หมึกซึมสีน้ำเงินเข้มบนกระดาษปอนด์เนื้อหนาในสมุดโน้ตเล่มเล็ก ไม่ได้เป็นเพียงแค่ร่องรอยของตัวอักษร แต่มันคือ ‘หลักฐาน’ ชิ้นสำคัญที่ตะโกนก้องถึงความจริงที่กรวีร์พยายามปกปิดมาตลอด
*ญาดา*—ชื่อของเธอถูกเขียนซ้ำแล้วซ้ำเล่าวนเวียนอยู่ในหน้ากระดาษแผ่นนั้น บางบรรทัดหนักแน่นด้วยแรงกดของปลายปากกา บางบรรทัดแผ่วเบาราวกับคนเขียนกำลังลังเลที่จะยอมรับหัวใจตัวเอง ในทางจิตวิทยา นี่คือพฤติกรรมของมนุษย์ที่พยายามระบายความอัดอั้นตันใจผ่านการกระทำซ้ำๆ (Repetition Compulsion) เมื่อกลไกการป้องกันตัวแบบ *Intellectualization* หรือการใช้เหตุผลเข้าข่ายพังทลายลงในยามที่เจ้าตัวเผลอไผล
หญิงสาวยืนนิ่งค้างอยู่หน้าโต๊ะแบบแปลน หัวใจเต้นโครมครามจนแทบจะทะลุออกมานอกอก ความรู้สึกประหลาดตีรวนขึ้นมาในช่องท้อง มันไม่ใช่แค่ความสะใจที่ได้ล่วงรู้ความลับของสถาปนิกปากแข็ง แต่มันคือประกายความอบอุ่นที่วابขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่
“ใครใช้ให้คุณมาสืบเรื่องความเป็นส่วนตัวของคนอื่นแบบนี้กันล่ะ ดร.ญาดา”
เสียงทุ้มต่ำที่จู่ๆ ก็ดังขึ้นจากด้านหลัง ทำเอาญาดา สะดุ้งเฮือก เธอรีบพับสมุดโน้ตเล่มนั้นปิดลงแทบจะไม่ทัน หญิงสาวหมุนตัวกลับไปเผชิญหน้ากับเจ้าของชื่อที่ถูกเขียนนับสิบครั้งทันที
กรวีร์ยืนกอดอกพิงเสาเหล็กของโครงสร้างอาคารชั่วคราว ดวงตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นสายตาจ้องมองมาที่เธอ นิ่งสนิท ทว่าประกายในแววตานั้นกลับเต็มไปด้วยความกรุ่นโกรธที่เจือความกระอักกระอ่วนอย่างปิดไม่มิด ใบหน้าคมสันบึ้งตึงตามสไตล์พ่อหนุ่มซึนเดระประจำไซต์งาน ทว่าหูทั้งสองข้างของเขากลับแดงก่ำลามไปจนถึงต้นคอ
“ฉันไม่ได้ตั้งใจจะสืบนะคะ สถาปนิกกรวีร์...” ญาดาเชิดหน้าขึ้น เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยเพื่อกลบเกลื่อนความสั่นไหวในน้ำเสียง “แต่พอดีว่าโต๊ะทำงานของคุณมันรกเกะกะสายตาของนักจิตวิทยาองค์กรอย่างฉัน เกะกะจนเผลอไปเปิดเจอ... อ้อ หรือว่านี่คือโปรเจกต์ลับชิ้นใหม่ที่คุณกำลังออกแบบอยู่คะ? ‘โครงสร้างชื่อญาดา’ รองรับน้ำหนักความคลั่งรักได้กี่กิโลวัตต์เหรอคะถึงได้เขียนซ้ำๆ ตั้งหลายหน้าแบบนี้”
คำแซวที่เผ็ดร้อนและตรงจุดทำเอาคิ้วหนาของกรวีร์กระตุกวูบ เขาผละออกจากเสาเหล็กแล้วก้าวเข้ามาประชิดตัวเธอด้วยความเร็วที่ทำให้อากาศรอบตัวเหมือนจะเบาบางลง ร่างสูงใหญ่บังคับให้เธอต้องถอยหลังไปจนแผ่นหลังชนเข้ากับโต๊ะแบบแปลนเย็นเฉียบ
“คุณนี่มัน... ปากดีไม่เคยเปลี่ยนเลยนะ ญาดา” กรวีร์กัดฟันกรอด น้ำเสียงลอดไรฟันด้วยความฮึดฮัด เขายื่นมือหนาออกไปยันขอบโต๊ะทั้งสองข้าง กักตัวเธอไว้ในพื้นที่แคบๆ ระหว่างอ้อมแขน “คนอย่างคุณน่าจะโดนจับมัดปากแล้วเอาไปโยนทิ้งไว้กลางกองปูนซีเมนต์จริงๆ”
“อุ๊ย! รุนแรงจังนะคะ” ญาดยิ้มหวานหยด ยิ่งเห็นเขายิ่งหัวเสีย เธอก็ยิ่งสนุกที่ได้หยอกเย้า “พูดจาขู่ฆ่าแบบนี้ ระวังนะคะ... ในทางจิตวิทยาเขาเรียกว่าอาการ *Reaction Formation* แสดงออกตรงข้ามกับความรู้สึกที่แท้จริง ยิ่งคุณปากร้ายใส่ฉันมากเท่าไหร่ คนอื่นเขาก็ยิ่งรู้หมดรอดว่าคุณกำลัง... เอ่อ คลั่งรักฉันมากแค่ไหน”
คำว่า ‘คลั่งรัก’ พ่นออกไปพร้อมรอยยิ้มเย้าแหย่ แต่ทว่ามันกลับทำให้กรวีร์ชะงักไปชั่วขณะ ดวงตาคมเข้มมองสบตากับเธออย่างลึกซึ้ง ความโกรธเกรี้ยวเมื่อครู่มลายหายไปในพริบตา เหลือเพียงความเปราะบางที่ซ่อนอยู่ภายใต้เปลือกนอกอันแข็งกระด้าง
ความเงียบเข้าปกคลุมพื้นที่รอบตัวชั่วขณะ เสียงเครื่องจักรกลหนักในไซต์งานราวกับถูกปิดสวิตช์ไปโดยปริยาย เหลือเพียงเสียงลมหายใจอุ่นๆ ของคนทั้งคู่ที่ผสานเข้าหากันในระยะประชิด ญาดาเผลอกลั้นหายใจโดยไม่รู้ตัว เมื่อเห็นสายตาที่กรวีร์ใช้มองเธอในตอนนี้ มันไม่ใช่สายตาของสถาปนิกผู้เย่อหยิ่งอีกต่อไป แต่มันคือสายตาของมนุษย์คนหนึ่งที่กำลังพ่ายแพ้ต่อความรู้สึกของตัวเองอย่างราบคาบ
และในวินาทีนั้นเอง... สิ่งที่ญาดาไม่คาดคิดว่าจะได้เห็นจากผู้ชายคนนี้ก็เกิดขึ้น
มุมปากด้านขวาของกรวีร์กระตุกขึ้นเล็กน้อย กลายเป็นรอยยิ้มบางเบาที่ไม่ได้ปรุงแต่ง รอยยิ้มที่หาดูได้ยากยิ่ง รอยยิ้มที่อ่อนโยนจนน่าใจหาย และมันส1ว่างวาบขึ้นมาท่ามกลางบรรยากาศดิบๆ ของไซต์งานก่อสร้างราวกับปาฏิหาริย์
มันเป็นรอยยิ้มที่เขาไม่อยากให้ใครเห็น... แต่เขากลับมอบมันให้เธอเพียงคนเดียว
หัวใจของญาดากระตุกวูบ จังหวะการเต้นของชีพจรในอกรัวเร็วจนควบคุมไม่ได้ ความร้อนผ่าวแล่นริ้วขึ้นมาบนพวงแก้มอย่างฉับพลัน สมองของนักจิตวิทยาผู้เชี่ยวชาญด้านการอ่านใจคน รวนเรและว่างเปล่าไปชั่วขณะ เมื่อเจอความซึนที่ระเบิดออกมาเป็นรอยยิ้มทรงเสน่ห์นี้เข้าจังๆ
“...คุณยิ้ม” ญาดาพึมพำออกมาเบาๆ เสียงของเธอสั่นพร่าโดยไม่รู้ตัว “คุณกำลังยิ้มให้ฉัน...”
“ใครยิ้ม?” กรวีร์รีบหุบยิ้มทันที สีหน้ากลับมาบึ้งตึงกลบเกลื่อนความเขินอายอย่างรวดเร็ว เขารีบเบือนหน้าหนีไปทางอื่นพร้อมกับกระแอมไอออกมาเบาๆ “คุณตาฝาดไปแล้ว ดร.ญาดา แสงสะท้อนจากกระจกต่างหากเล่า”
“แหม แก้ตัวน้ำขุ่นๆ เลยนะคะ หูแดงขนาดนั้นยังจะปากแข็งอีก” ญาดายิ้มกริ่ม ความเขินอายเมื่อครู่ถูกแทนที่ด้วยความหมั่นเขี้ยว เธอแกล้งยกมือขึ้นแตะที่ใบหูร้อนผ่าวของเขาเบาๆ “หรือว่าอุณหภูมิในไซต์งานมันสูงเกินไปคะ สถาปนิกกร... ถึงได้หน้าแดงหูแดงขนาดนี้”
กรวีร์สะดุ้งสุดตัวเมื่อปลายนิ้วอุ่นของเธอแตะโดนผิวแก้มและใบหูของเขา ร่างหนาผงถอยหลังไปหนึ่งก้าวด้วยความตกใจ ดวงตาเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย ปากอ้าพะงาบๆ เหมือนคนสิ้นไร้ไม้ตอกจะเถียง เขาชี้หน้าเธอด้วยความคาดโทษแต่กลับไม่มีความน่ากลัวหลงเหลืออยู่เลยสักนิด
“คุณ... คุณนี่มันอันตรายจริงๆ นะญาดา อันตรายต่อระบบประสาทและหัวใจของผมชะมัด” เขาสบถเบาๆ ก่อนจะสะบัดหน้าหนีเพื่อซ่อนรอยยิ้มที่หลุดออกมาอีกระลอก
ญาดากลั้วหัวเราะในลำคออย่างอารมณ์ดี ความรู้สึกพึงพอใจแล่นพล่านไปทั่วร่าง บรรยากาศระหว่างเขากับเธอกำลังหลอมรวมกันเป็นความหวานที่เจือความกวนประสาทอย่างลงตัวที่สุด และเธอก็ชักจะติดใจรสชาตินี้เข้าเสียแล้วสิคะ
ทว่า... ช่วงเวลาแห่งความฟินจิกหมอนกำลังจะดำเนินต่อไป เสียงฝีเท้าหนักๆ พร้อมกับเสียงตะโกนโวกเวกก็ดังแทรกเข้ามาทำลายบรรยากาศสีชมพูลงอย่างไม่เกรงใจ
“ไอ้กร! แย่แล้วโว้ย! แผ่นพื้นสำเร็จรูปโซน B เกิดปัญหาใหญ่แล้วโว้ย!”
เสียงตะโกนของภาคินเพื่อนสนิทดังลั่นพร้อมกับร่างท้วมที่วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาหยุดยืนตรงหน้าทางเข้าเต็นท์ที่พักคนงาน กรวีร์และญาดาผละออกจากกันแทบจะไม่ทัน
กรวีร์ขมวดคิ้วมุ่น ปรับสีหน้ากลับมาเป็นโหมดจริงจังในเสี้ยววินาที “เกิดอะไรขึ้นวะไอ้ภาคิน? พื้นมันทำไม?”
“ก็ไอ้เสาเข็มต้นที่สามน่ะสิ... จู่ๆ มันก็เกิดการทรุดตัวลงผิดปกติ ทั้งๆ ที่คำนวณตามแบบแปลนของคุณทุกอย่างแล้วนะเว้ย!” ภาคินหน้าซีดเผือด หอบหายใจตัวโยน “แถมตอนนี้... คนงานข้างล่างกำลังแตกตื่นกันใหญ่แล้ว เพราะมีเสียงแปลกๆ ดังมาจากใต้ดินโซนนั้นด้วยวะ!”
กรวีร์หน้าเครียดขึ้นมาทันที เขารีบหยิบหมวกนิรภัยขึ้นมาสวมแล้วก้าวเดินออกไปจากเต็นท์ทันทีโดยไม่หันมามองญาดา แต่ทว่า... ก่อนที่เขาจะพ้นขอบประตูผ้าใบ กรวีร์ก็ชะงักเท้ากุนหนุน หันกลับมามองสถาปนิกสาวและนักจิตวิทยาคนเก่งด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความกังวลระคนจริงจัง
“อยู่ตรงนี้ ห้ามเดินไปไหนเด็ดขาด จนกว่าผมจะกลับมา”
สั่งเสร็จเขาก็วิ่งหายลับไปกับความวุ่นวายด้านนอก ทิ้งให้ญาดายืนนิ่งอยู่ลำพัง ทว่าหัวใจของเธอกลับเต้นรัวแรงยิ่งกว่าเดิม ไม่ใช่เพราะความเป็นห่วงเรื่องโครงสร้างอาคาร... แต่เป็นเพราะประกายตาดุดันที่แฝงความห่วงใยเมื่อครู่ต่างหาก
และในจังหวะที่เธอกำลังจะเดินตามออกไปเพื่อดูสถานการณ์ สายตาของเธอก็เหลือไปเห็นบางสิ่งบางอย่างที่ร่วงหล่นลงมาจากกระเป๋าเสื้อของกรวีร์ตอนที่เขาวิ่งออกไปเมื่อครู่ มันคือกระดาษโน้ตแผ่นเล็กที่ฉีกออกมาจากสมุดเล่มนั้น
ญาดาก้มลงเก็บมันขึ้นมาด้วยความสงสัย ทว่าเมื่อพลิกอ่านข้อความลายมือบรรจงที่เขียนด้วยหมึกซึมสีน้ำเงิน ดวงตาของเธอก็เบิกกว้างขึ้นด้วยความตกใจระคนซาบซึ้งใจ
*‘เพราะเธอมองทะลุเข้ามาในใจฉัน... ฉันถึงกลัวว่าเธอจะรู้ว่าฉันรักเธอมากแค่ไหน’*
ยังไม่ทันที่ญาดาจะได้ตั้งสติกับข้อความสารภาพรักที่ซ่อนอยู่ในกระดาษแผ่นนั้น ไฟฟ้าภายในไซต์งานทั้งหมดก็ดับวูบลงพร้อมกัน! ความมืดมิดเข้าปกคลุมทั่วบริเวณ และตามมาด้วยเสียงกรีดร้องโหยหวนจากใต้ดินโซน B ที่ดังทะลุขึ้นมาถึงผิวดิน... พร้อมกับเสียงระเบิดตูมสนั่นที่ทำให้พื้นดินใต้เท้าของเธอสั่นสะเทือนเลื่อนลั่นอย่างรุนแรง!
----------------------------------------
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่แวะมาจิกหมอนและลุ้นไปกับความซึนของสถาปนิกเรานะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ!
สถาปนิกโครงสร้างใจแข็งกับนักจิตวิทยาปากร้ายในไซต์งานเดือด•ตอนที่ 9
รอยยิ้มที่ไม่อยากให้เห็น
ผลงานโดย จิตวิทยาเพื่อทุกคน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (จิตวิทยาเพื่อทุกคน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกโครงสร้างใจแข็งกับนักจิตวิทยาปากร้ายในไซต์งานเดือด นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!