คราบเลือดบนพื้นหินศิลาอัคนีมิใช่รอยโลหิตของผู้อื่น หากแต่เป็นเครื่องเตือนใจถึงความอยุติธรรมที่สำนักกระบี่นภาเคยกดขี่ข่มเหงเขาในอดีต
ยามวิกาลอันเงียบสงัด ไร้ซึ่งแสงจันทร์สาดส่อง มีเพียงเงาร่างหนึ่งที่ทะยานผ่านค่ายกลพิทักษ์หอคัมภีร์ราวกับภูตผีไร้เงา ปลายเท้าแตะสัมผัสยอดไผ่เขียวชอุ่มโดยไม่ก่อให้เกิดแม้แต่เสียงใบไม้ไหว เฟยเทียนหลงในชุดคลุมสีดำสนิทกลมกลืนไปกับความมืดมิด นัยน์ตาคมกริบดั่งพญาอินทรีจดจ้องไปยังอาคารไม้โบราณเจ็ดชั้นเบื้องหน้า ที่ซึ่งเก็บรักษาเคล็ดวิชาลับและบันทึกบรรพชนของสำนักที่เขาเคยถูกขับไล่ออกมาอย่างไร้เยื่อใย
"1
ค่ายกลกระบี่เจ็ดดาว... น่าขันสิ้นดี สำหรับผู้อื่นมันคืออุปสรรคดั่งกำแพงเหล็กไหล แต่สำหรับวิถีกระบี่ของข้า มันเป็นเพียงเส้นด้ายที่ขาดรุ่ย"
มุมปากของชายหนุ่มยกย่องขึ้นเล็กน้อยด้วยความเย่อหยิ่งอันเป็นเอกลักษณ์ มือเรียวดั่งหยกกุมด้ามกระบี่บินที่เหน็บไว้ข้างเอว
ครั้นย่างก้าวเข้าสู่เขตอาคม แรงกดดันจากพลังปราณโบราณก็พั่งพรูเข้าใส่ราวมหาสมุทรคลั่งทันที เม็ดเหงื่อผุดพรายบนหน้าผาก แต่วิญญาณกระบี่ในตันtian (ตันเถียน) กลับสั่นสะท้านด้วยความฮึกเหิม กระบี่ในใจของเขาถูกปลุกเร้าจนแผ่รังสีคมปลาบออกมาโดยไม่ต้องชักออกจากฝัก บดขยี้แรงกดดันรอบด้านจนแหลกสลายเป็นจุล!
วิชาตัวเบา 'ย่างก้าวท่องดารา' ถูกใช้ออกอย่างแนบเนียน เฟยเทียนหลงลอบเร้นผ่านมือปราบและศิษย์เวรยามที่เดินตรวจตราได้อย่างไร้ร่องรอย ทุกย่างก้าวเปี่ยมด้วยสัจธรรมแห่งความว่างเปล่าและการทำลายล้าง จนกระทั่งเขาผลักบานประตูไม้จันทน์หอมของหอคัมภีร์ชั้นที่หกเข้าไปได้สำเร็จ
ทว่า... กลิ่นอายหอมเย็นอันคุ้นเคยกลับลอยแตะนาสิกเสียก่อนที่เขาจะได้ก้าวเท้าค้นหาคัมภีร์ลับ
"เจ้ามาช้ากว่าที่ข้าคาดการณ์ไว้ถึงสามเค่อ (ประมาณ 45 นาที)... เทียนหลง"
เสียงหวานใสแต่เย็นชาดั่งน้ำแข็งพันปีดังขึ้นจากมุมมืดของชั้นหนังสือโบราณ
เฟยเทียนหลงชะงักฝีเท้าเล็กน้อย ดวงตาหรี่แคบลงก่อนจะคลายออกอย่างรวดเร็ว ร่างระหงในชุดอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ปักลายดาราครามก้าวออกมาจากเงาสลัว เส้นผมยาวสยายดั่งแพรไหมสีดำสนิท ใบหน้างดงามล่มเมืองไร้ที่ติทว่ากลับประดับด้วยความเยียบเย็นที่สามารถแช่แข็งวิญญาณผู้คนได้ เพียงแต่... ยามนี้ในดวงเนตรคู่คมกริบของนางกลับสะท้อนเพียงเงาร่างของเขาผู้เดียว
"เซียนจื่อเวย? เจ้า... เหตุใดจึงมาอยู่ที่นี่?" เฟยเทียนหลงเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ ซ่อนความประหลาดใจไว้ภายใต้ความสุขุม
เซียนจื่อเวย เจ้าสำนักดาราจันทร์ผู้สูงส่งและเย็นชาต่อบุรุษทั่วหล้า นางผู้เปรียบเสมือนเซียนสาวผู้บริสุทธิ์ไร้มลทินบนหอคอย้าง ไฉนเลยจึงมายืนรอศิษย์นอกสำนักที่ถูกตราหน้าว่าเป็นกบฏ ณ หอคัมภีร์ต้องห้ามแห่งนี้?
นางก้าวเข้ามาใกล้ทีละน้อย กลิ่นอายหอมเย็นประจำตัวผสมผสานกับกลิ่นอายโลหิตจางๆ บนตัวเขา มือเรียวดั่งหยกขาวเอื้อมออกไปสัมผัสรอยแผลที่หัวไหล่ของเขาซึ่งฉีกขาดจากการปะทะกับค่ายกลเมื่อครู่โดยสัญชาตญาณ ทว่านางชะงักมือไว้กลางอากาศ ราวกับเพิ่งรู้ตัวว่ากำลังแสดงความอ่อนแอออกมา
"ข้าบอกเจ้าแล้วว่า อย่าได้ริอ่านทำเรื่องบุ่มบ่ามเช่นนี้" เซียนจื่อเวยกล่าวเสียงเรียบ พยายามรักษามารกยาทและความเย็นชาของเจ้าสำนักไว้ ทว่าหูทั้งสองข้างกลับขึ้นสีแดงระเรื่ออย่างปิดไม่มิด "สำนักกระบี่นภาไม่ได้อ่อนแออย่างที่เจ้าคิด ผู้อาวุโสสูงสุดทั้งสามยังคงปิดด่านเก็บตัวอยู่ หากพวกมันตื่นขึ้นมา..."
"ต่อให้พวกมันตื่นขึ้นมาทั้งหมด ต่อให้ฟ้าดินเบื้องบนพลิกคว่ำลงมา..." เฟยเทียนหลงขัดขึ้นด้วยน้ำเสียงดุดันและทรงพลัง นัยน์ตาดำขลับจ้องลึกเข้าไปในดวงตาคู่งามของนางราวกับจะกลืนกิน "ข้า... เฟยเทียนหลง ก็จะใช้กระบี่ในมือเล่มนี้ แหวกทางสายนี้เพื่อทวงความยุติธรรมให้มารดาของข้า และ... ปกป้องเจ้า"
คำพูดนั้นเรียบง่าย ทว่าทรงพลังราวก้อนหินผาถล่มทลาย เซียนจื่อเวยหัวใจกระตุกวูบ ความเย็นชาที่นางสะสมมานานนับร้อยปีพังทลายลงในพริบตา นางเม้มริมฝีปากแน่นอย่างคนดื้อรั้น ทว่าหยาดน้ำตาคลอเบ้าที่เอ่อล้นขึ้นมาเล็กน้อยกลับฟ้องชัดว่าหัวใจดวงนี้ได้มอบให้บุรุษตรงหน้าไปจนหมดสิ้นแล้ว
"เจ้าคนสารเลว... ปากหวานเช่นนี้ ไปร่ำเรียนมาจากสำนักไหนกัน" นางพึมพำเบาๆ เสียงสั่นเครือเล็กน้อย ก่อนจะเบือนหน้าหนีเพื่อซ่อนความเขินอาย
"ข้าพูดความจริง" เฟยเทียนหลงก้าวเข้าไปประชิดตัวนาง รัศมีอันองอาจกดดันจนนางต้องถอยหลังจนแผ่นหลังแนบชิดกับชั้นหนังสือโบราณ มือแกร่งข้างหนึ่งยันชั้นหนังสือไว้ กักตัวนางไว้ในอ้อมแขน "ว่าแต่เจ้าเถอะ... ที่มาดักรอข้าที่นี่ คงไม่ใช่แค่จะมาเทศนาข้ากระมัง? ไหนล่ะ... เบาะแสเกี่ยวกับ 'คัมภีร์วิญญาณโลหิต' ที่ข้าต้องการ"
เซียนจื่อเวยเงยหน้าขึ้นสบตาเขา ลมหายใจอุ่นร้อนปะทะกันจนบรรยากาศรอบกายร้อนรุ่มขึ้นอย่างประหลาด นางยื่นหยกสื่อสารสีนิลชิ้นหนึ่งออกมาจากอกเสื้อ เนื้อหยกยังคงไออุ่นจากร่างกายของนาง
"นี่คือบันทึกที่แท้จริงเกี่ยวกับการล่มสลายของตระกูลเฟยเมื่อสิบปีก่อน..." นางกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจังขึ้น บรรยากาศรอบตัวกลับมาตึงเครียดอีกครั้ง "ผู้อยู่เบื้องหลังไม่ใช่แค่เจ้าสำนักกระบี่นภาคนปัจจุบัน... แต่เป็น..."
*ครืนนนนน!*
ยังไม่ทันที่เซียนจื่อเวยจะเอ่ยจบประโยค พื้นศิลาเบื้องล่างก็สั่นสะเทือนเลื่อนลั่น เสียงระฆังโบราณดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วทั้งหุบเขา แสงกระบี่นับร้อยสายพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้ายามราตรีราวกับดอกไม้ไฟมรณะ
"แย่แล้ว! ค่ายกลตื่นตัว... มีคนรู้ตัวว่าเจ้าอยู่ที่นี่!" เซียนจื่อเวยหน้าถอดสี
ทว่า เฟยเทียนหลงกลับไม่มีทีท่าหวาดกลัวแม้แต่น้อย รอยยิ้มเหี้ยมเกรียมปรากฏขึ้นที่มุมปาก นัยน์ตาดำขลับทอประกายสังหารอันรุนแรง
*เปรี้ยง!*
ผนังด้านทิศตะวันออกของหอคัมภีร์ระเบิดออกเป็นเสี่ยงๆ เศษไม้และฝุ่นผงกระจายคละคลุ้ง เงาร่างสามร่างในชุดคลุมสีทองอร่ามปรากฏขึ้นท่ามกลางกลุ่มควัน พร้อมกับแรงกดดันระดับขอบเขตหลอมรวมวิญญาณขั้นสมบูรณ์ที่กดทับลงมาจนอากาศแทบปริแตก!
"ฮ่าๆๆๆ! เจ้าสุนัขป่าไร้บ้าน เฟยเทียนหลง! เจ้าคิดว่าบุกเข้ามาในหอคัมภีร์บรรพชนแล้วจะหนีรอดไปได้งั้นรึ? วันนี้คือวันตายของเจ้า!" เสียงหัวเราะเย้ยหยันดังขึ้นจากปากของผู้อาวุโสใหญ่แห่งสำนักกระบี่นภา พร้อมกับกระบี่ในมือที่เปล่งประกายแสงเจิดจ้าเตรียมปลิดชีพ
เฟยเทียนหลงดึงเซียนจื่อเวยมาหลบไว้ด้านหลังด้วยมือข้างเดียวอย่างปกป้อง อีกมือหนึ่งค่อยๆ เอื้อมไปกุมด้ามกระบี่บินที่ข้างเอว ชักมันออกจากฝักช้าๆ เสียงเหล็กเสียดสีกับฝักดัง *กริ๊ง* กังวานบาดแก้วหู ราวกับเสียงคำรามของพญามังกรที่ตื่นจากการหลับใหล
พลังปราณสีครามเข้มข้นระเบิดออกจากร่างของเขาจนเสื้อผ้าสะบัดพริ้ว ดวงตาสีดำสนิทแปรเปลี่ยนเป็นประกายสีเงินยวงยามเมื่อวิถีกระบี่ในใจบรรลุถึงขีดสุด
"พวกแก่ใกล้โลง... อยากตายนักใช่ไหม?"
เฟยเทียนหลงเอ่ยกระซิบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าเย็นเยียบราวน้ำแข็งจากขุมนรก ขณะที่ปลายกระบี่ในมือชี้ตรงไปยังผู้อาวุโสทั้งสามโดยไม่เกรงกลัวแม้แต่น้อย
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและสนับสนุนผลงานด้วยดีเสมอมา แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปนะครับ
กระบี่เดียวดายใต้เงาจันทร์พิฆาต•ตอนที่ 9
ลอบเร้นสู่หอคัมภีร์
ผลงานโดย มังกรครามท่องภพ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (มังกรครามท่องภพ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่เดียวดายใต้เงาจันทร์พิฆาต นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!