กลิ่นหอมหวานอันน่าสะอิดสะเอียนของกำยานบุปผาชาติจากแดนใต้ ออบอวลหนาแน่นจนแทบจะคว้าจับต้องได้ภายในตำหนักบูรพา เสียงหัวเราะคิกคักดั่งนกร้องของเหล่าสนมสาวในอาภรณ์แพรไหมปักดิ้นทองระยิบระยับ กำลังขับเน้นบรรยากาศแห่งการชิงดีชิงเด่นให้พุ่งสูงขึ้นจนน่าอึดอัด หลี่เหมยยืนนิ่งอยู่เบื้องหน้าโต๊ะมุกแกะสลักลวดลายหงส์เหิน ปลายนายนิ้วเรียวยาวสัมผัสเข้ากับกระเบื้องเคลือบสีชาเย็นชาที่ตั้งอยู่บนถาดเงิน หากแต่โสตประสาทของนางกลับมิได้ใส่ใจเสียงหัวเราะเหล่านั้น นางกำลังสดับฟังเสียงโหยหวนแผ่วเบาที่ลอดผ่านรอยต่อของแผ่นไม้จันทน์หอมใต้พื้นเรือน—เสียงวิญญาณนางกำนัลผู้ตายอย่างเป็นปริศนาเมื่อค่ำคืนก่อน กำลังกรีดร้องขอความยุติธรรม
"ดูท่าทางแม่นางหลี่ผู้ปราดเปรื่องของท่านอ๋อง จะมิได้ใส่ใจน้ำชาต้อนรับที่พวกเราตั้งใจจัดเตรียมให้เลยนะเพคะ"
สุ้มเสียงหวานหยดย้อยหากแต่ซ่อนปลายเข็มพิษไว้ทุกพยางค์ ดังมาจากพระสนมเซียว กุ้ยเฟย ผู้ทรงอำนาจสูงสุดในวังหลังเวลานี้ นางก้าวเท้าเข้ามาใกล้ด้วยกิริยาดั่งหงส์เหิน ปลายเล็บสวมปลอกทองคำฝังทับทิมยาวแหลมคม สะท้อนกับแสงตะเกียงสำริดวาววับ ดวงตาเรียวรีคู่นั้นกวาดมองหลี่เหมยตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ราวกับกำลังประเมินราคา สินค้าในตลาดค้าทาส
หลี่เหมยมิได้สะท้านสะเทือน นางค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นสบตาอีกฝ่ายอย่างสงبนิ่ง ริมฝีปากบางเฉียบแย้มยิ้มบางเบา เป็นรอยยิ้มที่ไม่ได้ไปถึงดวงตา ทว่ากลับทรงพลังพอที่จะทำให้บรรยากาศรอบกายเยือกเย็นลงถนัดตา
"น้ำชาต้อนรับของพระสนมเซียว เต็มไปด้วยกลิ่นอายของบุปผาที่เติบโตบนดินชุ่มเลือด... หม่อมฉันเกรงว่าดื่มเข้าไปแล้ว จะทำให้ลิ้นชาจนไม่สามารถทูลความจริงแด่ท่านอ๋องได้นะสิเพคะ" หลี่เหมยกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ทว่าคมกริบดั่งใบมีดที่ซ่อนอยู่ในแพรไหม
กุ้ยเฟยเซียวชะงักไปชั่วลมหายใจ รอยยิ้มบนใบหน้าแข็งค้างขึ้นมาทันที นางหรี่ตาลงอย่างอันตราย "เจ้าเป็นเพียงแขกผู้ได้รับเชิญมาไขคดีประหลาดในเรือนสุริยคราส ไฉนจึงกล้าอาจหาญกล่าววาจาสามหาวในเขตพระฐานันดรเช่นนี้? หรือคิดว่ามีท่านอ๋องคอยหนุนหลัง แล้วจะสามารถเหยียบย่ำกฎเกณฑ์ของวังหลังได้ตามอำเภอใจ?"
สนมเอกอีกสามคนที่ยืนรายล้อมต่างส่งเสียงฮือฮาขึ้นมาทันที บรรยากาศภายในตำหนักตึงเครียดขึ้นจนแทบจะจุดไฟติด การสืบสวนคดีวิญญาณอาฆาตของหลี่เหมยกำลังไปแตะต้องผลประโยชน์มหาศาลและ "ความลับ" บางอย่างที่เหล่าสนมพยายามปกปิดมาเนิ่นนาน พวกนางจึงรวมตัวกันใช้อำนาจและเล่ห์เหลี่ยมในวังหลังเพื่อขัดขวางทุกวิถีทาง มิให้ความจริงถูกเปิดเผย
"หม่อมฉันมิบังอาจเหยียบย่ำกฎเกณฑ์ใด ๆ" หลี่เหมยกล่าวต่อ น้ำเสียงยังคงราบเรียบ สุขุมเยือกเย็น "แต่กฎเกณฑ์อันใดเล่า จะสำคัญไปกว่าความสงบสุขของวิญญาณที่ยังคงวนเวียนกรีดร้องอยู่ ณ เรือนหลังนั้น? หรือว่า... ที่พระสนมทรงร้อนรนพยายามขัดขวางการสืบสวนในครั้งนี้ ก็เพราะเกรงว่าเสียงกรีดร้องนั้น จะเอ่ยนามของใครบางคนออกมา?"
เพล้ง!
ถ้วยชาในมือของสนมเซียวสั่นสะท้านจนกระแทกเข้ากับขอบถาดเงิน น้ำชาสีเขียวเข้มกระฉอกเปื้อนอาภรณ์ปักลายหรูหรา ใบหน้าของกุ้ยเฟยบิดเบี้ยวด้วยความโกรธเกรี้ยว นางย่างสามขุมเข้ามาประชิดตัวหลี่เหมย มือเรียวยื่นออกหมายจะตบสั่งสอนสตรีสามหาวผู้นี้ให้หลาบจำ
ทว่า... ก่อนที่ปลอกเล็บทองคำจะทันได้สัมผัสผิวแก้มของหลี่เหมย อากาศทั่วทั้งห้องกลับลดฮวบลงจนเกิดไอสีขาวจากลมหายใจ ประตูไม้แกะสลักบานใหญ่ถูกผลักเปิดออกด้วยพลังลมอันรุนแรงอย่างไร้ที่มา ร่างสูงใหญ่ในชุดคลุมสีดำสนิทปักลายมังกรห้ากรงเล็บด้วยด้ายเงินก้าวเข้ามา ท่ามกลางความเงียบงันที่กดทับจนทุกคนต้องก้มหน้าลงต่ำ
ท่านอ๋องเฉินหลงเสด็จมาแล้ว...
ดวงเนตรคมกริบดั่งพญายมกวาดมองเหตุการณ์เบื้องหน้า รังสีอำมหิตแผ่ซ่านออกมาจากพระวรกายจนแทบจะทำให้ผู้คนรอบข้างหยุดหายใจ พระองค์มิได้ตรัสสิ่งใดในทันที ทว่าความเงียบที่ทรงมอบให้นั้น น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าเสียงคำรามของสายฟ้า
"ดูเหมือนว่า... ตำหนักบูรพาของเปิ่นหวาง จะคึกคักเสียยิ่งกว่าท้องพระโรงเสียอีกกระมัง" สุ้มเสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจเอ่ยขึ้น ทำลายความเงียบลงอย่างช้า ๆ เฉินหลงก้าวเข้ามาหยุดยืนเคียงข้างหลี่เหมย สายตาคมกลาบเหลือบมองรอยเปื้อนบนอาภรณ์ของกุ้ยเฟย ก่อนจะเลื่อนกลับมาสบตาพระสนมเอกผู้กำลังตัวสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว
"ท่านอ๋อง... หม่อมฉันเพียงแค่... เพียงแค่สั่งสอนหญิงสามหาวนางนี้แทนพระองค์เท่านั้นเพคะ" กุ้ยเฟยเซียวรีบทรุดกายลงคุกเข่า น้ำเสียงสั่นเครือด้วยความสะพรึงกลัว
เฉินหลงแค่นเสียงหัวเราะในลำคออย่างเยียบเย็น "นางเป็นแขกของเปิ่นหวาง และเป็นคนเดียวที่จะไขปริศนาคำสาปที่พวกเจ้าต่างพยายามซุกซ่อนไว้ใต้พรม หากใครกล้าขัดขวางนางอีกแม้แต่ก้าวเดียว..." ท่านอ๋องเว้นจังหวะ เลื่อนมือข้างหนึ่งไปโอบกระชับเอวบางของหลี่เหมยไว้หลวม ๆ ทว่ามั่นคง "...เปิ่นหวางจะถือว่าผู้นั้นคือผู้สมรู้ร่วมคิดกับวิญญาณอาฆาต และมีโทษประหารสถานเดียว!"
คำประกาศิตนั้นดังก้องราวกับสายฟ้าฟาดกลางฤดูร้อน เหล่าสนมต่างหน้าถอดสี หมอบกราบลงกับพื้นด้วยความหวาดผวา
ทว่า ในวินาทีที่หลี่เหมยเงยหน้าขึ้นสบตากับท่านอ๋องผู้เยือกเย็น นางกลับสัมผัสได้ถึงความเย็นยะเยือกที่แผ่ออกมาจากปลอกแขนเสื้อของเฉินหลง—กลิ่นอายโลหิตจาง ๆ ที่ถูกกลบด้วยกลิ่นกำยาน และเศษกระดาษยันต์สีเหลืองซีดที่โผล่พ้นชายผ้าออกมากึ่งหนึ่ง
นั่นไม่ใช่ยันต์ปราบผีทั่วไป... แต่มันคือยันต์สะกดวิญญาณที่ใช้กักขังดวงจิตของบรรพบุรุษตระกูลหลี่เอาไว้!
และมือที่กำลังโอบกระชับเอวของนางอยู่นี้... ก็เป็นมือเดียวกันกับที่ลงนามในคำสั่งสังหารเมื่อสามปีก่อน
เฉินหลงก้มลงกระซิบข้างใบหูของนาง แผ่วเบาราวกับเสียงกระซิบของปีศาจยามวิกาล "เจ้าฉลาดนัก... แต่ระวังตัวไว้เถอะหลี่เหมย บางทีความจริงที่เจ้าพยายามไข อาจไม่ใช่เรื่องราวของวิญญาณอาฆาต แต่อาจเป็นความลับที่เปิ่นหวางจงใจฝังกลบไว้กับมือของตนเอง"
ขอขอบพระคุณท่านผู้อ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านม่านหมอกโลหิตนี้ไปด้วยกัน แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ — ศาลาริมน้ำโบราณ
วิญญาณอาฆาตในเรือนสุริยคราสกับอ๋องผู้ไร้ใจ•ตอนที่ 5
เล่ห์เหลี่ยมในวังหลัง
ผลงานโดย ศาลาริมน้ำโบราณ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ศาลาริมน้ำโบราณ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิญญาณอาฆาตในเรือนสุริยคราสกับอ๋องผู้ไร้ใจ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!