กระบี่เดียวดายใต้เงาจันทร์พิฆาต•ตอนที่ 7

รอยร้าวในหัวใจน้ำแข็ง

ผลงานโดย มังกรครามท่องภพ
"กระบี่ของเจ้า... มิได้มีไว้เพื่อฆ่าฟันผู้คน แต่มีไว้เพื่อกราบไหว้ความตายสินะ" สุ้มเสียงเยียบเย็นดั่งน้ำค้างแข็งกลางเหมันตฤดูเอ่ยขึ้น ท่ามกลางความเงียบงันอันน่าอึดอัดภายในตำหนักดาราจันทร์ เฟยเทียนหลงมิได้หันกลับไปมอง ร่างสูงโปร่งในชุดคลุมสีดำสนิทปักลายมังกรครามจมดิ่งอยู่กับห้วงความคิด สายตาคมกริบดั่งคมกระบี่ทอดมองออกไปเบื้องนอก หน้าต่างบานแกะสลักเผยให้เห็นหมู่ดาวบนท้องนภาที่กำลังเคลื่อนคล้อย ปราณกระบี่อันดุดันที่แผ่ออกมาจากร่างของเขาก่อนหน้าค่อยๆ สงบลง เหลือไว้เพียงไอเย็นเยียบที่กดดันบรรยากาศรอบตัวให้หนักอึ้ง เบื้องหลังของเขา เซียนจื่อเวย เจ้าสำนักดาราจันทร์ผู้สูงส่งและเย็นชาดั่งน้ำแข็งพันปี ยืนสงบนิ่ง นางสวมอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ราวกับเซียนสวรรค์ที่พลัดหลงลงมายังโลกมนุษย์ ทว่าใบหน้ารูปไข่นั้นกลับไร้ซึ่งรอยยิ้ม ดวงเนตรคู่คมดั่งห้วงน้ำลึกจ้องมองแผ่นหลังของบุรุษหนุ่มผู้ถูกเนรเทศผู้นี้ด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อนเกินกว่าจะเอ่ย ในยุทธภพนี้ ไม่มีผู้ใดกล้าหันหลังให้เซียนจื่อเวย... ไม่มีผู้ใดกล้าเมินเฉยต่อคำกล่าวของนาง แต่สำหรับเฟยเทียนหลง เขากลับปฏิบัติราวกับนางเป็นเพียงธาตุอากาศ "เจ้าสำนักจื่อเวยคิดว่ากระบี่ในมือข้า มีไว้เพื่อสิ่งใดเล่า?" เฟยเทียนหลงเอ่ยขึ้น น้ำเสียงราบเรียบทว่าเปี่ยมด้วยพลังอำนาจที่สั่นสะเทือนจิตใจของผู้ฟัง เขายกมือขึ้นสัมผัสฝักกระบี่โบราณที่เหน็บอยู่ข้างกาย นิ้วเรียวยาวลูบไล้ลวดลายสลักบนนั้นอย่างทะนุถนอม "สำหรับข้า กระบี่คือเงา คือวิญญาณ และคือหนทางเดียวที่จะพิสูจน์ว่าฟ้าดินมิอาจบงการชะตากรรมของข้าได้" เซียนจื่อเวยขมวดคิ้วเรียวเล็กน้อย นางก้าวเท้าเข้ามาใกล้ร่างสูงทีละน้อย เสียงฝีเท้าเบาหวิวดั่งปุยเมฆกระทบพื้น ทว่าทุกย่างก้าวกลับแฝงไว้ด้วยแรงกดดันแห่งมหาอำนาจของยอดฝีมือขอบเขตวิญญาณนภา "ความทะนงตนเช่นนั้น จะนำพาเจ้าไปสู่ความตาย" นางกล่าวเตือน น้ำเสียงของนางแม้จะยังคงความเย็นชา แต่กลับแฝงประกายความห่วงใยที่แม้แต่ตัวนางเองก็ยังไม่กล้ายอมรับ "สำนักใหญ่ทั่วหล้าต่างหมายหัวเจ้า เคล็ดวิชากลืนกินดาราที่เจ้าฝึกฝนเป็นภัยต่อวิถีเซียนดั้งเดิม เจ้าคิดจริงๆ หรือว่าลำพังกระบี่เล่มเดียวในมือจะต้านทานมหาอำนาจนับหมื่นได้" เฟยเทียนหลงหันกลับมาเผชิญหน้านัยน์ตากับนาง ระยะห่างระหว่างทั้งสองเหลือเพียงก้าวเดียว กลิ่นอายบุรุษอันเข้มข้นปะปนกับกลิ่นหอมเย็นของดอกเหมยบนตัวนางเข้าปะทะกัน ความเงียบงันเข้าปกคลุมอีกครา ทว่าในความเงียบนั้นกลับมีกระแสลมปราณที่ปะทะกันอย่างดุเดือดโดยไร้เสียง ดวงตาคมปลาบของเฟยเทียนหลงกวาดมองใบหน้าอันงดงามล่มเมืองของนาง สตรีผู้นี้คือผู้คุมกฎแห่งสำนักดาราจันทร์ ผู้คนต่างขนานนามนางว่า 'นางเซียนไร้ใจ' เพราะผู้ใดก็ตามที่ขัดขวางนาง ล้วนต้องจบชีวิตภายใต้กระบี่เยือกแข็งอย่างไร้ความปรานี แต่วันนี้... ในยามที่เขาสัมผัสถึงจิตวิญญาณของนางผ่านม่านพลังปราณ เขากลับพบความจริงที่ถูกซ่อนเร้น หัวใจของนาง... เยือกเย็นยิ่งกว่าน้ำแข็ง แต่มันกลับสั่นเทาด้วยความเหน็บหนาวที่ยาวนาน "เจ้าสำนักจื่อเวย..." เฟยเทียนหลงเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงเล็กน้อย ทว่ายังคงความเย่อหยิ่งในศักดิ์ศรี "ท่านกลัวความตาย หรือว่าท่านกลัวความโดดเดี่ยวกันแน่?" คำถามนั้นราวกับสายฟ้าฟาดผ่าลงกลางใจของเซียนจื่อเวย ร่างระหงสะท้านเฮือก ดวงตากลมโตเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย ความเย็นชาที่สร้างขึ้นเพื่อป้องกันตนเองมานานนับร้อยปีคล้ายจะแตกร้าวลงในชั่วพริบตา นางถอยหลังไปครึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว หัวใจในอกเต้นรัวอย่างผิดจังหวะ ความลับที่นางซ่อนไว้ลึกที่สุดกลับถูกบุรุษผู้นี้มองทะลุปรุโปร่งด้วยสายเพียงคราเดียว "บังAณ!" เซียนจื่อเวยสะบัดแขนเสื้อ พลังปราณสายหนึ่งพวยพุ่งออกมาดั่งคลื่นยักษ์ ทว่านางไม่ได้มุ่งร้าย นางเพียงต้องการผลักไสความรู้สึกประหลาดที่กำลังกัดกินจิตใจของตนเองออกไป เฟยเทียนหลงไม่หลบเลี่ยง เขายืนหยัดรับแรงปะทะนั้นด้วยร่างกายนิ่งสนิท เสื้อผ้าปลิวไสวตามกระแสลมปราณ มุมปากหยักลึกยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มที่เปี่ยมด้วยความมั่นใจและท้าทาย "ข้าเคยคิดว่าสตรีผู้สูงส่งเช่นท่าน จะไร้ซึ่งความรู้สึกนึกคิด" เฟยเทียนหลงก้าวเข้าไปประชิดตัวนางอีกครั้ง รวดเร็วจนเซียนจื่อเวยไม่ทันตั้งตัว มือหนาเอื้อมไปคว้าข้อมือเรียวบางของนางไว้เบื้องหน้า แรงกดดันจากร่างของเขี่ยบังคับให้นางต้องเงยหน้าขึ้นสบตา "แต่ทว่า... ยามที่ท่านอยู่ใกล้ข้า ชีพจรของท่านกลับเต้นเร็วกว่าปกติถึงสามครา เจ้าสำนักจื่อเวย ท่านกำลังหวั่นไหว?" เซียนจื่อเวยรู้สึกราวกับถูกสายฟ้าแลบแปลบปลาบแล่นริ้วไปทั่วร่าง ข้อมือของนางถูกตรึงไว้ด้วยอุ้งมือที่แข็งแกร่งดั่งคีมเหล็ก ทว่าความร้อนจากฝ่ามือของเขาที่ถ่ายทอดผ่านมา กลับแผ่ซ่านเข้าสู่กระแสเลือด ละลายน้ำแข็งในอกของนางให้หลอมละลายลงอย่างช้าๆ ใบหน้าอันงดงามของนางขึ้นสีแดงเรื่อจางๆ แม้จะเพียงชั่วพริบตาก็ถูกความเย็นชากลบเกลื่อนไปอย่างรวดเร็ว แต่สายตาที่สั่นไหวของนางไม่สามารถซ่อนเร้นจากสายตาคมกริบของเฟยเทียนหลงได้เลย "ปล่อย..." นางเอ่ยเสียงลอดไรฟัน พยายามดึงมือกลับ ทว่าแรงมหาศาลของเขากลับทำให้ข้อมือของนางขยับไม่ได้แม้แต่น้อย "เฟยเทียนหลง เจ้าอย่าได้กำเริบเสิบสานจนเกินไป ที่นี่คือตำหนักดาราจันทร์ ข้าสามารถ..." "ท่านสามารถสังหารข้าได้ทุกเมื่อ หากท่านต้องการ" เฟยเทียนหลงกล่าวแทรกขึ้น น้ำเสียงจริงจังและลึกซึ้ง ดวงตาดำขลับคู่นั้นจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของนาง "แต่ท่านไม่ทำ... เพราะในหัวใจที่ด้านชาของท่าน เริ่มมีเงาของข้าเข้าไปประทับอยู่แล้ว" คำพูดนั้นราวกับค้อนเหล็กที่ทุบลงบนกำแพงน้ำแข็งในใจของเซียนจื่อเวย รอยร้าวลึกปรากฏขึ้น นางมองบุรุษตรงหน้า ผู้ซึ่งคนทั้งยุทธภพตราหน้าว่าเป็นมารร้ายและคนนอกรีต แต่กลับมีเพียงเขาคนนี้ที่กล้าอ่านใจนาง กล้าเผชิญหน้ากับนางอย่างเท่าเทียม และกล้าที่จะมอบความอบอุ่นที่นางโหยหามาตลอดชีวิตให้ ในขณะที่เซียนจื่อเวยกำลังจะเปิดปากเอ่ยสิ่งใดออกมาเพื่อทำลายบรรยากาศอันตรายนี้ ทันใดนั้นเอง... *เปรี้ยงงงงงงง!* เสียงฟ้าคำรามสนั่นหวั่นไหวราวกับท้องนภากำลังจะฉีกขาดดังขึ้นจากเบื้องบน เมฆดำทะมึนก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็วปกคลุมยอดเขาดาราจันทร์ในพริบตา สายฟ้าสีครามเข้มผ่าลงมายังลานฝึกยุทธ์ด้านนอก ส่องแสงสว่างวาบเผยให้เห็นเงาร่างลึกลับนับสิบสายที่กำลังพุ่งทะยานผ่านค่ายกลป้องกันเข้ามาอย่างเงียบเชียบ ดวงตาของเฟยเทียนหลงหรี่แคบลงในทันที ปราณกระบี่ในกายพลุ่งพล่านขึ้นมาอีกครั้งอย่างดุเดือด "ดูเหมือนว่า... จะมีแขกที่ไม่ได้รับเชิญมาเยือนในยามวิกาลเสียแล้ว" เฟยเทียนหลงปล่อยข้อมือของนางช้าๆ ก่อนจะเอื้อมมือไปกุมด้ามกระบี่ข้างกาย เซียนจื่อเวยปรับสีหน้าให้กลับมาเย็นชาดั่งเดิมในชั่วพริบตา ทว่าแววตาของนางกลับฉายแววสังหารที่น่าสะพรึงกลัว นางสะบัดแขนเรียกกระบี่วิญญาณจันทราเข้ามาอยู่ในมือ ไอเย็นแผ่กระจายไปทั่วรัศมีร้อยลี้ ทว่า... ก่อนที่ทั้งสองจะได้ก้าวออกไปรับมือกับผู้บุกรุก เสียงฝีเท้าอันหนักหน่วงก็ดังขึ้นที่หน้าประตูตำหนัก พร้อมกับเสียงหัวoาะเย้ยหยันที่ทำให้บรรยากาศรอบตัวเยือกเย็นลงยิ่งกว่าเดิม "ฮ่าๆๆๆๆ เจ้าสำนักจื่อเวย... ดึกดื่นปานนี้ ท่านยังมัวแต่คลอเคลียอยู่กับไอ้สารเลวผู้นี้หรอกหรือ?" สิ้นเสียงนั้น บานประตูกลอนทองสำริดของตำหนักก็ระเบิดออกเป็นจุล เศษไม้ปลิวว่อนไปทั่วสารทิศ ร่างของชายชราในชุดคลุมสีทองอร่าม ปรากฏขึ้นที่ธรณีประตู พร้อมกับกระบี่ในมือที่อาบไปด้วยไอโลหิตเข้มข้น และสิ่งที่ทำให้แม้แต่เซียนจื่อเวยต้องหน้าถอดสี ก็คือตราสัญลักษณ์รูป 'ดวงอาทิตย์สีเลือด' ที่ปักอยู่บนอกเสื้อของมัน — สำนักกระบี่สวรรค์โลหิต! --- ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและสนับสนุนผลงานด้วยดีเสมอมา แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปนะครับ
สารจากนักเขียน (มังกรครามท่องภพ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่เดียวดายใต้เงาจันทร์พิฆาต นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%