กลิ่นอายโลหิตและสนิมเหล็กยังไม่ทันจางหายจากคมกระบี่สนิมเขรอะ เม็ดฝนสีเทาหม่นก็เริ่มโปรยปรายลงมาดั่งห่าฝนเข็มเงิน ทว่าหยดน้ำค้างเหล่านี้มิได้ชะล้างความตึงเครียดในอากาศให้เบาบางลง กลับยิ่งทำให้บรรยากาศรอบกายของเฟยเทียนหลงกดดันจนแทบหายใจไม่ออก
"เจ้ากล้าดีอย่างไร... ถึงเหยียบย่างเข้ามาในอาณาเขตศักดิ์สิทธิ์แห่งสำนักดาราจันทร์ด้วยรองเท้าที่เปื้อนโคลนตมของคนชั้นต่ำเช่นนี้"
สุ้มเสียงเย็นเยียบราวน้ำแข็งพันปีจากห้วงนภากาศดังขึ้น ไม่ดังนักแต่มันกลับก้องกังวานอยู่ในจิตวิญญาณของทุกผู้คนที่อยู่ ณ ที่นั้น ราวกับเสียงพิพากษาจากเทพเซียนบนสรวงสวรรค์
เฟยเทียนหลงไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมอง เขายังคงใช้ปลายนิ้วเรียวยาวเช็ดคราบเลือดบนคมกระบี่ด้วยท่าทีสุขุมเยือกเย็น ราวกับสตรีผู้สูงศักดิ์ตรงหน้าเป็นเพียงลมผ่านที่ไร้ตัวตน ความทะนงตนในวิถีกระบี่ของเขาแผ่ซ่านออกมาเป็นคลื่นพลังปราณสีครามจางๆ ขับไล่เม็ดฝนให้กระเด็นออกห่างจากรัศมีสามชั่งโดยอัตโนมัติ
"อาณาเขตศักดิ์สิทธิ์?" เฟยเทียนหลงแค่นหัวเราะในลำคอ น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความเย้ยหยัน "สถานที่โสโครกที่หล่อเลี้ยงด้วยเลือดเนื้อของผู้อื่นเช่นนี้ สมควรเรียกว่าดินแดนแห่งเซียนกระนั้นหรือ? ช่างน่าขันสิ้นดี"
สิ้นคำพูดของชายหนุ่ม อุณหภูมิโดยรอบก็ดิ่งวูบลงจนน้ำฝนกลางอากาศกลายเป็นเกล็ดน้ำแข็งสีครามร่วงกวาดลงสู่พื้นดิน
วูบ!
เงาร่างสีขาวบริสุทธิ์ดั่งหิมะโปรยปรายลงมาจากยอดผาจันทรา นางมิได้ใช้คัมภีร์วิชาตัวเบาใดๆ ทว่าทุกย่างก้าวที่นางเหยียบลงมากลางอากาศ กลับมีดอกบัวน้ำแข็งผ่งบานรองรับอย่างไร้ที่ติ นางคือ 'เซียนจื่อเวย' เจ้าสำนักดาราจันทร์ ผู้บรรลุขอบเขตเซียนบรรพกาลขั้นสูง สตรีผู้ซึ่งทั่วทั้งยุทธภพต่างก้มหัวให้ด้วยความยำเกรง ใบหน้ารูปไข่ไร้ที่ติถูกปกคลุมด้วยผ้าแพรบางเบา ทว่าดวงเนตรคู่คมกริบดั่งดาราในคืนเดือนมืดกลับจดจ้องมองมาที่ชายหนุ่มเบื้องล่างด้วยประกายความเย็นชาที่พร้อมจะแช่แข็งทุกสรรพชีวิตให้ดับดิ้น
สายตาของทั้งสองปะทะกันกลางอากาศ ราวกับประกายไฟที่กระทบกับน้ำมันดิบ—ดุดัน ทรงพลัง และแฝงไว้ด้วยแรงดึงดูดประหลาดที่ไม่อาจปฏิเสธได้
จื่อเวยหรี่ตาลงเล็กน้อย นางสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายกระบี่ที่แปลกประหลาดจากร่างของเฟยเทียนหลง มันไม่ใช่ลมปราณอันยิ่งใหญ่ที่เปี่ยมด้วยความเมตตาของสำนักใหญ่โต แต่มันคือจิตวิญญาณแห่งการฆ่าฟัน ความโดดเดี่ยว และความดื้อรั้นที่จะฝืนลิขิตฟ้าดินด้วยสองมือของตนเอง
"รนหาที่ตาย" จื่อเวยเอ่ยสั้นๆ มือเรียวดั่งลำหยกยกขึ้นเพียงเล็กน้อย กระบี่ดาราครามที่เหน็บอยู่ข้างเอวก็ส่งเสียงสั่นพ้องกังวานไพเราะราวนกกระเรียนรำพัน ทว่าแฝงไว้ด้วยจิตสังหารที่รุนแรงถึงขีดสุด
ปัง!
พื้นหินแกรนิตใต้ฝ่าเท้าของเฟยเทียนหลงระเบิดออกเป็นเสี่ยงๆ แรงกดดันระดับเซียนกดทับลงมาบนบ่าของเขาดั่งขุนเขาไท่ซาน ทว่าชายหนุ่มกลับมิได้สะดุ้งสะเทือน กระดูกทั่วร่างส่งเสียงลั่นกรอบราวกับพยายามต่อต้านกฎเกณฑ์ของฟ้าดิน ดวงตาคมกราบของเขาเงยขึ้นสบตานางอย่างไม่เกรงกลัว ทรวงอกกระเพื่อมขึ้นลงตามจังหวะการไหลเวียนของเคล็ดวิชากายาอมตะ
"หากเจ้าคิดจะใช้กดดันข้าด้วยวิถีแห่งเซียนจอมปลอมเหล่านี้ เกรงว่าเกียรติภูมิเจ้าสำนักดาราจันทร์ของเจ้า คงจะต้องแปดเปื้อนด้วยเลือดของตัวเองเสียแล้ว"
เฟยเทียนหลงกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่มันกลับทิ่มแทงเข้าสู่หัวใจของจื่อเวยอย่างจัง ตั้งแต่100ปีที่ผ่านมา มีผู้ใดกล้าต่อปากต่อคำกับนางเช่นนี้บ้าง? มีผู้ใดกล้าสบตากับนางโดยไม่คุกเข่าหมอบกราบบ้าง?
ทว่า... ในแววตาที่เย็นชาดั่งน้ำแข็งพันปีของจื่อเวย กลับมีความไหววูบระลอกหนึ่งเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจนยากจะสังเกตเห็น หัวใจที่ด้านชามานานนับศตวรรษของนาง กลับเต้นผิดจังหวะไปชั่วขณะเมื่อได้สบเข้ากับดวงตาที่เต็มไปด้วยความทะนงตนและโดดเดี่ยวของชายหนุ่มผู้นี้
*ช่างเป็นบุรุษที่ดื้อรั้นและน่าตายนัก...* จื่อเวยคิดในใจ ความรู้สึกแปลกประหลาดที่นางไม่เคยสัมผัสมาก่อนกำลังตีวนอยู่ในอก มันไม่ใช่ความโกรธเกรี้ยว แต่มันคือความสนเท่ห์และความปรารถนาที่จะทำลายความเย่อหยิ่งนั้นให้แหลกคามือ—หรือไม่อย่างนั้น ก็ต้องยอมสยบให้แก่ความยิ่งใหญ่ของเขาแต่เพียงผู้เดียว
"ดี... ดีมาก!" จื่อเวยสะบัดชายแขนเสื้อ ปราณกระบี่นับพันสายพรั่งพรูออกมาจากความว่างเปล่า ก่อตัวเป็นค่ายกลดาราพิฆาตที่ท้องนภา แสงดาวเจิดจ้าสาดส่องลงมาดั่งคมหอกนับหมื่นเล่มที่พุ่งตรงเข้าหาเฟยเทียนหลง "วันนี้ข้าจะดูซิว่า กระบี่สนิมๆ ในมือของเจ้า จะปกป้องลมหายใจของเจ้าไว้ได้อีกนานสักเท่าใด!"
เฟยเทียนหลงสูดลมหายใจเข้าลึก 1 เฮือก กลิ่นอายเลือดและฝนผสานเข้ากับลมปราณสีครามในตัน田 (ตันเถียน) ของเขาจนถึงขีดจำกัด กระบี่สนิมเขรอะในมือถูกยกขึ้นช้าๆ ทว่ามั่นคงราวกับค้ำจุนฟ้าดิน ร่างกายของเขาปลดปล่อยเสียงคำรามดุจพญาซูเปอร์มังกรที่ตื่นจากการหลับใหล
ท่ามกลางรัศมีดาราพิฆาตที่กำลังพุ่งทะยานลงมาหมายจะบดขยี้ร่างของเขาให้เป็นจุล เฟยเทียนหลงกลับแย้มยิ้มที่มุมปาก เป็นรอยยิ้มที่เปี่ยมด้วยความบ้าคลั่งและความท้าทาย
"เซียนจื่อเวย... จงจำนามของข้าไว้ให้ดี เพราะนี่คือบุรุษที่จะหักหาญหัวใจอันเย็นชาของเจ้าให้แหลกสลายด้วยกระบี่เดียวเล่มนี้!"
สิ้นเสียงคำรามอันกึกก้อง เฟยเทียนหลงไม่ได้ตั้งรับ ทว่าเขากลับพุ่งทะยานสวนขึ้นไปหาคมกระบี่นับหมื่นกลางนภาดั่งอุกกาบาตสีครามที่ย้อนศรขึ้นสู่สรวงสวรรค์ พลังปราณระเบิดทะลวงขีดจำกัดขั้นที่เจ็ดอย่างฉับพลัน เกิดเป็นคลื่นกระแทกสะท้านสะเทือนไปทั่วทั้งหุบเขาเซียน!
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปกับวิถีกระบี่นี้ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปนะครับ
กระบี่เดียวดายใต้เงาจันทร์พิฆาต•ตอนที่ 3
ประจันหน้าเซียนผู้เย่อหยิ่ง
ผลงานโดย มังกรครามท่องภพ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (มังกรครามท่องภพ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่เดียวดายใต้เงาจันทร์พิฆาต นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!