สถาปนิกโครงสร้างใจแข็งกับนักจิตวิทยาปากร้ายในไซต์งานเดือด•ตอนที่ 10

คำเตือนจากเพื่อนสนิท

ผลงานโดย จิตวิทยาเพื่อทุกคน
“ถ้ารักษาโครงสร้างไม่ได้ ก็ช่วยรักษาความรู้สึกตัวเองให้มันรอดปลอดภัยก่อนเถอะค่ะ คุณสถาปนิก” เสียงของญาดายังคงก้องกังวานอยู่ในโสตประสาทของกรวีร์ แม้ว่าเหตุการณ์ระเบิดขนาดย่อมจากใต้ดินโซน B จะสงบลงจนเหลือเพียงควันจางๆ และกลิ่นฉุนของดินปืนที่ลอยคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ ไซต์งานก่อสร้างในยามวิกาลที่ควรจะเงียบสงบ กลับเต็มไปด้วยเสียงฝีเท้าวิ่งอลหม่าน เสียงตะโกนสั่งการของหัวหน้าคนงาน และแสงไฟฉายกราดส่องตัดความมืดมิด ทว่าสิ่งเดียวที่ดึงดูดความสนใจของกรวีร์ในนาทีนี้ กลับไม่ใช่ความเสียหายของโครงสร้างอาคาร แต่เป็นร่างบางของนักจิตวิทยาปากกล้าที่ยืนอยู่เบื้องหน้าเขาต่างหาก ดร.ญาดากำลังใช้มือปัดฝุ่นปูนตามเนื้อตัว ใบหน้าเนียนใสเปรื้อยเปื้อนคราบเขม่าสีดำเล็กน้อย แต่ดวงตากลมโตคู่นั้นกลับฉายแววเด็ดเดี่ยวและตื่นตัว เธอไม่ได้แสดงอาการตื่นตระหนกจนเสียศูนย์ แม้ว่าแรงสั่นสะเทือนเมื่อครู่จะทำให้พวกเขาทั้งคู่เกือบเสียหลักล้มลงไปกองกับพื้นด้วยกันก็ตาม ในทางจิตวิทยา ปฏิกิริยาภายใต้ภาวะวิกฤต (Crisis Response) มักจะเผยธาตุแท้ทางอารมณ์ออกมาอย่างไร้การปรุงแต่ง และกรวีร์ก็รู้ดีว่ากลไกป้องกันตัวแบบ *Intellectualization* ของเขากำลังทำงานอย่างหนักหน่วง เพื่อสกัดกั้นความรู้สึกบางอย่างที่พยายามจะทะลักออกมาจากอกซ้าย “ยืนเหม่ออะไรอยู่ตรงนี้ล่ะคุณกรวีร์? หรือว่าช็อกจนระบบประมวลผลพังไปแล้ว?” ญาดาเอ่ยแซะทันทีที่หันมาเห็นเขายืนนิ่งเป็นรูปปั้น เธอยกแขนขึ้นกอดอก เชิดคางขึ้นเล็กน้อยตามนิสัยที่ไม่เคยยอมลดละให้ใคร “ถ้าใต้ดินโซน B ถล่มลงมาจริงๆ ฉันว่าคนแรกที่จะต้องวิ่งหนีไม่ใช่คนงานหรอกค่ะ น่าจะเป็นอีโก้ของคุณนั่นแหละที่ต้องแบกหนีตายก่อนเพื่อน” “ผมแค่กำลังประเมินสถานการณ์ตามหลักวิศวกรรม ไม่ได้เอาเวลามาต่อปากต่อคำไร้สาระเหมือนคุณ” กรวีร์สวนกลับทันควัน น้ำเสียงเรียบสนทนาราบเรียบแต่แฝงด้วยความหงุดหงิดที่ถูกจี้ใจดำ เขารีบก้าวถอยหลังออกห่างจากเธอหนึ่งก้าว เพื่อสร้างระยะห่างทางกายภาพที่ช่วยให้เขารู้สึกปลอดภัยขึ้น “แล้วก็เลิกทำตัวเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาจำเป็นสักที ใครเขากลัวกัน? ผมแค่กำลังคิดว่าใครมันสะเพร่าถึงปล่อยให้เกิดประกายไฟใกล้ถังสารเคมีต่างหาก” “อ๋อเหรอคะ? ปากบอกว่าคิดเรื่องงาน แต่หูของคุณมันแดงแจ๋เลยนะคะคุณสถาปนิก” ญาดาหรี่ตามองอย่างรู้ทัน รอยยิ้มมุมปากของเธอมีความร้ายกาจที่ทำเอาหัวใจคนมองกระตุกวูบ “หรือว่าที่หน้าแดงเนี่ย... เป็นเพราะแรงระเบิด หรือว่าเป็นเพราะเมื่อกี้เราอยู่ใกล้กันเกินไปจนคุณตั้งสติไม่ทันกันแน่?” “คุณญาดา!” กรวีร์กัดฟันกรอด สันกรามคมขบเข้าหากันจนนูนเด่น เขาเกลียดนักเวลาที่ถูกผู้หญิงคนนี้อ่านทางขาดกระวิงแบบนี้ เธอมักจะมองทะลุผ่านเกราะกำบังทางปัญญาที่เขาสร้างขึ้นมาอย่างง่ายดาย เหมือนกับว่าตัวตนที่เขาพยายามซ่อนไว้หลังมาดนิ่งขรึม เป็นเพียงแค่บ้านกระดาษที่พร้อมจะพังทลายลงได้ทุกเมื่อ ในขณะที่สงครามประสาทขนาดย่อมกำลังดำเนินไปอย่างดุเดือด เสียงฝีเท้าหนักๆ พร้อมกับแสงไฟฉายที่สาดส่องเข้ามาตรงจุดที่พวกเขายืนอยู่ ก็ทำให้ทั้งคู่ต้องหยุดชะงัก “เฮ้ย! ทางนี้ปลอดภัยดีใช่ไหมวะ?” เสียงทุ้มห้าวที่คุ้นเคยดังขึ้น พร้อมกับร่างสูงใหญ่ของภาคิน วิศวกรโครงสร้างเพื่อนสนิทของกรวีร์ที่วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามา ใบหน้าของภาคินเต็มไปด้วยเหงื่อไคลและคราบฝุ่น แต่พอเขาเห็นสภาพของเพื่อนรักยืนอยู่ใกล้ชิดกับนักจิตวิทยาคนสวย ท่าทีตื่นตระหนกเมื่อครู่ก็พลันเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ทันทีทันใดตามนิสัยประจำตัว ภาคินกวาดสายตามองระหว่างกรวีร์ที่กำลังตีสีหน้าตายด้าน กับญาดาที่ยืนกอดอกยิ้มมุมปากอย่างเหนือกว่า ก่อนจะส่งเสียงแซวออกมาด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ “แหม... นึกว่าเกิดเหตุระเบิดจนต้องเรียกหน่วยกู้ภัย ที่แท้ก็มาติดอยู่ ‘หลุมหลบภัยทางใจ’ ด้วยกันนี่เองนะพวกนาย” ภาคินเดินเข้ามาตบไหล่กรวีร์แรงๆ จนเจ้าตัวเซเล็กน้อย “ตกใจอะไรกันวะ หน้าตาถึงได้แดงแจ๋กันทั้งคู่เลย... หรือว่าแรงระเบิดมันทำให้บรรยากาศมันพาไปจนเผลอทำอะไรเกินเลยกว่าการตรวจไซต์งานรึเปล่า?” “พูดมากน่าภาคิน” กรวีร์รีบปัดมือเพื่อนสนิทออกทันที ใบหน้าที่พยายามทำเป็นนิ่งสงบเมื่อครู่เริ่มมีรอยร้าวปรากฏให้เห็นชัดเจนขึ้น “แกเคลียร์พื้นที่ข้างล่างเรียบร้อยแล้วหรือยัง ถึงมีเวลามาเดินเล่นแซwชาวบ้านเขาแบบนี้?” “เรียบร้อยบ้าอะไรล่ะ เสียหายพอสมควรเลย โชคดีนะที่ไม่มีใครเป็นอะไรมาก แค่สำลักควันแล้วก็ตกใจกันไปหมด” ภาคินถอนหายใจยาวก่อนจะหันไปทางญาดาแล้วยิ้มให้อย่างสุภาพ “ต้องขอบคุณ ดร.ดา ด้วยนะครับเนี่ย ที่ช่วยคุมสติคนงานข้างบนไม่ให้แตกตื่นวิ่งหนีลงไปซ้ำซ้อนข้างล่าง ไม่งั้นคงวุ่นวายกว่านี้เยอะ” “ยินดีค่ะคุณภาคิน หน้าที่ของนักจิตวิทยาองค์กรก็คือการจัดการกับความตื่นตระหนกของมนุษย์นี่แหละค่ะ โดยเฉพาะมนุษย์บางคนที่ปากแข็งมากๆ จนน่าเอาค้อนทุบให้รู้แล้วรู้รอด” ญาดาตอบกลับพร้อมกับเหลือบสายตาคมกริบมามองสถาปนิกหนุ่มที่ยืนอยู่ข้างๆ เป็นเชิงเหน็บแนม “ฉันไม่ได้ปากแข็ง แค่พูดความจริง” กรวีร์สวนกลับทันควัน ดวงตาคมเข้มจ้องมองเธอด้วยความไม่พอใจแกมหมั่นไส้ “ถ้าทุกคนมีสติและทำตามระเบียบความปลอดภัยตั้งแต่แรก เรื่องพวกนี้มันก็จะไม่เกิดขึ้นหรอก ไม่ใช่เอาแต่พึ่งพาหลักจิตวิทยาอะไรนั่น” “อุ๊ย! เริ่มใช้วิธี *Denial* (การปฏิเสธความจริง) กลบเกลื่อนความหงุดหงิดอีกแล้วเหรอคะ?” ญาดาเลิกคิ้วขึ้นอย่างท้าทาย ก้าวเข้าไปใกล้กรวีร์อีกก้าวหนึ่งจนเขารู้สึกได้ถึงไออุ่นจากตัวเธอ “ยอมรับมาเถอะค่ะว่าเมื่อกี้... ตอนที่ไฟดับแล้วเสียงระเบิดดังขึ้น คุณก็แอบตกใจจนเกือบคว้าแขนฉันไว้เหมือนกันนั่นแหละ” กรวีร์ชะงักไปชั่วขณะ ดวงตาคมกริบเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยโดยไม่ตั้งใจ ภาพเหตุการณ์เมื่อไม่กี่นาาทีก่อนหน้านั้นแล่นย้อนกลับเข้ามาในหัว ในเสี้ยววินาทีที่ความมืดมิดเข้ากลืนกินทุกสิ่งและความกลัวก่อตัวขึ้นในอก สิ่งแรกที่ร่างกายของเขาสัญชาตญาณสั่งให้ทำคือการเอื้อมมือไปคว้าข้อศอกของญาดา เพื่อดึงเธอเข้ามาใกล้ตัวให้พ้นจากรัศมีอันตราย มันไม่ใช่แค่เรื่องของความรับผิดชอบในฐานะผู้นำไซต์งาน แต่มันเป็นความห่วงใยดิบๆ ที่พุ่งพล่านจนสมองส่วนเหตุผลแทบประมวลผลไม่ทัน ทว่า... เมื่อนึกถึงตรงนั้น กรวีร์ก็รีบดึงสติกลับมาอย่างรวดเร็ว เขาปรับสีหน้าให้กลับมาเย็นชาและไร้ความรู้สึกเหมือนเดิมทันที พร้อมกับถอยหลังเว้นระยะห่างออกไปอีกก้าว เพื่อสร้างกำแพงน้ำแข็งกั้นขวางระหว่างเขากับเธอขึ้นมาอีกครั้ง สูงลิบลิ่ว และแน่นหนายิ่งกว่าเดิม “คุณคิดไปเองทั้งนั้นแหละ ดร.ญาดา” กรวีร์กล่าวด้วยน้ำเสียงเยือกเย็นและห่างเหินที่สุดเท่าที่จะทำได้ ดวงตาคู่คมฉายแววเรียบเฉยรา1วกับน้ำแข็งขั้วโลก “ผมไม่มีเวลามาเล่นเกมจิตวิทยาไร้สาระกับคุณหรอก งานตรงหน้ายังเสียหายอยู่อีกมาก ถ้าคุณว่างมากจนไม่มีอะไรทำ กรุณากลับขึ้นไปรอข้างบนเถอะครับ ที่นี่ไม่ใช่สถานที่มานั่งวิเคราะห์พฤติกรรมมนุษย์” บรรยากาศรอบตัวพลันเงียบกริบลงทันทีเมื่อคำพูดตัดเยื่อใยนั้นหลุดออกจากปากของสถาปนิกหนุ่ม ภาคินที่ยืนมองเหตุการณ์อยู่ถึงกับหุบยิ้มลง สีหน้าของวิศวกรหนุ่มฉายแววแปลกใจระคนหมั่นไส้ เพราะเขารู้ดีว่าเพื่อนสนิทของตัวเองกำลังแสดงอาการ ‘ซึนเดระ’ ขั้นสุดยอดออกมาเพื่อกลบเกลื่อนความรู้สึกที่แท้จริง ส่วนญาดา... เธอยืนนิ่งไปชั่วอึดใจ รอยยิ้มเย้าแหย่เมื่อครู่เลือนหายไปจากใบหน้า ดวงตากลมโตคู่นั้นมองสำรวจใบหน้าเรียบเฉยและแววตาที่จงใจแสดงความห่างเหินของกรวีร์อย่างพิจารณา ในทางจิตวิทยา ปฏิกิริยาการถอยหนีอย่างสุดขั้ว (*Withdrawal*) แบบนี้ มักจะเกิดขึ้นเมื่อบุคคลรู้สึกว่าเกราะป้องกันตัวกำลังจะถูกเจาะทะลุ และความรู้สึกที่แท้จริงกำลังจะถูกเปิดเผยต่อหน้าสาธารณชน แทนที่จะโกรธหรือต่อปากต่อคำกลับเหมือนทุกที ญาดากลับระบายยิ้มบางๆ ออกมา เป็นรอยยิ้มที่ไม่ได้มีความโกรธเคือง แต่มันเต็มไปด้วยความรู้ทันและความท้าทายที่ลึกล้ำเสียจนกรวีร์รู้สึกหนสันหลังวาบ “ค่ะ... เข้าใจแล้วล่ะค่ะ” ญาดาพยักหน้ารับเบาๆ น้ำเสียงของเธอนุ่มนวลขึ้นแต่กลับเฉียบคมจนบาดลึกถึงขั้วหัวใจ “อยากสร้างกำแพงให้มันสูงแค่ไหนก็ตามใจคุณเลยนะคะคุณกรวีร์ แต่จำไว้นะคะว่ายิ่งกำแพงมันหนาเท่าไหร่ เวลาที่มันพังทลายลงมา... มันก็จะยิ่งทับถมคุณให้เจ็บปวดมากขึ้นเท่านั้น” พูดจบ ญาดาก็ไม่รอให้สถาปนิกหนุ่มได้อ้าปากเถียงกลับ เธอหมุนตัวหันหลังแล้วเดินสาวเท้าจากไปท่ามกลางแสงไฟฉายวับแวมของคนงาน โดยมีสายตาของภาคินมองตามไปด้วยความทึ่งระคนขำขัน “โห... ไอ้กรวะ” ภาคินส่ายหัวเบาๆ ก่อนจะหันมามองเพื่อนสนิทที่ยืนหน้าตึงอยู่คนเดียว “แกนี่มัน... ปากแข็งได้โล่จริงๆ ว่ะ ระวังเถอะ สักวันนึงถ้าเขาเบื่อแล้วเดินหนีไปจริงๆ คนที่จะดิ้นรนทุรนทุรายจะไม่ใช่ใครอื่นหรอก คือแกนี่แหละ” “หุบปากไปเลยภาคิน แล้วไปดูว่าท่อระบายน้ำข้างล่างมันพังเสียหายไปถึงไหนแล้ว ถ้าพรุ่งนี้งานไม่เดิน ฉันจะหักเงินเดือนแก” กรวีร์ตวาดกลับเสียงเข้มเพื่อกลบเกลื่อนความร้อนรุ่มที่ตีตื้นขึ้นมาในอก เขากำหมัดแน่นโดยไม่รู้ตัว ความหงุดหงิดพุ่งพล่านอยู่ในอกราวกับมีไฟสุม ทว่า ในวินาทีที่กรวีร์กำลังจะหันหลังเดินกลับไปจัดการกับกองเอกสารประเมินความเสียหาย เสียงฝีเท้าหนักๆ ของใครบางคนก็วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาหาพวกเขาจากทางปากทางเข้าโซน B พร้อมกับเสียงตะโกนด้วยความตื่นตระหนกสุดขีดที่ทำให้เลือดในกายของสถาปนิกหนุ่มเย็นเฉียบลงในพริบตา “คุณกรวีร์! คุณภาคิน! แย่แล้วครับ!” คนงานหนุ่มคนหนึ่งวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าพวกเขาทั้งคู่ ใบหน้าซีดเผือดจนไร้สีเลือด หายใจหอบถี่จนแทบสำลักคำพูด “เกิดอะไรขึ้นวะ พูดให้มันรู้เรื่อง!” ภาคินรวบตัวคนงานคนนั้นไว้แล้วถามเสียงดัง คนงานหนุ่มกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ดวงตาเบิกกว้างด้วยความหวาดกลัวสุดขีด ก่อนจะชี้มือสั่นเทาไปทางอุโมงค์ใต้ดินโซน B ที่เพิ่งเกิดเหตุระเบิด “ทะ... ท่อก๊าซหลัก... ท่อก๊าซหลักในโซน B ที่เพิ่งซ่อมเสร็จ มันเกิดรอยร้าวขนาดใหญ่ขึ้นอีกจุดครับ!ะ...แล้ว ดร.ญาดา... ดร.ญาดาเธอเดินลงไปสำรวจเอกสารความเสียหายในโซนนั้นคนเดียวเมื่อกี้... ตอนนี้... ตอนนี้สัญญาณสื่อสารขาดหายไปแล้วครับ!” กรวีร์รู้สึกราวกับมีสายฟ้าฟาดผ่าลงกลางกระหม่อมในเสี้ยววินาทีนั้น โลกทั้งใบหยุดหมุน เสียงรอบข้างเงียบกริบลงทันที หัวใจที่เคยเต้นเป็นจังหวะปกติกลับกระหน่ำรัวเร็วราวกับจะทะลุออกมานอกอก ความเย็นเยียบแล่นพล่านไปทั่วไขสันหลังเมื่อตระหนักว่าผู้หญิงปากกล้าคนนั้นกำลังตกอยู่ในอันตรายถึงชีวิต กำแพงน้ำแข็งทั้งหมดที่เขาสร้างขึ้นมาอย่างยากลำบาก พังทลายลงมาไม่เป็นท่าในพริบตาเดียว! -------------------- ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่แวะเวียนมาสัมผัสความระทึกและเคมีเดือดๆ ไปด้วยกันนะคะ รักรี้ดที่สุดเลยค่ะ!
สารจากนักเขียน (จิตวิทยาเพื่อทุกคน)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกโครงสร้างใจแข็งกับนักจิตวิทยาปากร้ายในไซต์งานเดือด นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%