“หยุดโกหกเสียทีธันวา... ที่นี่ไม่ใช่ที่ที่คุณควรจะพาฉันมาตั้งแต่แรก”
ภัทรินกระชากเสียงขณะที่รถเอสยูวีคันสีเข้มจอดสนิทลงหน้าบ้านไม้เก่าคร่ำคร่ากลางหุบเขาที่ปกคลุมด้วยม่านหมอกหนาจนมองไม่เห็นแม้แต่เงาของบ้านหลังข้างเคียง กลิ่นดินชื้นและใบไม้เน่าจางๆ ลอยมาปะทะจมูก ราวกับที่นี่ไม่ได้มีไว้ให้คนเป็นอยู่อาศัย แต่มีไว้เพื่อฝังกลบความทรงจำที่ไม่มีใครต้องการ
ธันวาไม่ตอบทันที เขาดับเครื่องยนต์ ความเงียบงันในห้องโดยสารกดทับจนหูอื้อ ชายหนุ่มนิ่งขรึม สายตาคมกริบของเขาทอดมองไปยังบ้านไม้หลังนั้นผ่านกระจกที่เริ่มมีหยดน้ำเกาะพราว ก่อนจะหันมามองภัทรินที่กำลังตัวสั่นด้วยความโกรธ
“คนที่เราตามหาไม่ได้อยากให้ใครเจอ แต่ถ้าคุณอยากรู้ว่าทำไมพ่อคุณถึงยอมทิ้งทุกอย่างไว้เบื้องหลัง... คุณก็ต้องก้าวลงจากรถเอง” เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าในแววตานั้นมีความไหววูบที่ภัทรินไม่อาจนิยามได้
“คุณอ้างชื่อเขามาตลอดทางเพื่อลากฉันมาที่นี่ แต่ความจริงแล้ว คุณแค่อยากใช้ฉันเป็นกุญแจไขตู้เซฟที่ชื่อว่าความลับของพ่อใช่ไหม?” ภัทรินแค่นยิ้ม ดวงตาที่เคยสั่นไหวตอนนี้กลับแข็งกร้าว “ถ้าฉันลงไป แล้วสิ่งที่รออยู่ไม่ใช่คนใกล้ชิดของพ่อ แต่เป็นกับดักที่คุณวางไว้... คุณจะทำอย่างไร?”
ธันวาเปิดประตูรถออก ลมเย็นเยียบพัดวูบเข้ามาปะทะใบหน้า เขาก้าวลงไปยืนข้างนอกโดยไม่หันกลับมามอง “ถ้าผมอยากกำจัดคุณ ผมคงทำตั้งแต่ตอนที่คุณเริ่มขุดคุ้ยเรื่องบันทึกเล่มนั้นที่กรุงเทพฯ แล้ว ภัทริน... ความตายมันง่ายกว่าการเผชิญหน้ากับความจริงเยอะ จำไว้ให้ดี”
ภัทรินขบกรามแน่น เธอสูดลมหายใจเข้าลึกจนเจ็บปวดที่หน้าอก ก่อนจะเปิดประตูรถตามลงไป พื้นดินเฉอะแฉะทำให้รองเท้าผ้าใบของเธอจมลงไปในโคลน หมอกหนาจัดราวกับกำแพงที่ขวางกั้นโลกใบนี้ออกจากโลกภายนอก ทุกย่างก้าวที่เธอก้าวไปข้างหน้า ให้ความรู้สึกเหมือนกำลังเดินเข้าไปในนิทานที่ถูกลืมเลือน
ทั้งคู่เดินไปถึงระเบียงบ้านไม้ ธันวาไม่ได้เคาะประตู เขาเพียงแค่แตะมือลงบนบานประตูที่ผุพัง แล้วมันก็เผยอออกราวกับรอคอยการกลับมาของใครบางคนมาเนิ่นนาน
ภายในบ้านมืดสลัว กลิ่นอายของกระดาษเก่าและฝุ่นคละคลุ้ง ภัทรินกวาดสายตาไปรอบๆ สิ่งที่เธอเห็นไม่ใช่บ้านของคนใกล้ชิดพ่ออย่างที่ควรจะเป็น แต่มันคือห้องทำงานที่เต็มไปด้วยเอกสารเก่าปึกใหญ่ที่ถูกจัดวางไว้อย่างเป็นระเบียบ... บนโต๊ะไม้กลางห้อง มีกรอบรูปวางคว่ำอยู่
ภัทรินค่อยๆ เอื้อมมือไปหยิบกรอบรูปนั้นขึ้นมา หัวใจของเธอเต้นรัวจนแทบหลุดออกมานอกอก มันคือรูปถ่ายของพ่อเธอกับชายปริศนาอีกคนที่เธอนึกไม่ออกว่าเคยเห็นที่ไหน ทว่าเบื้องหลังของรูปถ่ายนั้นมีลายมือที่เธอคุ้นตาที่สุดเขียนไว้สั้นๆ
*‘แด่ผู้มาเยือนคนสุดท้าย... ภัทริน ลูกคือความผิดพลาดเพียงหนึ่งเดียวที่พ่อรักษาไว้’*
“นี่มันหมายความว่ายังไง!” เธอหันไปตวาดใส่ธันวา แต่สิ่งที่เธอเห็นกลับไม่ใช่ชายหนุ่มที่ยืนอยู่ข้างหลังเธออีกต่อไป
ธันวาหายไปแล้ว ทิ้งให้เธอยืนอยู่กลางความมืดเพียงลำพัง ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนักๆ ก็ดังขึ้นจากห้องใต้ดินที่ถูกปูด้วยแผ่นไม้ที่เริ่มผุพัง เสียงนั้นก้าวขึ้นมาตามบันไดอย่างเชื่องช้า แต่ละจังหวะที่กระทบพื้นไม้ ฟังดูเหมือนเสียงของนาฬิกาที่กำลังนับถอยหลังสู่จุดจบ
“คุณไม่ได้มาที่นี่คนเดียวหรอกนะ ภัทริน” เสียงแหบพร่าดังขึ้นจากเงามืดด้านหลัง
ภัทรินหมุนตัวกลับไปอย่างรวดเร็ว แสงไฟฉายจากโทรศัพท์ในมือเธอสั่นไหวไปมาจนเห็นเงาตะคุ่มที่ยืนอยู่ตรงมุมห้อง ชายแก่ในชุดเสื้อกั๊กสีมอซอที่มีรอยแผลเป็นพาดผ่านใบหน้าอย่างน่ากลัวกำลังจ้องมองมาที่เธอด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความโกรธแค้นและเศร้าสร้อยในเวลาเดียวกัน
“พ่อคุณไม่ได้ทิ้งบันทึกไว้ให้คุณอ่านเพื่อหาความจริง... แต่ท่านทิ้งคุณไว้ที่นี่ เพื่อให้เรากำจัดทิ้งตั้งแต่ต้น”
คนแปลกหน้ายกอาวุธในมือขึ้น แสงสะท้อนจากโลหะคมกริบวับวาวท่ามกลางความมืด พร้อมกับประตูบ้านที่ถูกกระแทกปิดลงอย่างแรงจากฝีมือของใครบางคนที่ยืนอยู่นอกบ้าน... คนที่เพิ่งล็อคกรงขังนี้จากด้านนอก
ผมหวังว่าทุกท่านจะยังคงรักษาสติและติดตามรอยเท้าในสายหมอกนี้ไปพร้อมกับผมในบทต่อไปนะครับ ดันเจี้ยนมาสเตอร์ลึกลับขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางครับ
เขาวงกตกลืนวิญญาณ: บันทึกลับดันเจี้ยนนิรนาม•ตอนที่ 13
รอยเท้าในสายหมอก
ผลงานโดย ดันเจี้ยนมาสเตอร์ลึกลับ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ดันเจี้ยนมาสเตอร์ลึกลับ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เขาวงกตกลืนวิญญาณ: บันทึกลับดันเจี้ยนนิรนาม นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!