ทายาทตระกูลใหญ่กับอดีตภรรยาที่เขาเคยเหยียบย่ำ•ตอนที่ 2

การเผชิญหน้าบนโต๊ะประชุม

ผลงานโดย เพลิงกุหลาบดำ
เสียงกระแทกแฟ้มเอกสารหนาหนักบนโต๊ะไม้มะฮอกกานีราคาแพงไม่ได้ดังขึ้นด้วยความโกรธเกรี้ยว... แต่มันคือการประกาศศักดาอย่างเงียบงันและทรงพลังที่สุดเท่าที่ห้องประชุมใหญ่ของศิขรินทร์กรุ๊ปเคยเผชิญมา ปกรณ์นั่งตัวแข็งทื่ออยู่ ณ หัวโต๊ะ ดวงตาคมกริบที่เคยฉายแววเย่อหยิ่งและเย็นชา บัดนี้กำลังเบิกกว้างอย่างไม่อยากเชื่อสายตา หัวใจของเขากระตุกวูบ ลมหายใจสะดุดกึก ร่างสูงใหญ่ราวกับถูกสาปให้กลายเป็นหิน เมื่อเงาของความจริงจากภาพถ่ายใบเล็กในอดีตซ้อนทับเข้ากับภาพเบื้องหน้า... เด็กชายตัวน้อยที่มีดวงตากลมโตและสันจิ้มลิ้มราวกับถอดแบบมาจากพิมพ์เดียวกันกับเขาในวัยเด็ก ไม่ได้เป็นเพียงแค่ภาพลวงตาในความทรงจำอีกต่อไป แต่มันคือสายเลือด คือพันธุกรรม และคือหลักฐานชิ้นโบแดงที่ถูกซ่อนไว้ภายใต้ร่มเงาของความเจ็บปวด ทว่า... สิ่งที่ทำให้ลมหายใจของประธานหนุ่มแห่งศิขรินทร์กรุ๊ปเกือบขาดห่วง ไม่ใช่แค่เรื่องของเด็กชายคนนั้น แต่มันคือร่างเพรียวระหงที่กำลังก้าวเข้ามานั่งลงตรงข้ามเขาในตำแหน่งที่สูงที่สุดของฝั่งผู้ถือหุ้นใหญ่ พิมพ์พิศา... อดีตภรรยาผู้เคยนั่งก้มหน้าซบน้ำตาในวันที่เขาเซ็นใบหย่าอย่างไร้เยื่อใย วันนี้เธอกลับมาในชุดสูทตัดเข้ารูปสีเทาเข้มจากแบรนด์ดังระดับโลก เรือนผมยาวสลวยถูกรวบตึงไว้ด้านหลังอย่างประณีต เผยให้เห็นใบหน้ารูปไข่ที่นิ่งสนิท เยือกเย็น และทรงอำนาจจนน่ากลัว ไม่มีคราบน้ำตา ไม่มีแววตาเวทนาขอความเห็นใจ มีเพียงประกายตาคมปลาบที่มองตรงมายังเขา ราวกับกำลังมองมดปลวกตัวหนึ่งที่รอวันถูกเหยียบย่ำให้จมดิน "สวัสดีค่ะท่านประธานปกรณ์... หวังว่าดิฉันคงไม่ได้มาสายเกินไปสำหรับการประชุมวาระสำคัญในวันนี้" น้ำเสียงหวานใสที่เคยเอื้อA่นคำอ้อนวอนขอความรักจากเขาในอดีต บัดนี้เปลี่ยนเป็นเรียบเฉย เย็นชา และบาดลึกเข้าสู่ขั้วหัวใจ ทุกพยางค์ที่เปล่งออกมาสะท้อนก้องไปทั่วห้องประชุมที่เงียบสงบจนได้ยินแม้กระทั่งเสียงลมหายใจ ปกรณ์พยายามฝืนกลืนก้อนความจุกแน่นลงคอ มือหนาที่วางอยู่ใต้โต๊ะกำเข้าหากันแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน อีโก้และความหยิ่งทะนงที่สั่งสมมาทั้งชีวิตกำลังถูกมือคู่นี้ของอดีตภรรยาบดขยี้จนแหลกละเอียด เขาไม่เคยคิดเลยแม้แต่น้อยว่า... ผู้หญิงที่เขาเคยผลักไสไล่ส่งอย่างไร้ค่า จะกลับมาถือไพ่เหนือกว่าในวันที่บริษัทของตระกูลกำลังแขวนอยู่บนเส้นความเป็นความตาย "คุณ... พิมพ์พิศา คุณเข้ามานั่งตรงนี้ได้อย่างไร..." เสียงของปกรณ์แหบพร่าอย่างควบคุมไม่ได้ สายตาคมกวาดมองเอกสารแต่งตั้งผู้ถือหุ้นรายใหม่ที่วางอยู่ตรงหน้า ปรากฏชื่อของบริษัทลงทุนต่างชาติยักษ์ใหญ่ที่มีชื่อเสียงกระฉ่อนโลก และผู้มีอำนาจเบ็ดเสร็จในการอนุมัติเงินทุนก้อนโตเพื่อพยุงศิขรินทร์กรุ๊ปไว้... ก็คือเธอ "แปลกใจมากหรือคะ?" พิมพ์พิศายกยิ้มมุมปาก รอยยิ้มที่ไม่ได้ไปถึงดวงตา แต่กลับเต็มไปด้วยความสะใจที่ถูกเก็บกดไว้มานานหลายปี เธอยื่นมือเรียวสวยไปหยิบปากกาหมึกซึมราคาแพงมาหมุนเล่นเบาๆ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตาอดีตสามีอย่างไร้ความเกรงกลัว "คิดว่าฉันยังเป็นผู้หญิงโง่คนเดิม ที่นั่งรอเศษเสี้ยวความเมตตาจากคุณในห้องชุดกว้างๆ นั้นหรือคะ ปกรณ์?" คำถามนั้นเปรียบเสมือนคมมีดที่กรีดลึกลงบนแผลเก่า ปกรณ์จำได้แม่น... ในวันสุดท้ายที่เราหย่ากัน เขาเคยโยกย้ายทะเบียนสมรสทิ้งไว้บนโต๊ะ พร้อมกับคำพูดที่เหยียบย่ำศักดิ์ศรีของเธอจนไม่เหลือชิ้นดี *'เธอไม่มีค่าพอที่จะใช้ชื่อสกุลศิขรินทร์อีกต่อไป ไสหัวไปซะ พิมพ์พิศา!'* แต่วันนี้... สถานะกลับตาลปัตร ชื่อสกุลของเขาแทบจะไร้ความหมาย หากปราศจากการเซ็นอนุมัติจากผู้หญิงที่ชื่อ 'พิมพ์พิศา' คนนี้ "บริษัทของคุณกำลังจะล้มละลาย หนี้สินก้อนโตกำลังจะกลืนกินทุกอย่างที่คุณภาคภูมิใจ" พิมพ์พิศาโน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย แววตาคู่นั้นเต็มไปด้วยเพลิงแค้นที่ถูกจุดขึ้นอย่างเงียบเชียบ "และตอนนี้ ชะตากรรมทั้งหมดของศิขรินทร์กรุ๊ป... ก็อยู่ในกำมือของอดีตภรรยาที่คุณเคยเหยียบย่ำจนไม่เหลือชิ้นดีคนนี้แล้วค่ะ" บรรยากาศในห้องประชุมอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก กรรมการบริหารคนอื่นๆ ต่างพากันก้มหน้าหลบสายตา ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง ขณะที่ลภัส นักลงทุนหนุ่มผู้กุมความลับทางธุรกิจและยืนเคียงข้างพิมพ์พิศามาตลอดกาลเดิน นั่งไขว่ห้างส่งยิ้มเยาะเย้ยมาให้ปกรณ์อย่างไม่ปิดบัง ปกรณ์รู้สึกเหมือนถูกตบหน้าฉาดใหญ่กลางฝูงชน ความร้อนผ่าวแล่นริ้วขึ้นที่ขอบตาไม่ใช่เพราะความเสียใจ แต่เป็นเพราะความโกรธแค้นและความรู้สึกผิดที่ตีรวนขึ้นมาพร้อมกัน ภาพเด็กชายหน้าตาเหมือนเขาในภาพถ่ายผุดขึ้นมาในหัวอีกครั้ง หรือว่า... เด็กคนนั้นคือลูกของเขา? ลูกที่เขาไม่เคยรู้ว่ามีอยู่ ลูกที่เขาอาจจะเคยเกือบทำลายอนาคตไปพร้อมกับแม่ของเขาด้วยซ้ำ? "คุณต้องการอะไร พิมพ์พิศา..." ปกรณ์เค้นเสียงลอดไรฟัน ดวงตาสสีเข้มจ้องมองอดีตภรรยาด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อน ทั้งโกรธ หวาดหวั่น และโหยหา "ถ้าการกลับมาครั้งนี้เพื่อแก้แค้นผม คุณจะทำอะไรผมก็ได้ แต่บริษัท... ศิขรินทร์กรุ๊ปไม่เกี่ยว มันคือหยาดเหงื่อของบรรพบุรุษ..." "ฮึ..." พิมพ์พิศาหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะที่เยียบเย็นและบาดลึก "บรรพบุรุษของคุณงั้นหรือคะ? แล้วตอนที่คุณเหยียบย่ำหัวใจฉัน เหยียบย่ำลูกในท้องของฉันจนเกือบแทบเอาชีวิตไม่รอด... คุณเคยคิดถึงหยาดเหงื่อและความเจ็บปวดของฉันบ้างไหม?" คำพูดนั้นทำให้ปกรณ์ชะงักกึก ลมหายใจสะดุดฮวบ ลูกในท้องงั้นหรือ? เธอกำลังหมายความว่า... ในวันที่เขาไล่เธอออกไป เธอกำลังท้องอยู่จริงๆ อย่างนั้นหรือ? ก่อนที่ปกรณ์จะได้เอื้อนเอ่ยคำใดออกมาเพื่อแก้ตัวหรือถามไถ่ความจริง ประตูห้องประชุมก็ถูกผลักเปิดออกอย่างแรงโดยเลขานุการส่วนตัวของเขาที่มีสีหน้าตื่นตระหนกจนแทบตั้งสติไม่อยู่ "ท่านประธานคะ... เกิดเรื่องใหญ่แล้วค่ะ!" เลขานุการสาวละล่ำละลักพูดพร้อมกับยื่นแท็บเล็ตหน้าจอเปิดข่าวพาดหัวด่วนให้ดู "มีคำสั่งศาลอายัดทรัพย์สินส่วนตัวทั้งหมดของคุณ และ... และมีบุคคลปริศนาซื้อหุ้นใหญ่รวดเดียว 51% ของบริษัทเราไปแล้วค่ะ!" ปกรณ์หน้าถอดสีทันที เขารีบหันกลับมามองหน้าอดีตภรรยาที่นั่งไขว่ห้างด้วยรอยยิ้มเยือกเย็นเป็นผู้ชนะ พิมพ์พิศาค่อยๆ ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง กวาดสายตามองเขาด้วยแววตาสมเพชเวทนา ก่อนจะโน้มตัวลงกระซิบข้างหูเขาด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาที่ดังชัดเจนในความรู้สึก "ไม่ต้องหาหรอกค่ะท่านประธาน... เพราะผู้ถือหุ้นใหญ่รายใหม่ที่ซื้อบริษัทของคุณทั้งหมด ก็คือแม่ของลูกคุณเองค่ะ" ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาถึงบทนี้ด้วยหัวใจที่เต้นระรัว แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ
สารจากนักเขียน (เพลิงกุหลาบดำ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ทายาทตระกูลใหญ่กับอดีตภรรยาที่เขาเคยเหยียบย่ำ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%