึ้นกะทันหัน พร้อมกับร่างสูงโปรดของ 'กรณ์' เพื่อนสนิทและหุ้นส่วนหนุ่มที่เดินพรวดพราดเข้ามาโดยไม่เคาะประตู พร้อมกับเอกสารกองโตในมือ
"เฮ้ย! ไอ้น้องคิม เอกสารล็อตใหม่จากทางพาร์ทเนอร์... อุ๊פס!"
กรณ์ชะתกฝีเท้ากึก ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกใจจนแทบถลնออกนอกเบ้า เมื่อเห็นภาพประธานหนุ่มผู้แสนเย็นชาและถือตัว กำลังยืนกอดรัดฟัดเหวี่ยงกับดีไซเนอร์สาวคนเก่งในระยะประชิด ชนิดที่เรียกว่าถ้าขยับอีกนิดเดียวคงได้แลกจูบกันโชว์กลางห้องประชุมแล้ว
คิมหันต์หน้าตึงขึ้นทันที ความโรแมนติกและเคมีที่กำลังก่อตัวพังทลายลงในพริบตา ร่างสูงรีบปล่อยมือออกจากเอวบางของรันอย่างเสียดาย ก่อนจะหันไปถลึงตาใส่เพื่อนสนิทด้วยแววตาที่แทบจะกินเลือดกินเนื้อ
รันฉวยโอกาสจังหวะชุลมุนนั้น ผละถอยหลังกรูดออกไปยืนห่างสามเมตร ใบหน้าแดงก่ำลามไปถึงใบหู เธอยกมือขึ้นจัดเสื้อผ้าตัวเองให้เรียบร้อยอย่างลนลาน พร้อมกับค้อนใส่คิมหันต์วงใหญ่ด้วยความหมั่นไส้ระคนเขินอาย
"เอ่อ... กูขัดจังหวะอะไรมึงหรือเปล่าพอดีวะ?" กรณ์กะพริบตาปริบๆ รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ผุดขึ้นที่มุมปากทันทีที่สมองประมวลผลภาพเมื่อครู่ได้ "อุ๊บส์... ขอโทษที พอดีกูกะเวลาคลาดเคลื่อนไปหน่อย นึกว่ามึงจะเคลียร์งาน ไม่นึกว่าจะเคลียร์... อย่างอื่น"
"ไอ้กรณ์!" คิมหันต์เค้นเสียงลอดไรฟันด้วยความหงุดหงิดสุดขีด ใบหน้าหล่อเหลาบึ้งตึงสนิท "มึงอยากตายคาห้องประชุมนี้ใช่ไหม หะ!"
"ใจเย็นเพื่อน กูแค่นเอาเอกสารมาส่ง..." กรณ์ทำท่าชูมือยอมแพ้ แต่รอยยิ้มนี่สิชวนให้น่าโดนบาทาเหลือเกิน ก่อนที่เขาจะหันไปส่งยิ้มกรุ้มกริ่มให้รันที่ยืนหน้าแดงอยู่มุมห้อง "สู้ๆ นะครับคุณรัน สงสัยงานนี้เฮียคิมของเราคงต้องซักเสื้อสูทตัวนี้เก็บไว้บูชาแน่ๆ เลย เพราะมี... รอยเปื้อนพิเศษ"
พูดจบ กรณ์ก็วางกองเอกสารลงบนโต๊ะแล้วหมุนตัวเดินลิ่วออกจากห้องไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งให้บรรยากาศในห้องประชุมกลับมาเงียบกริบอีกครั้ง ทว่าความอึดอัดแบบเดิมถูกแทนที่ด้วยความกรุ่นไอความเขินอายที่ลอยฟุ้งอยู่ในอากาศ
รันไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าสบตาคนตัวสูงที่ยืนหน้าบึ้งอยู่ตรงนั้น เธอคว้าแฟ้มงานของตัวเองขึ้นมาถือไว้แน่น เตรียมจะก้าวขาเดินหนีออกจากห้องให้เร็วที่สุด
"เดี๋ยวก่อนครับ..." เสียงทุ้มต่ำเอ่ยรั้งไว้
รันชะงักเท้า แต่ยังไม่ยอมหันกลับไปมอง "อะไรอีกคะ... ประธานคิม"
"เย็นนี้..." คิมหันต์เว้นจังหวะไปชั่วครู่ น้ำเสียงที่เอמהออกมาไม่ได้มีความแข็งกร้าวเหมือนทุกที แต่กลับมีความลังเลเจืออยู่จางๆ "อยู่เคลียร์งานโปรเจกต์ใหม่ด้วยกันต่อ... ผมมีเรื่อง 'สำคัญ' ที่ต้องคุยกับคุณตัวต่อตัว"
--------------------------------------------------
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่แวะเวียนมาสนับสนุนและติดตามตอนนี้นะครับ ขอให้มีความสุขกับการอ่านนิยายเรื่องนี้นะครับ
สยบเฮียปากร้ายให้กลายร่างเป็นโบ้•ตอนที่ 6
รอยเปื้อนบนเสื้อสูท
ผลงานโดย จอมยุทธ์เสื้อแพร
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (จอมยุทธ์เสื้อแพร)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สยบเฮียปากร้ายให้กลายร่างเป็นโบ้ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!