กลิ่นอายจางๆ ของสนิมเหล็กและสมุนไพรป่าคละคลุ้งอยู่ภายในห้องพักแรมขนาดกะทัดรัด แสงสีส้มอบอุ่นจากตะเกียงมานาบนโต๊ะไม้ทอดเงาสะท้อนยาวของคนทั้งสองไปบนผนังหิน คริสกำลังใช้ผ้าเนื้อหยาบเช็ดคราบเขม่าสีดำออกจากค้อนตีเหล็กคู่ใจอย่างเงียบเชียบ ทว่าจังหวะการขัดถูที่เคยสม่ำเสมอกลับสะดุดลงเล็กน้อย เมื่อหางตาเหลือบไปเห็นร่างเพรียวบางของเซร่าที่นั่งกอดเข่าอยู่ริมหน้าต่างบานแคบ
ภายนอกนั้น ทะเลหมึกยามราตรีของเขตแดนรกร้างแผ่ขยายไพศาล ความเงียบงันปกคลุมจนได้ยินเสียงลมหายใจสม่ำเสมอ
"ถ้าจะมองจนค้อนเล่มนี้ทะลุเป็นรู เธอน่าจะไปช่วยฉันหลอมแร่ไททาเนียมเมื่อตอนกลางวันน่าจะดีกว่านะครับ เซร่า" คริสเอ่ยทำลายความเงียบขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบตามเคย แต่แฝงความหยอกเย้าไว้จางๆ เพื่อกลบเกลื่อนบรรยากาศที่เริ่มจะเงียบงันจนเกินไป
เซร่าไม่ตอบทันที เธอยังคงเหม่อมองออกไปเบื้องนอก ปล่อยให้เส้นผมสีเงินยวงยาวสลวยสะท้อนกับแสงไฟอ่อนๆ ดวงตาสีไพลินคู่สวยไหววูบคล้ายกำลังชั่งใจอะไรบางอย่าง ก่อนที่ริมฝีปากบางเฉียบจะเม้มเข้าหากันเล็กน้อยราวกับตัดสินใจได้แล้ว
"นายรู้อะไรไหม... คริส" เสียงหวานใสแต่ติดจะแหบพร่าเอ่ยขึ้นเบื้องต่ำ "สำหรับคนอื่นแล้ว เวทมนตร์คือพรจากสวรรค์ คืออำนาจ และคือเกียรติยศ... แต่วันที่ฉันได้มันมาครั้งแรก มันกลับแลกมาด้วยเสียงร้องไห้ที่ดังที่สุดในชีวิตของฉันเอง"
คริสชะงักมือที่กำลังถือผ้าเช็ดค้อน ดวงตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นโลหะหันกลับมามองใบหน้าด้านข้างของหญิงสาวทันที ความขี้เกรงใจและท่าทีเยชาถูกเก็บพับลงในเสี้ยววินาที บรรยากาศรอบตัวเปลี่ยนเป็นความจริงจังที่พร้อมจะรับฟัง
ไม่มีคำถามซักไซ้ ไล่เลียง หรือการแสดงความอ่อนโยนแบบเลี่ยนหู มีเพียงความเงียบที่เปิดพื้นที่ให้เธอได้พูดตามจังหวะที่หัวใจต้องการ
"ตระกูลของฉันไม่ได้ยิ่งใหญ่ในแง่ของยศถาบรรดาศักดิ์..." เซร่าเริ่มเล่าต่อ น้ำเสียงของเธอนิ่งสนิท ทว่ามือเรียวบางที่ประสานกันบนหัวเข่ากลับบีบเข้าหากันแน่นจนข้อต่อขึ้นสีขาว "เราเป็นเพียงตระกูลนักเวทชายขอบที่ถูกมองว่าเป็น 'เศษขยะ' ของสมาคมเวทมนตร์หลวง เนื่องจากพลังงานมานาในตัวเรามีความผันผวนและควบคุมได้ยาก... พ่อของฉัน... ท่านพยายามพิสูจน์ตัวเองมาตลอดชีวิต จนกระทั่งวันหนึ่ง..."
เธอหยุดพูดไปชั่วขณะ กลืนก้อนสะอื้นที่ติดอยู่ ริมฝีปากสั่นระริกเล็กน้อย คริสขยับตัวเข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิด ระยะห่างระหว่างทั้งคู่ลดลงจนสัมผัสได้ถึงไออุ่นจางๆ จากร่างกายของเธอ
"ท่านทดลองใช้วิธีต้องห้ามเพื่อดึงพลังระดับสูงออกมาในคืนที่พวกเราถูกโจมตี" ดวงตาสีไพลินหันกลับมาสบกับนัยน์ตาของคริสโดยตรง แววตาคู่นั้นสะท้อนความเจ็บปวดที่กาลเวลาไม่อาจลบเลือน "ผลลัพธ์คือเวทมนตร์บทนั้นแผดเผาทุกอย่าง... เผาทั้งกองโจรที่บุกรุก และเผาร่างกายของพ่อฉันให้กลายเป็นเถ้าถ่านต่อหน้าต่อตาฉันตอนอายุสิบขวบ"
ความเงียบงันกลับมาเยือนอีกครั้ง หนักหน่วงยิ่งกว่าเดิม คริสรู้สึกเหมือนมีก้อนหินมาจุกอยู่ที่อก อดีตโปรเพลเยอร์ผู้ผ่านสังเวียนความตายมานับครั้งไม่ถ้วน กลับรู้สึกไร้คำพูดใดๆ ที่จะปลอบประโลมความทรงจำอันแสนโหดร้ายนี้ได้ดีไปกว่าการกระทำ
มือหนาที่ผ่านการจับเครื่องมือช่างและอาวุธมาอย่างโชกโชน เอื้อมไปวางทับลงบนหลังมือเรียวที่สั่นเทาของเซร่าอย่างแผ่วเบา
สัมผัสที่อบอุ่นและมั่นคงทำให้เซร่าสะดุ้งเล็กน้อย ดวงตาสีไพลินเบิกกว้างขึ้นด้วยความตกใจ ปลายนิ้วของเธอเย็นเฉียบ แต่เมื่อถูกกุมไว้ด้วยความหนักแน่นจากชายหนุ่ม ความเย็นชาเหล่านั้นก็เริ่มคลายตัวลง ใบหน้าของอาจารย์สาวขึ้นสีแดงระเรื่ออย่างเห็นได้ชัดในความมืดสลัว แม้ในยามที่เธอกำลังเล่าเรื่องราวสะเทือนใจที่สุด เธอก็ยังมวลดวงใจสั่นไหวให้กับความซุ่มซ่ามแต่แสนใส่ใจของคนตรงหน้าไม่ได้อยู่ดี
"เธอไม่ได้โดดเดี่ยวอีกต่อไปแล้วนะ เซร่า" คริสเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำและจริงจังกว่าทุกครั้ง ดวงตาคมมองลึกเข้าไปในดวงตาของเธอ "ไม่ว่าเวทมนตร์นั้นจะสร้างแผลเป็นในอดีตไว้อย่างไร แต่ในปัจจุบัน... ทุกบทเวทที่เธอร่าย มันมีค่าและทรงพลังที่สุดเมื่อเธอใช้มันเพื่อปกป้องคนที่เธอเลือกจะยืนเคียงข้าง... รวมถึงฉันด้วย"
เซร่าเม้มปากแน่น หัวใจเต้นระรัวราวกับตีกลองศึก ความรู้สึกอัดอั้นที่เก็บงำมานานแรมปีถูกละลายหายไปจนหมดสิ้นด้วยประโยคเรียบง่ายแต่ทรงพลังนั้น เธอยอมรับว่าบางครั้งคริสก็ทึ่มและปากแข็งจนน่าหงุดหงิด แต่ในยามคับขัน ผู้ชายคนนี้มักจะมีวิธีดึงเธอกลับมาจากขอบเหวแห่งความมืดเสมอ
"นายเนี่ย... พูดจาแบบนี้บ่อยๆ ระวังฉันจะถอนตัวไม่ขึ้นจริงๆ นะ คริส" เซร่าพึมพำเสียงเบา หลบสายตาด้วยความเขินอายแต่รอยยิ้มบางๆ ก็ปรากฏขึ้นที่มุมปากเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี
"ผมแค่พูดตามความจริงต่างหากครับ" คริสแกล้งทำเป็นกระแอมไอเบาๆ เพื่อกลบเกลื่อนความร้อนผ่าวที่ใบหูของตนเอง ก่อนจะชักมือกลับอย่างรวดเร็วด้วยความเกรงใจตามนิสัยเดิม "เอาล่ะ พักผ่อนได้แล้ว พรุ่งนี้เรายังมีงานใหญ่ต้องสะสาง... อ๊ะ..."
ในวินาทีที่คริสกำลังจะผุดลุกขึ้นเพื่อเดินกลับไปที่มุมนอนของตนเอง เสียงแจ้งเตือนระบบอันคุ้นเคยก็ดังขึ้นกังวานในโสตประสาทของทั้งคู่ ไม่ใช่เสียงแจ้งเตือนภารกิจทั่วไป แต่เป็นเสียงสังเคราะห์โทนต่ำที่มักจะปรากฏเฉพาะในยามที่เกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในโลกเสมือนจริง
*[ติ๊ง! ตรวจพบความสั่น ฯ ของเขตข้อมูลมานาขั้นสูง ระดับความเข้มข้นเกินขีดจำกัด]*
*[ระบบความสัมพันธ์ระหว่างผู้เล่น "คริส" และตัวละครพิเศษ "เซร่า" บรรลุเงื่อนไขลับ: [พันธS-Bond]*
*[ปลดล็อกสกิลคู่หูระดับตำนาน: [ประสานจิตโลหะเพลิงมานา (Soul-Forge Resonance)]]*
*[คำเตือนจากระบบ: ตรวจพบสัญญาณรบกวนภายนอก... พื้นที่พิกัด 04-B (ห้องพักแรม) กำลังถูกรุกรานจากสิ่งแปลกปลอมระดับภัยพิบัติที่ไม่ปรากฏในสารบบ]*
บรรยากาศภายในห้องเปลี่ยนจากความอบอุ่นกลายเป็นความเย็นยะเยือกในพริบตา เปลวไฟจากตะเกียงมานาหรี่แสงลงจนเกือบดับสนิท พื้นไม้ใต้ฝ่าเทือกสั่นสะเทือนเบาๆ พร้อมกับเสียงคำรามต่ำที่ดังสะท้อนมาจากใต้พื้นดิน ราวกับมีบางสิ่งที่หลับใหลมานับพันปีเพิ่งลืมตาตื่นขึ้นมารับรู้ถึงการเชื่อมต่อจิตวิญญาณของพวกเขาทั้งสอง
เซร่าลุกพรวดขึ้นมาทันที คệnไม้เท้าเวทมนตร์ในมือปรากฏประจุไฟฟ้าสีฟ้าแลบแปล๊บปลาบด้วยสัญชาตญาณนักเวทระดับสูง ในขณะที่คริสชักค้อนตีเหล็กออกจากห้วงมิติไอテム แววตาสีดำสนิททอประกายคมกริบดั่งใบมีด
ผนังหินด้านนอกเริ่มร้าว แตกออกเป็นเสี่ยงๆ พร้อมกับแรงกดดันมหาศาลที่กดทับลงบนบ่าจนแทบหายใจไม่ออก และก่อนที่ใครจะได้เอ่ยปากพูดอะไร รอยแยกสีดำสนิทก็ฉีกกระชากอากาศเบื้องหน้าพวกเขากลายเป็นประตูมิติปริศนา... พร้อมกับเงาร่างของสิ่งมีชีวิตบางอย่างที่ก้าวข้ามความมืดออกมาพร้อมกับรอยยิ้มอันชวนสยดสยอง
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางเคียงบ่าเคียงไหล่มาถึงตอนนี้กับ ค้อนตีเหล็กสะท้านเกม นะครับ
ระบบคราฟต์เทพทรู คู่หู(ไม่)ลับฉบับตัวตึง VRMMO•ตอนที่ 34
ความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งขึ้น
ผลงานโดย ค้อนตีเหล็กสะท้านเกม
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ค้อนตีเหล็กสะท้านเกม)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ระบบคราฟต์เทพทรู คู่หู(ไม่)ลับฉบับตัวตึง VRMMO นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!