"ปล่อยมือฉันเดี๋ยวนี้ ธันวา!"
ภัทรินตวาดลั่น เสียงของเธอสั่นพร่าไม่ต่างจากจังหวะชีพจรที่เต้นเร่าอยู่ในขมับ เธอกระชากข้อมือกลับจากการกอบกุมของชายหนุ่มขณะที่ร่างของทั้งคู่ซวนเซไปตามแรงเหวี่ยงของรถยนต์คันเก่าที่ขับฉวัดเฉวียนผ่านตรอกแคบๆ ของเขตเมืองเก่า เสียงยางบดขยี้กับพื้นถนนเปียกชื้นดังสนั่นประสานกับเสียงหัวใจที่เต้นรัวอยู่ในอก
ธันวาไม่ตอบ เขาเพียงแค่หักพวงมาลัยหลบสิ่งกีดขวางด้วยความนิ่งเฉยที่น่าตบะแตก ดวงตาคมกริบคู่นั้นจับจ้องไปที่กระจกมองหลังอยู่เป็นระยะ แสงไฟนีออนจากป้ายร้านค้าข้างทางวูบผ่านใบหน้าของเขา สร้างเงาสลัวที่ทำให้เขาทวีความลึกลับและน่าเกรงขามในเวลาเดียวกัน
"ถ้าคุณอยากจะกลับไปเป็นเพียงแค่หุ่นเชิดในคฤหาสน์หลังนั้นอีกครั้ง ก็เชิญกระโดดลงไปได้เลย" ธันวาเอ่ยขึ้น น้ำเสียงเรียบเรื่อยทว่ากดดัน "แต่ผมเตือนไว้ก่อนนะ ภัทริน... ครั้งนี้พวกมันไม่ได้ต้องการแค่คำตอบ แต่มันต้องการทำลายทุกร่องรอยที่เกี่ยวข้องกับคุณทิ้งให้หมด"
ภัทรินชะงัก เธอหันไปมองใบหน้าที่เต็มไปด้วยความเย็นชาของเขา 'ร่องรอย' คำนั้นแทงใจดำเธอเข้าอย่างจัง เธอใช้เวลาทั้งชีวิตเพื่อสร้างตัวตนที่สมบูรณ์แบบตามความคาดหวังของครอบครัว แต่สุดท้ายเธอกลับพบว่าตนเองเป็นเพียงแค่หน้ากระดาษที่ถูกเขียนด้วยหมึกของคนอื่นมาโดยตลอด
"แล้วคุณล่ะ?" เธอเค้นเสียงถาม "คุณช่วยฉันเพราะความหวังดี หรือเพราะคุณต้องการจารึกนั้นสำหรับตัวคุณเองกันแน่?"
รถยนต์เบรกกะทันหันจนคนทั้งคู่โน้มไปข้างหน้าตามแรงเฉื่อย ธันวาจอดรถนิ่งสนิทท่ามกลางความมืดมิดของเขตอุตสาหกรรมร้าง เขาหันมาเผชิญหน้ากับเธอ ความเงียบงันเข้ามาปกคลุมห้องโดยสารจนได้ยินเพียงเสียงเครื่องยนต์ที่ครางแผ่วเบา
เขายื่นมือมาใกล้ใบหน้าของเธอ นิ้วหัวแม่มือเกลี่ยรอยเลือดที่เปื้อนข้างแก้มเธออย่างแผ่วเบา สัมผัสนั้นเย็นเยียบทว่าแฝงไปด้วยความรู้สึกที่อ่านไม่ออก
"ความหวังดีคือคำนิยามของคนอ่อนแอ ส่วนผม... ผมคือคนที่ยอมทำทุกอย่างเพื่อให้คุณรอด แม้ว่านั่นจะหมายถึงการที่คุณต้องเกลียดผมไปตลอดชีวิตก็ตาม"
ภัทรินนิ่งค้างไป เธอสัมผัสได้ถึงกระแสไฟฟ้าบางอย่างที่วิ่งพล่านในตัวเขา มันไม่ใช่ความรัก และไม่ใช่ความเกลียดชัง มันคือความโหยหาที่ถูกกดทับด้วยภาระหน้าที่อันหนักอึ้ง เธอเม้มปากแน่นก่อนจะผลักเขาออกเบาๆ แล้วก้าวลงจากรถไปสู่ความว่างเปล่าที่รายล้อมรอบกาย
พื้นที่กว้างใหญ่ที่ถูกทิ้งร้างแห่งนี้เงียบสงัดราวกับหลุมศพ มีเพียงเสียงลมหวีดหวิวที่พัดผ่านโครงเหล็กสนิมเขรอะ ภัทรินเดินก้าวผ่านซากปรักหักพังของโรงงานเก่า ความรู้สึกไร้ตัวตนที่เคยเป็นปมในใจกลับถูกแทนที่ด้วยความกลัวที่หยั่งรากลึกกว่าเดิม เธอไม่รู้ว่ากำลังมุ่งหน้าไปที่ใด แต่เธอรู้เพียงว่าเธอไม่สามารถหันหลังกลับไปได้อีกแล้ว
"ตามผมมา อย่าห่างเกินหนึ่งก้าว" ธันวาเดินตามมาติดๆ เขาไม่ได้แตะตัวเธอ แต่รัศมีของเขากลับปกป้องเธอไว้จนรู้สึกได้ถึงความปลอดภัยที่น่าสะพรึงกลัว
"เราจะไปไหนกัน?" เธอถามพลางมองไปรอบๆ
"ไปในที่ที่ความจริงยังไม่ถูกบิดเบือน" เขาตอบเพียงแค่นั้น ก่อนจะหยุดฝีเท้าลงหน้าอาคารสำนักงานร้างที่ดูเหมือนจะพังทลายลงมาได้ทุกเมื่อ เขาล้วงหยิบวัตถุชิ้นหนึ่งออกมาจากกระเป๋าเสื้อโค้ท มันคือชิ้นส่วนของรอยจารึกที่เธอเคยเห็นในความฝัน
เมื่อแสงจากดวงจันทร์สาดส่องลงมาบนวัตถุนั้น มันกลับเปล่งประกายสีครามจางๆ ออกมาอย่างน่าประหลาด ผนังอาคารเบื้องหน้าเริ่มสั่นไหวราวกับภาพมายาที่กำลังจะจางหายไป ความเป็นจริงรอบข้างบิดเบี้ยวจนภัทรินต้องยกมือขึ้นปิดตา
"นี่มันเกิดอะไรขึ้น..." เธออุทานด้วยความตื่นตระหนก
ทว่าสิ่งที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือการปรากฏตัวของเงาร่างหนึ่งที่ยืนอยู่ตรงใจกลางความบิดเบี้ยวนั้น เขาไม่ได้มาจากความมืด ไม่ได้มาจากแสงสว่าง แต่เขายืนอยู่ตรงนั้นราวกับเป็นเจ้าของสถานที่แห่งนี้ เสียงรองเท้ากระทบพื้นคอนกรีตดังก้องราวกับเสียงเคาะระฆังแห่งความตาย
"ยินดีต้อนรับสู่จุดจบของจุดเริ่มต้น" ชายแปลกหน้าผู้นั้นเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่คุ้นเคยอย่างประหลาด
ภัทรินเบิกตากว้างเมื่อเห็นใบหน้าของบุคคลนั้นชัดๆ เขาไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นชายที่เธอจำได้แม่นว่าเสียชีวิตไปเมื่อสิบปีก่อน พ่อของเธอ... ผู้ที่ถูกประกาศว่าจากไปในอุบัติเหตุที่เธอยังคงหลอกหลอนตัวเองว่าเป็นคนผิดในเหตุการณ์นั้น
"คุณ..." เธอพูดไม่ออก น้ำตาเอ่อล้นคลอเบ้า "คุณตายไปแล้ว..."
ธันวาที่ยืนอยู่ข้างหลังเธอกลับไม่ได้แสดงอาการตกใจแม้แต่น้อย เขาก้าวออกมาข้างหน้าหนึ่งก้าวพร้อมกับรอยยิ้มที่จางหายไปจนเหลือเพียงความว่างเปล่าที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าเดิม
"พ่อของคุณไม่ได้ตายไปไหนหรอก ภัทริน" ธันวากระซิบข้างหูเธอ เสียงของเขาแหบพร่าและเต็มไปด้วยความนัย "เขาแค่ย้ายตัวเองเข้าไปอยู่ในรอยจารึกนั้น เพื่อรอเวลาที่จะกัดกินความทรงจำของคุณให้หมดสิ้น... และดูเหมือนว่าตอนนี้ เวลาของเขาได้มาถึงแล้ว"
ภัทรินรู้สึกเหมือนหัวใจหยุดเต้น มือของเธอเย็นเฉียบเมื่อชายที่เธอคิดว่าเป็นพ่อก้าวเดินเข้ามาใกล้ ในมือของเขาถือสิ่งที่ดูเหมือนจะเป็นกุญแจดอกเดิมที่เธอเคยเห็นในห้องทำงานของเขาที่บ้าน ทุกอย่างที่เธอเคยเชื่อ ทุกอย่างที่เธอเคยเป็น เริ่มพังทลายลงในวินาทีที่เขายื่นมือมาหาเธอ
"มาเถอะลูกรัก" ชายผู้นั้นกล่าวพร้อมดวงตาที่วาวโรจน์ด้วยแสงสีคราม "ถึงเวลาคืนความว่างเปล่าให้แก่โลกใบนี้แล้ว"
ขอบคุณที่ร่วมเดินทางผ่านเงามืดไปกับผมในตอนนี้ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ
ดันเจี้ยนมาสเตอร์ลึกลับ
เขาวงกตกลืนวิญญาณ: บันทึกลับดันเจี้ยนนิรนาม•ตอนที่ 11
หนีสู่ความว่างเปล่า
ผลงานโดย ดันเจี้ยนมาสเตอร์ลึกลับ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ดันเจี้ยนมาสเตอร์ลึกลับ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เขาวงกตกลืนวิญญาณ: บันทึกลับดันเจี้ยนนิรนาม นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!