โลหิตอุ่นร้อนหยดหนึ่งร่วงหล่นกระทบลงบนคมกระบี่ไร้ลักษณ์ ส่งเสียง *ติ๋ง* แผ่วเบา ทว่าก้องกังวานในความเงียบงันของถ้ำศิลาจันทรา ปราณกระบี่สีครามเข้มยังคงหมุนวนอยู่รอบร่างของเฟยเทียนหลงราวกับพายุหมุนขนาดย่อม ร่างกายของเขาทั่วทั้งร่างเต็มไปด้วยบาดแผลฉกรรจ์จากการต้านทานทัณฑ์อัสนีสวรรค์เมื่อยามค่ำคืน แต่กระดูกสันหลังของบุรุษหนุ่มยังคงตั้งตรงดั่งยอดเขาหลงเหมิน ไม่ยอมก้มหัวให้แก่ความตายและไม่แม้แต่จะปริปากคร่ำครวญ
"เจ้าบ้า..."
น้ำเสียงราบเรียบเย็นชาดั่งน้ำแข็งพันปี แต่สั่นเครือเล็กน้อยในยามที่เซียนจื่อเวยก้าวเท้าเข้ามาใกล้ นางสลัดภาพลักษณ์ของเจ้าสำนักดาราจันทร์ผู้สูงส่งจนแตะต้องไม่ได้ทิ้งไปจนหมดสิ้น อาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ของนางเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบเลือดและฝุ่นผงจากการปกป้องเขตอาคม มือเรียวขาวดั่งหยกสั่นเทาน้อยๆ ยามยื่นไปสัมผัสบาดแผลฉกรรจ์บริเวณหัวไหล่ของเขา ปราณเหมันต์บริสุทธิ์ถูกโคจรใช้อย่างเบามือที่สุดเพื่อระงับยับยั้งโลหิตที่ยังคงไหลรินไม่ขาดสาย
เฟยเทียนหลงมิได้หลบเลี่ยง เขาสบตาเข้ากับนัยน์ตาคู่สวยที่ปกติแล้วมักจะเยียบเย็นไร้ความรู้สึก แต่วันนี้กลับสะท้อนเงาของเขาไว้เพียงผู้เดียว ดวงตาคู่นั้นเต็มไปด้วยความห่วง
ใยที่นางพยายามปิดซ่อนไว้อย่างสุดความสามารถ ทว่ากลับท่วมล้นออกมาจนปิดไม่มิด
"ข้าไม่เป็นไร..." เฟยเทียนหลงเอ่ยด้วยน้ำเสียงแหบพร่า มุมปากหยักยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความทะนงตน "สวรรค์ต้องการชีวิตข้า แต่ข้ายังไม่อยากตาย... อย่างน้อยก็ยังไม่ใช่ตอนนี้"
"เพราะเหตุใด..." จื่อเวยขัดขึ้น เสียงของนางเบาราวกับเสียงกระซิบของสายลม แต่เต็มไปด้วยแรงกดดันทางจิตวิญญาณ "เจ้าสำนักน้อยตระกูลหลี่ส่งยอดฝีมือมาลอบสังหารเจ้าถึงสามสุกงอม ค่ายกลกระบี่ดาราแปดทิศเกือบจะบดขยี้ร่างเจ้าเป็นจุล เหตุใดเจ้าจึงดึงดันที่จะรับทัณฑ์สวรรค์ด้วยกระบวนท่ากระบี่เดียวดายนั้น... เจ้าคิดจะทิ้งชีวิตตัวเองเพื่อความสะใจของพวกมันหรืออย่างไร!"
นิ้วเรียวของนางหยุดชะงักลงเมื่อเงยหน้าขึ้นสบตา สายตาของเฟยเทียนหลงในยามนี้คมกริบยิ่งกว่ากระบี่ในมือของเขาเอง มันเป็นประกายแสงที่ลุกโชนด้วยไฟแห่งปณิธานอันแน่วแน่
"ข้าไม่ได้ทำเพื่อพวกมัน" เฟยเทียนหลงขยับกายเข้าใกล้ร่างบางอีกก้าว กลิ่นอายบุรุษและกลิ่นคาวเลือดผสมผสานกับกลิ่นหอมจางๆ ประจำกายของนาง จื่อเวยผงะถอยหลังไปครึ่งก้าวโดยสัญชาตญาณ ทว่าแผ่นหลังของนางกลับชนเข้ากับผนังถ้ำศิลาเย็นเฉียบเสียแล้ว ปิดกั้นทุกเส้นทางหลบหนี
"แล้วเจ้าทำเพื่อผู้ใด..." จื่อเวยกระซิบถาม หัวใจในอกเต้นระรัวราวกับกลองศึก จังหวะการเต้นของชีพจรที่ไม่เคยเกิดขึ้นเลยตลอดร้อยปีแห่งการบำเพ็ญเพียร บัดนี้กลับปั่นป่วนจนควบคุมไม่ได้
"เพื่อปกป้องเจ้า... และเพื่อพิสูจน์วิถีกระบี่ของข้า"
คำพูดนั้นเรียบง่าย ทว่าทรงพลังดั่งภูเขาผาถล่ม เฟยเทียนหลงยื่นมือหนาออกไปกอบกุมมือเรียวเย็นเฉียบของนางไว้ แนบฝ่ามืออุ่นร้อนของเขาลงบนหลังมือที่สั่นเทานอกจากความหนาวเหน็บ ความอบอุ่นแผ่ซ่านผ่านผิวสัมผัส ทะลวกลึกถึงขั้วหัวใจที่ด้านชามาเนิ่นนานของนางเซียนผู้สูงศักดิ์
จื่อเวยนิ่งงัน ลมหายใจสะดุดกึก นางเคยชินกับการฆ่าฟัน การยืนหยัดอยู่บนจุดสูงสุดของยุทธภพด้วยความโดดเดี่ยว ดั่งจันทร์เพ็ญที่ไร้ดาวเคียงคู่ แต่วันนี้... บุรุษผู้ถูกตราหน้าว่าเป็นเพียงศิษย์นอกสำนักที่ถูกเนรเทศ กลับใช้ร่างเนื้อของตนเองต้านทานกระบี่นับพันเพื่อปกป้องเกียรติและชีวิตของนาง
"เจ้ารู้ตัวหรือไม่... ว่าเจ้ากำลังทำเรื่องโง่เขลาเพียงใด" หยาดน้ำใสเอ่อคลอขึ้นที่หางตาคู่สวยของเซียนจื่อเวย ก่อนจะถูกสะกดกลั้นไว้ด้วยความเย่อหยิ่งที่นางสั่งสมมาทั้งชีวิต "ข้าเป็นถึงเจ้าสำนักดาราจันทร์... ข้าไม่ต้องให้ศิษย์นอกสำนักเช่นเจ้ามาปกป้อง!"
"ต่อให้เจ้าเป็นเซียนบนเก้าอี้สวรรค์ หรือมารร้ายจากขุมนรก หากพวกมันบังอาจหมายเอาชีวิตเจ้า ต่อให้ต้องใช้กระบี่นี้แทงทะลวงฟ้าดิน ข้า... เฟยเทียนหลง ก็จะทำ!"
ความเด็ดขาดและดุดันในน้ำเสียงนั้น ทำให้จื่อเวยสะท้านไปถึงทรวงใน ความเยือกเย็นทั้งหมดที่นางสร้างขึ้นเพื่อปกป้องตนเองพังทลายลงในชั่วพริบตา นางมิใช่สตรีอ่อนแอ แต่หัวใจของนางพ่ายแพ้ให้กับความจริงใจที่เดิมพันด้วยชีวิตของบุรุษผู้นี้เสียแล้ว
"เจ้ามัน... คนไร้เหตุผลสิ้นดี" จื่อเวยพึมพำ น้ำตาหยดหนึ่งร่วงหล่นจากดวงตาคู่สวยกระทบลงบนหลังมือของเฟยเทียนหลง
เฟยเทียนหลงยกมืออีกข้างขึ้นเกลี่ยหยาดน้ำตาบนแก้มเนียนนุ่มอย่างทะนุถนอม สัมผัสที่อ่อนโยนขัดกับภาพลักษณ์โหดเหี้ยมยามประมือกับศัตรูอย่างสิ้นเชิง "ความรักและความแค้นในยุทธภพล้วนไร้เหตุผล... แต่คำสัตย์สาบานที่ข้าให้ไว้แก่เจ้า ณ ใต้เงาจันทร์นี้ จะไม่มีวันแปรเปลี่ยน"
เขายกมือข้างที่กุมมือของนางขึ้นจรดริมฝีปาก ประทับจูบลงบนหลังมือขาวผ่องอย่างให้เกียรติและหนักแน่นดั่งคำสาบานเบื้องหน้าสวรรค์ พลังปราณจันทราในกายของจื่อเวยพลุ่งพล่านตอบรับความรู้สึก ทะลวงจุดชีพจรที่อุดตันมานานนับปีให้เปิดออก พลังปราณทั้งสองสายหลอมรวมกันเป็นหนึ่งเดียวราวกับหยินและหยางที่สมบูรณ์แบบ
ทว่า... ในวินาทีที่บรรยากาศรอบกายกำลังอบอวลไปด้วยพันธะแห่งดวงจิตที่เริ่มก่อตัวอย่างลึกซึ้ง
*เปรี้ยง!*
เสียงระเบิดสนั่นหวั่นไหวจากปากถ้ำศิลาจันทราดังขึ้นทำลายความเงียบงัน เขตอาคมโบราณที่จื่อเวยวางไว้ถูกทำลายลงในพริบตา เศษหินผากระเด็นว่อน แรงกดดันระดับขอบเขตหลอมรวมวิญญาณขั้นสมบูรณ์แบบแผ่ซ่านเข้ามาในถ้ำจนอากาศแทบหยุดหายใจ
เฟยเทียนหลงชักกระบี่ไร้ลักษณ์ออกจากฝักโดยสัญชาตญาณ ประกายแสงสีครามวาบขึ้นตัดผ่านความมืด แววตาที่เพิ่งอ่อนโยนลงเมื่อครู่กลับแปรเปลี่ยนเป็นดุดันอำมหิตขึ้นทันที
"ดูเหมือนว่า... แขกที่ไม่ได้รับเชิญ จะมาเร็วกว่าที่คิด" จื่อเวยสะบัดมือเรียกกระบี่ดาราจันทร์กลับมาถือไว้ในมือ รัศมีเยือกเย็นแผ่พุ่งออกรอบกายอีกครั้ง นางก้าวขึ้นมายืนเคียงบ่าเคียงไหล่กับเฟยเทียนหลง
เงาร่างสีดำทมิฬสามร่างก้าวเดินผ่านกลุ่มควันฝุ่นเข้ามาอย่างช้าๆ ผู้นำกลุ่มสวมหน้ากากเงินลายอสูร กลิ่นอายสังหารรุนแรงพวยพุ่งออกมาจากร่างของมัน และเมื่อเงาร่างนั้นเอ่ยปากพูด เสียงหัวเราะแหบพร่าดั่งภูตผีก็ก้องกังวานไปทั่วถ้ำ
"ฮ่าๆๆ... เจ้าสำนักเซียนจื่อเวย กับไอ้สวะตระกูลเฟย... พวกเจ้าคิดว่าจะหนีพ้นเงื้อมมือของสำนักกระบี่มารโลหิตไปได้เช่นนั้นหรือ? วันนี้... ทั้งชีวิตและกระบี่ของพวกเจ้า ต้องตกเป็นของนายข้า!"
เฟยเทียนหลงหรี่ตาลงคมกริบ เมื่อสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายปราณที่คุ้นเคยอย่างประหลาดจากกระบี่ในมือของศัตรู—กระบี่ที่ควรจะสูญหายไปพร้อมกับการล่มสลายของตระกูลเขาเมื่อสิบปีก่อน!
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและสนับสนุนผลงานด้วยดีเสมอมา แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปนะครับ
กระบี่เดียวดายใต้เงาจันทร์พิฆาต•ตอนที่ 10
คำสัตย์สาบานกลางใจมืด
ผลงานโดย มังกรครามท่องภพ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (มังกรครามท่องภพ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่เดียวดายใต้เงาจันทร์พิฆาต นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!