“คำว่า ‘พ่อ’ สำหรับเธอมันอาจจะเป็นสัญลักษณ์ของความอบอุ่น แต่สำหรับเขา... มันเป็นเพียงรหัสผ่านที่ใช้เปิดประตูไปสู่ความตายต่างหากล่ะ ภัทริน”
เสียงของธันวาดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงันที่กดทับห้องโถงคฤหาสน์ เขาไม่ได้หันมามองผม แต่ดวงตาคมกริบคู่นั้นจับจ้องไปยังเงาดำที่เคลื่อนไหวอยู่นอกหน้าต่างบานสูง มือที่กำแฟ้มเอกสารแน่นจนเส้นเลือดปูดโปนของภัทรินสั่นสะท้าน เธอหอบหายใจถี่ ราวกับอากาศในคฤหาสน์หลังนี้กำลังถูกสูบออกไปจนหมด
“คุณหมายความว่ายังไง... ธันวา? บอกฉันมาเดี๋ยวนี้!” เธอเค้นเสียงลอดไรฟัน ความโกรธแค้นปะทะกับความหวาดกลัวจนดวงตาเริ่มรื้นไปด้วยหยดน้ำ
ธันวาแค่นยิ้มที่มุมปาก มันเป็นยิ้มที่ปราศจากความเมตตา แต่แฝงไปด้วยความสมเพชอย่างประหลาด เขาขยับตัวเข้ามาใกล้ วางมือบนไหล่ของเธอเบาๆ กลิ่นอายจางๆ ของไม้สนและควันบุหรี่จางๆ จากตัวเขาทำให้เธอยิ่งรู้สึกเคว้งคว้าง “คนอย่างคุณพ่อของคุณไม่ได้ทำเพื่อครอบครัวหรอกครับ เขาทำเพื่อ ‘รอยจารึก’ ที่ทุกคนในเงามืดต่างถวิลหา และคุณ... คือกุญแจสำคัญที่เดินพาตัวเองมาให้เขาเชือดถึงที่”
ยังไม่ทันที่ภัทรินจะถามต่อ เสียงกระจกแตกละเอียดจากชั้นล่างก็ดังสนั่นหวั่นไหว เศษแก้วกระจัดกระจายราวกับฝนดาวตกที่ร่วงหล่นลงสู่พื้นหินอ่อน เสียงรองเท้าบูทหนักๆ หลายคู่กระทบพื้นตามมาติดๆ พร้อมกับเสียงตะโกนที่ฟังดูเย็นชาและเปี่ยมไปด้วยอำนาจสั่งการ
“ค้นทุกตารางนิ้ว! อย่าให้มันหนีไปได้ ใครขวาง... จัดการให้สิ้นซาก!”
ภัทรินสะดุ้งสุดตัว เธอหันไปมองธันวาด้วยสายตาเบิกโพลง แต่เขากลับนิ่งสนิท ราวกับสถานการณ์วิกฤตนี้คือสิ่งที่เขาคาดการณ์ไว้แล้วอย่างแม่นยำ เขาคว้าข้อมือเธอไว้แน่นแล้วออกแรงฉุดให้วิ่งเข้าไปในเงามืดของทางเดินหลังตู้หนังสือไม้โอ๊กโบราณ
“นี่มันอะไรกัน... พวกเขาคือใคร?” เธอถาม พยายามประคองสติท่ามกลางเสียงฝีเท้าที่ไล่หลังเข้ามา
“พวกที่หิวโหยในความลับที่คุณถืออยู่ในมือนั่นไงครับ” ธันวาตอบเสียงเรียบ พลางหยิบมีดสั้นที่ซ่อนอยู่ในแผงอกออกมาเตรียมพร้อม “ตอนนี้อย่าเพิ่งถามถึงเหตุผล ถามแค่ว่าเราจะรอดออกไปจากที่นี่ได้อย่างไรก็พอครับ”
พวกเขาทั้งสองหยุดอยู่ที่หน้าประตูห้องเก็บของใต้ดิน ซึ่งเป็นทางออกเดียวที่ธันวารู้จัก ทว่าในจังหวะนั้นเอง ประตูไม้บานใหญ่ถูกกระแทกจนเปิดออก ชายฉกรรจ์ชุดดำสามคนก้าวเข้ามา ขวางทางเดินไว้ แสงจากไฟฉายแรงสูงสาดส่องเข้ามาจนภัทรินต้องยกมือขึ้นป้องตา
“คุณธันวา... คุณเองสินะที่ชอบทำตัวเป็นสุนัขเฝ้าบ้านให้พวกไร้ค่า” ชายคนกลางหัวเราะเสียงต่ำ มือขวาของเขากำปืนเก็บเสียงไว้แน่น “ส่งยัยนั่นมา แล้วผมจะปล่อยให้คุณมีชีวิตรอดไปบอกเจ้านายได้”
ธันวาปล่อยมือภัทรินช้าๆ เขาขยับมายืนบังเธอไว้ สายตาของเขาเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง จากความเยือกเย็นกลายเป็นความดุดันของนักล่าที่ถูกต้อนจนมุม “ผมเกลียดการเจรจากับคนที่ไม่มีความสามารถในการตัดสินใจด้วยตัวเอง”
สิ้นคำพูด ธันวาก็พุ่งเข้าหาชายชุดดำราวกับเงาที่เคลื่อนที่ได้ การต่อสู้ดำเนินไปอย่างรวดเร็วและไร้ความปรานี เสียงปืนดังขึ้นเป็นจังหวะ แต่ธันวาอาศัยความชำนาญในพื้นที่บวกกับความสามารถที่ไม่มีใครคาดคิด เขาสามารถจัดการชายชุดดำคนแรกจนล้มลงไปได้ ทว่าจำนวนของคนร้ายกลับมีมากกว่าที่เห็น
ภัทรินที่ยืนอยู่ข้างหลังกัดริมฝีปากแน่น เธอมองเห็นโอกาสในความวุ่นวายนั้น มีดเล่มเล็กที่หล่นอยู่ใกล้ตัวชายที่ล้มลง เธอตัดสินใจอย่างรวดเร็ว—ตัดสินใจที่จะไม่เป็นเพียง ‘เหยื่อ’ ในเรื่องราวของพ่ออีกต่อไป เธอพุ่งเข้าไปคว้ามีดและจ้วงเข้าที่ขาของชายอีกคนที่กำลังจะพุ่งเข้าประชิดหลังธันวา
เสียงร้องโอดโอยดังลั่น ธันวาหันกลับมามองภัทรินด้วยแววตาที่เปลี่ยนไปเล็กน้อย มันไม่ใช่ความประหลาดใจธรรมดา แต่มันคือการยอมรับในสิ่งที่เขามองเห็นในตัวเธอ
“หันมาทำไม!” ภัทรินตะโกน “จัดการพวกมันสิ!”
ธันวาแค่นหัวเราะในลำคอ “ดูเหมือนผมจะประเมินคุณต่ำไปนะ ภัทริน”
ขณะที่ทั้งคู่กำลังจะได้เปรียบ เสียงฝีเท้าหนักๆ อีกชุดหนึ่งก็ดังขึ้นมาจากบันไดวนด้านหลัง พวกเขาไม่ได้มาแค่สามคน แต่ดูเหมือนว่าคนทั้งคฤหาสน์จะถูกปิดล้อมไว้หมดแล้ว ไฟในคฤหาสน์สว่างวาบขึ้น ท่ามกลางความชุลมุน ชายวัยกลางคนในชุดสูทเนี้ยบกริบก้าวเข้ามาในห้องโถง เขาถือปืนสีเงินวาววับไว้ในมือ และที่สำคัญที่สุด... บนใบหน้านั้นประดับด้วยรอยยิ้มที่ภัทรินคุ้นเคยดีที่สุดในชีวิต
“พอได้แล้ว ลูกรัก...” ชายผู้นั้นกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ทว่าเยือกเย็นจนคนฟังรู้สึกหนาวสะท้านถึงกระดูกสันหลัง
ภัทรินหยุดชะงัก มีดในมือสั่นระริกเมื่อเห็นใบหน้าของชายที่ยืนอยู่ตรงหน้า “พ่อ...”
“พ่อบอกแล้วไงว่าการเล่นซนมันมีขอบเขต” ชายคนนั้นก้าวเข้ามาใกล้ มองผ่านภัทรินไปที่ธันวาด้วยสายตาเหยียดหยาม “ส่วนคุณ... ธันวา การพาลูกสาวผมหนีออกจากรัง มันเป็นข้อหาที่รุนแรงเกินกว่าที่ผมจะให้อภัยได้นะ”
ธันวาลดอาวุธลงช้าๆ เขาไม่ได้หวาดกลัว แต่กลับแสยะยิ้มที่ดูราวกับเตรียมแผนการสุดท้ายไว้ “คุณคิดว่าคุณคุมเกมนี้ได้งั้นเหรอครับ? ลองดูที่ข้อมือคุณดีๆ สิ ว่ารอยจารึกที่อยู่ในมือภัทรินน่ะ... มันได้ถูกสลักรหัสผ่านให้ทำงานตั้งแต่วินาทีที่ผมพาเธอมาที่นี่แล้ว”
สิ้นประโยคของธันวา เสียงสัญญาณเตือนภัยบางอย่างดังลั่นไปทั่วคฤหาสน์ ภัทรินรู้สึกถึงความร้อนที่แผ่ออกมาจากแฟ้มเอกสารในมือเธอ แสงสีฟ้าสว่างวาบขึ้นจากตัวเอกสารนั้น ท่ามกลางความตื่นตะลึงของทุกคนในห้อง ความมืดมิดที่เคยกดทับชีวิตของเธอกำลังจะถูกทำลายลงด้วยเปลวไฟแห่งความจริงที่กำลังจะปะทุขึ้น
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปกับผมในบทที่เข้มข้นที่สุดนี้ แล้วพบกันในบทถัดไปนะครับ
ดันเจี้ยนมาสเตอร์ลึกลับ
เขาวงกตกลืนวิญญาณ: บันทึกลับดันเจี้ยนนิรนาม•ตอนที่ 10
จุดแตกหัก
ผลงานโดย ดันเจี้ยนมาสเตอร์ลึกลับ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ดันเจี้ยนมาสเตอร์ลึกลับ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เขาวงกตกลืนวิญญาณ: บันทึกลับดันเจี้ยนนิรนาม นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!