สถาปนิกโครงสร้างใจแข็งกับนักจิตวิทยาปากร้ายในไซต์งานเดือด•ตอนที่ 24

เงาอดีตที่ตามหลอกหลอน

ผลงานโดย จิตวิทยาเพื่อทุกคน
เอกสารแฟ้มสีน้ำชาในมือของดร.ญาดากำลังสั่นน้อยๆ... ไม่ใช่เพราะความหนาวเย็นจากเครื่องปรับอากาศในห้องประชุมใหญ่ของไซต์งานก่อสร้าง หากแต่เป็นเพราะร่องรอยอดีตที่ถูกรื้อฟื้นขึ้นมาอย่างไร้ความปรานี “เธอคิดว่าตัวเองเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านจิตใจคนอื่น แล้วคิดว่าจะรักษาแผลเป็นของตัวเองได้งั้นเหรอ ญาดา? คนที่ถูกแฟนเก่าหลอกลวงจนหมดตัวแถมยังทิ้งให้แบกรับหนี้สินก้อนโต... มีสิทธิ์อะไรมาสอนเรื่องความมั่นคงทางอารมณ์ให้คนอื่นในบริษัทนี้ล่ะ?” เสียงหัวเราะเยาะเย้ยของอดีตเพื่อนร่วมงานคนเดิมที่ตั้งใจเอาเรื่องส่วนตัวมาประจานกลางที่ประชุมเพื่อดิสเครดิตเธอดังก้องอยู่ในโสตประสาท บรรยากาศรอบตัวดร.สาวผู้มักจะฉะฉานและคุมเกมได้เสมอในทุกสถานการณ์ กลับกลายเป็นสุญญากาศที่สูบเอาออกซิเจนไปจนหมดสิ้น ดวงตากลมโตที่เคยฉายแววทระนงและเฉียบคมหลุบต่ำลง มือเรียวกำแฟ้มเอกสารแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด กลไกการป้องกันตัวทางจิตวิทยาแบบถดถอย (Regression) กำลังทำงานเมื่อเธอรู้สึกเหมือนตัวเองกลับไปเป็นเด็กสาวผู้ไร้ทางสู้ในวันที่ถูกหักหลังอีกครั้ง ในทางจิตวิทยา มนุษย์เรามักจะซ่อนแผลสดไว้ใต้รอยยิ้มที่สมบูรณ์แบบที่สุดเสมอ... และญาดาก็ทำเช่นนั้นมาตลอด จนกระทั่งวันนี้ วันที่เกราะป้องกันถูกกระชากออกต่อหน้าต่อตาผู้คนนับสิบ ทว่า ก่อนที่เสียงซุบซิบนินทาจะทันได้กัดกินความมั่นใจที่เหลืออยู่ของเธอ เก้าอี้หนังตัวใหญ่ด้านข้างก็ถูกกระชากถอยหลังด้วยแรงมหาศาล เสียงขาเก้าอี้ครูดกับพื้นปูนขัดมันดัง *กรรโชก* จนทุกคนในห้องต้องสะดุ้งเงียบเสียงลงทันที กรวีร์ก้าวพรวดออกมาหยุดยืนขวางหน้าญาดาไว้ ร่างสูงใหญ่ในชุดเสื้อเชิ้ตพับแขนและสวมหมวกนิรภัยคาดไว้ที่ข้อศอกแผ่รังสีความน่าเกรงขามออกมาอย่างชัดเจน ดวงตาคมกริบดั่งเหยี่ยวจ้องมองไปยังผู้ชายปากมากที่บังaอาจมาล้ำเส้นคนของเขาอย่างเหี้ยมเกรียม “พูดจบหรือยังครับ?” น้ำเสียงทุ้มต่ำแต่ทรงพลังจนน่าขนลุกดังขึ้น กรวีร์ไม่ได้ตะโกน แต่น้ำเสียงนั้นเย็นเยียบและเต็มไปด้วยอำนาจดิบเถื่อนแบบสถาปนิกโครงสร้างผู้ควบคุมงานก่อสร้างมูลค่าหลายพันล้าน “ถ้าสมองส่วนหน้า (Prefrontal Cortex) ของคุณมันพัฒนามาไม่มากพอที่จะแยกแยะเรื่องงานกับเรื่องส่วนตัวได้ ผมแนะนำให้เดินออกไปใช้เวลาว่างที่แผนกทรัพยากรบุคคล หรือไม่ก็ใช้กระจกเงาสำรวจตัวเองดูบ้างว่า การเที่ยวขุดคุ้ยความล้มเหลวของคนอื่นมาเหยียบย่ำกลางที่ประชุม มันสะท้อนปมด้อยลึกๆ ในจิตใต้สำนึกของคุณขนาดไหนกันแน่” ความเงียบกริบเข้าปกคลุมห้องประชุมทันที กรวีร์ใช้หลักการทางจิตวิทยาที่เขาแอบจำมาจากปากของญาดามาตอกกลับหน้าหงายได้อย่างเจ็บแสบและตรงจุดจนอีกฝ่ายหน้าซีดเผือด กลไกการป้องกันตัวแบบ Intellectualization ที่พระเอกหนุ่มชอบใช้อยู่เสมอในยามปกติ บัดนี้ถูกแปรเปลี่ยนเป็นอาวุธร้ายกาจเพื่อปกป้องผู้หญิงข้างกายโดยเฉพาะ “กร...” ญาดาเงยหน้าขึ้นมองแผ่นหลังกว้างของคนที่ยืนบังลมฝนให้เธอ หัวใจดวงน้อยที่กำลังแตกสลายกลับกระตุกวูบอย่างแรง ความรู้สึกอุ่นวาบแผ่ซ่านเข้ามาในอกท่ามกลางความหนาวเหน็บ กรวีร์ไม่หันกลับมามองเธอในทันที เขายังคงยืนคุมเชิงด้วยท่าทีดุดันราวกับสิงโตหนุ่มที่พร้อมจะขย้ำทุกคนที่กล้าเข้าใกล้เขตหวงห้าม แต่ปลายนิ้วมือหนาที่ทิ้งดิ่งอยู่ข้างลำตัวกลับกำลังกำเข้าหากันแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน—นั่นคือสัญญาณภาษาท่าทาง (Body Language) ที่ฟ้องชัดเจนว่าเขากำลังโกรธจัดและพยายามสะกดกลั้นอารมณ์ตัวเองไม่ให้ซัดหน้าไอ้เวรตะไลนั่นคาห้องประชุม “คุณญาดาคือคนที่ออกแบบระบบโครงสร้างทางจิตวิทยาให้กับโปรเจกต์นี้ร่วมกับผมทุกขั้นตอน และผลงานของเธอก็ประจักษ์ชัดเจนจนพวกคุณไม่มีปัญญาจะหาข้อบกพร่องมาแย้งได้...” กรวีร์กวาดสายตาคมกริบมองรอบห้องประชุมอีกครั้งด้วยความเหยียดหยาม “ดังนั้น ถ้าใครยังมีสมองกลวงๆ และปากเน่าๆ กล้าพูดจาล่วงเกินเธออีกแม้แต่คำเดียว... อย่าหาว่าผมไม่เตือนเรื่องมาตรการความปลอดภัยในไซต์งานนี้ก็แล้วกัน” สิ้นคำพูดเฉียบขาดนั้น กรวีร์ก็เอื้อมมือไปคว้าข้อมือเรียวบางของญาดาที่กำลังสั่นเทาให้ลุกขึ้นยืนตามแรงดึงของเขาอย่างเด็ดขาด “ออกไปจากที่นี่กับผมเดี๋ยวนี้ครับ ดร.ญาดา” เขาลากเธอเดินดุ่มๆ ออกมาจากห้องประชุมท่ามกลางสายตานับสิบที่มองตามด้วยความพรั่นพรึง ไม่มีใครกล้าปริปากทักท้วงสักคน แม้กระทั่งภาคินที่ยืนพิงกรอบประตูก็ยังทำได้เพียงแค่ยกมือขึ้นเกบท้ายทอยแล้วส่งยิ้มมุมปากให้เพื่อนสนิทที่กำลังแปลงร่างเป็นหมาป่าหวงก้างอย่างเต็มขั้น กรวีร์พาญาดาเดินลัดเลาะมาจนถึงโซนสำนักงานชั่วคราวชั้นในสุด ซึ่งเป็นพื้นที่ส่วนตัวที่ปลอดผู้คน เสียงปิดประตูกระจกดัง *คลิก* เบาๆ แต่กลับตัดขาดโลกภายนอกและความวุ่นวายทั้งหมดออกไปได้อย่างสิ้นเชิง ร่างสูงปล่อยมือจากข้อมือเธออย่างเบามือราวกับกลัวว่าผิวเนียนนุ่มนั้นจะช้ำ แต่ดวงตาคมยังคงจ้องมองเธอด้วยความห่วงใยที่ซ่อนอยู่ใต้กรอบความนิ่งขรึมตามเคย “เจ็บใจเหรอครับ?” กรวีร์เปิดฉากถามด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงกว่าเดิมหลายส่วน ทว่ายังคงมีความห้วนตามสไตล์ปากแข็งของเจ้าตัว “เป็นถึงนักจิตวิทยาผู้เชี่ยวชาญ แต่กลับปล่อยให้คำพูดขยะๆ ของคนไร้ค่าแค่นั้นมาบั่นทอนระบบประสาทได้เนี่ยนะ” ญาดาสูดหายใจเข้าลึกเพื่อเรียกสติ น้ำตาที่เอ่อคลอเบ้าถูกกักเก็บไว้อย่างหยิ่งทะนง เธอเงยหน้าขึ้นสบตาเขาแล้วแค่นหัวเราะเบาๆ ทั้งที่ขอบตายังแดงก่ำ “คุณนี่นะ... ปลอบคนอื่นเขาสักคำเป็นไหมคะ คุณกรวีร์?” ญาดาต่อว่าด้วยน้ำเสียงสั่นเครือเล็กน้อย “แทนที่จะพูดจาดีๆ ดันซ้ำเติมเก่งยิ่งกว่าใครซะอีก” “ผมไม่ได้ซ้ำเติม ผมแค่พูดความจริง” กรวีร์ถอนหายใจยาวพรืด ความซึนเดระของเขาพังทลายลงทันทีเมื่อเห็นร่องรอยความเปราะบางบนใบหน้าสวยหวานนั้น ร่างสูงก้าวเข้าไปประชิดตัวเธอจนแผ่นหลังบางชนเข้ากับชั้นวางเอกสารด้านหลัง ไม่มีช่องว่างให้อีกฝ่ายถอยหนีได้อีกต่อไป “คนที่เก่งกาจในการแก้ปมให้คนอื่น แต่พอกลับมาเจอเรื่องของตัวเองกลับทำได้แค่นั่งกอดเข่าเนี่ยนะ... มันน่าตีให้ตายนัก” “แล้วคุณมายุ่งอะไรด้วยล่ะคะ? ปล่อยให้ฉันจัดการเองก็สิ้นเรื่อง” ญาดาเชิดหน้าขึ้นเถียง แม้หัวใจจะเต้นโครมครามจนแทบกระเด็นออกมานอกอกเมื่อใบหน้าหล่อเหลาของสถาปนิกหนุ่มอยู่ห่างจากเธอแค่คืบ ลมหายใจอุ่นๆ ของเขาปัดป่าkอยู่บริเวณแก้มเนียน “เพราะผมทนไม่ได้ไงครับ...” น้ำเสียงของกรวีร์เปลี่ยนไป ทุ้ม นุ่มลึก และเต็มไปด้วยความจริงจังจนญาดาต้องชะงัก ดวงตาสีเข้มคู่นั้นไม่มีร่องรอยของการหยอกล้อหลงเหลืออยู่เลย มีเพียงประกายความคลั่งรักที่ถูกเก็บกดไว้มานานนับแรมเดือนสะท้อนออกมาให้เห็นอย่างชัดเจน “คุณอาจจะเก่งกาจในการวิเคราะห์กลไกทางจิตวิทยาของมนุษย์ แต่คุณคงลืมวิเคราะห์ไปอย่างหนึ่ง...” กรวีร์โน้มใบหน้าลงมาใกล้ซอกคอหอมกรุ่น กระซิบถ้อยคำด้วยน้ำเสียงพร่าสั่นที่ทำเอาขนลุกซู่ไปทั้งร่าง “ว่าเวลาที่ผู้หญิงปากร้ายคนนี้เจ็บ... หัวใจของสถาปนิกคนนี้มันเจ็บกว่าเป็นร้อยเท่า” ญาดานิ่งงัน ลมหายใจสะดุดกึก สมองที่เคยประมวลผลได้อย่างรวดเร็วกลับว่างเปล่าสนิทเมื่อปลายนิ้วอุ่นของกรวีร์เอื้อมขึ้นมาเกลี่ยหยดน้ำตาที่รื้นอยู่ตรงหางตาของเธอออกให้อย่างแผ่วเบาและทะนุถนอมที่สุด ความใกล้ชิดที่พุ่งทะยานเกินขีดจำกัดทำให้บรรยากาศรอบตัวร้อนผ่าวขึ้นมาดื้อๆ กรวีร์ก้มหน้าลงมาจนริมฝีปากหยักลึกเกือบจะแนบชิดกับกลีบปากอิ่มสั่นระริกของเธอ ทว่า ในวินาทีที่หัวใจของทั้งสองคนกำลังจะหลอมรวมเป็นจังหวะเดียวกันนั้นเอง... *ปัง!* เสียงทุบประตูกระจกด้านนอกดังลั่นพร้อมกับเสียงตะโกนโหวเหวกของคนงานที่วิ่งหน้าตื่นเข้ามา “คุณกรครับ! แย่แล้วครับ! โครงสร้างคานเหล็กโซน B เกิดรอยร้าวผิดปกติ กำลังจะทรุดตัวลงมาแล้วครับ!” กรวีร์ผละออกจากร่างบางทันทีด้วยสัญชาตญาณความปลอดภัย ดวงตาคมกริบเปลี่ยนกลับมาเป็นโหมดสถาปนิกผู้เด็ดเดี่ยวในเสี้ยววินาที “คุณรออยู่นี่!” กรวีร์หันมาสั่งเสียงเข้มพร้อมกับคว้าหมวกนิรภัยขึ้นสวมบนศีรษะอย่างรวดเร็ว “อย่าเพิ่งออกไปไหนจนกว่าผมจะกลับมาเคลียร์เรื่องนี้เสร็จ!” พูดจบ สถาปนิกหนุ่มก็หมุนตัวพุ่งทะยานออกไปจากห้องทันที ทิ้งให้ญาดายืนหายใจหอบกระชั้นอยู่ท่ามกลางความเงียบงัน หัวใจที่เพิ่งถูกเติมเต็มด้วยความหวานล้ำกลับต้องถูกแขวนไว้บนเส้นด้ายแห่งความหวาดวิตกอีกครั้ง เมื่อเธอเหลือบไปเห็นสมุดบันทึกบนโต๊ะทำงานของกรวีร์ที่เปิดค้างไว้ และข้อความลายมือตวัดหวัดๆ บรรทัดสุดท้ายของเขา ทำให้ดวงตากลมโตเบิกกว้างด้วยความตกใจสุดขีด— *ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่แวะมาเติมพลังใจให้กันในตอนนี้มากๆ เลยนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ!*
สารจากนักเขียน (จิตวิทยาเพื่อทุกคน)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกโครงสร้างใจแข็งกับนักจิตวิทยาปากร้ายในไซต์งานเดือด นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%