วิญญาณอาฆาตในเรือนสุริยคราสกับอ๋องผู้ไร้ใจ•ตอนที่ 6

พันธนาการแห่งอดีต

ผลงานโดย ศาลาริมน้ำโบราณ
กลิ่นอายของกำยานจันทน์หอมที่ลอยอวลอยู่ภายในห้องหนังสือลับใต้ถุนเรือนสุริยคราส ไม่ได้ช่วยให้บรรยากาศรอบตัวผ่อนคลายลงเลยแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม ความเงียบงันที่กดทับลงมาราวกับจะบดขยี้กระดูกให้แหลกละเอียด ทำให้เสียงลมหายใจของคนทั้งสองดังสะท้อนก้องกังวานอยู่ในโสตประสาท "เจ้ากำลังเล่นกับไฟ เหมยเอ๋อร์" สุ้มเสียงทุ้มต่ำราวกับเสียงคำรามของพยัคฆ์ยามค่ำคืนดังขึ้นจากความมืดสลัว อ๋องเฉินหลงประทับนั่งอยู่บนเก้าอี้พนักสูงแกะสลักลวดลายมังกรห้ากรงเล็บ พระเนตรคมกริบดั่งใบมีดน้ำพี้จ้องมองร่างบางที่ยืนสงบนิ่งอยู่เบื้องหน้า แสงเทียนสีส้มวับแวมสะท้อนลงบนฉลองพระองค์สีเข้ม ยิ่งขับเน้นให้พระพักตร์หล่อเหลาที่เต็มไปด้วยร่องรอยแห่งอำนาจและความเยือกเย็นดูน่าสะพรึงกลัวยิ่งขึ้น หลี่เหมยมิได้สะท้านสะเทือนต่ออาณัติแห่งราชันที่แผ่ออกมาจากพระองค์ นางเพียงแต่ปรายหางตามองม้วนกระดาษโบราณที่เปื้อนคราบโลหิตสีคล้ำ ซึ่งวางอยู่บนโต๊ะไม้จันทน์แดง แผ่นกระดาษนั้นเก่าจนแทบจะกลายเป็นผงธุลี แต่วิญาณอาฆาตที่เกาะติดอยู่กลับส่งเสียงกรีดร้องโหยหวนในมิติที่คนธรรมดามองไม่เห็น หยดน้ำตาแห่งความแค้นยังคงไหลวนเวียนอยู่ในห้วงเวลาที่ถูกผนึกไว้ "หม่อมฉันมิได้เล่นกับไฟเพคะ... แต่หม่อมฉันกำลังพยายามดับเพลิงโลกันตร์ที่กำลังจะแผดเผาทั้งตระกูลของพระองค์ต่างหาก" หลี่เหมยเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่ามั่นคงดั่งหินผา นางก้าวเข้าไปใกล้โต๊ะอีกคืบ ปลายนิ้วเรียวยาวแตะลงบนขอบกระดาษแผ่นนั้นอย่างไม่เกรงกลัว "รอยประทับตราหยกมังกรคู่ และกลิ่นอายไอศวรรย์ที่เจืออยู่ในกระดาษแผ่นนี้ มีเพียงราชนิกุลสายตรงแห่งราชสำนักต้าหลี่เท่านั้นที่ครอบครอง... เหตุใดบันทึกการสังหารล้างบางตระกูลขุนนางฝ่ายวิปลาสเมื่อยี่สิบปีก่อน จึงมาซ่อนอยู่ใต้เรือนไทยโบราณหลังนี้เล่าเพคะ ท่านอ๋อง" อ๋องเฉินหลงทรงชะงักไปชั่วขณะ พระเนตรที่เคยราบเรียบดุจผิวน้ำในบึงลึกกลับไหววับชั่วพริบตา ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นความดุดันที่แผดเผา พระองค์ทรงลุกขึ้นยืนเต็มความสูง พระวรกายกำยำก้าวเข้ามาประชิดตัวนางในพริบตาเดียว ปลายพระหัตถ์หนาเอื้อมออกไปบีบปลายคางมนของนางไว้แน่นพอประมาณ แรงบีบนั้นสะท้อนถึงความโกรธเกรี้ยวที่ถูกจี้ถูกจุด ทว่าแววตาที่มองกลับเต็มไปด้วยความเจ็บปวดลึกซึ้งที่ซ่อนเร้นมานานแรมปี "เจ้าฉลาดเกินไปแล้ว... หลี่เหมย" สุ้มเสียงของพระองค์พร่าเลือนลงเล็กน้อย ลลมหายใจร้อนผ่าวปะทะเข้ากับพวงแก้มเนียนนุ่มของนาง "ความลับนี้ หากแพร่งพรายออกไปแม้นเพียงครึ่งคำ หัวของคนทั้งตระกูลหลี่รวมถึงหัวของเจ้า จะต้องไปประดับอยู่บนหลุมศพของพวกมัน... เจ้าไม่กลัวความตายหรืออย่างไร?" "ความตายหรือเพคะ?" หลี่เหมยแย้มยิ้มบางเบา รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยปัญญาญาณและความเศร้าสร้อย นางเงยหน้าสบพระเนตรคมคลาคล่ำนั้นอย่างไม่หลบเลี่ยง "หม่อมฉันใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางวิญญาณและความตายมาตั้งแต่จำความได้ คนที่อยู่กับผีสางย่อมไม่หวาดกลัวภูตผี... แต่สิ่งที่หม่อมฉันหวาดกลัว คือการได้เห็นบุรุษผู้ยิ่งใหญ่คนหนึ่งต้องแบกรับคำสาปแห่งบาปหนาที่บรรพบุรุษก่อไว้ จนวิญญาณของพระองค์ถูกกัดกินไปทีละน้อยต่างหาก" คำพูดนั้นราวกับคมหอกที่พุ่งตรงเข้าเสียบแทงใจดำของอ๋องเฉินหลง พระองค์ทรงนิ่งงัน พระหัตถ์ที่บีบคางนางค่อยๆ คลายออก สัมผัสได้ถึงหัวใจที่เต้นรัวอยู่ในอกภายใต้เกราะแห่งความไร้ใจ ความลับที่ทรงเก็บงำไว้ไม่เคยตรัสบอกผู้ใด แม้แต่ฮ่องเต้ผู้เป็นพระเชษฐา—ความลับที่ว่าตระกูลเฉินไม่ได้ยิ่งใหญ่เพราะความชอบธรรม แต่แลกมาด้วยการสังหารล้างบางสายเลือดเดียวกันเองด้วยคำสาปแห่งวิญญาณโลหิต "เจ้าอยากรู้เรื่องนั้นนักใช่ไหม..." อ๋องเฉินหลงตรัสด้วยน้ำเสียงแหบพร่า พระพักตร์โน้มลงมาใกล้จนหน้าผากเกือบจะชิดกัน "ตระกูลเฉินไม่ได้ถูกสาปเพราะเวรกรรม... แต่เพราะบรรพบุรุษของข้า ขายวิญญาณให้กับสิ่งชั่วร้ายในเงาจันทร์ เพื่อแลกกับบัลลังก์ที่เจ้าเห็นอยู่ทุกวันนี้ และราคาที่ต้องจ่าย... คือการที่ทายาทชายทุกคนจะต้องตายด้วยอาถรรพ์เลือดนองร่างก่อนอายุสามสิบปี" บรรยากาศภายในห้องหนังสือลับเย็นเยียบลงทันทีราวกับอุณหภูมิลดฮวบลงถึงจุดเยือกแข็ง ลมพัดกรรโชกวูบหนึ่งจนเปลวเทียนดับลงครึ่งหนึ่ง เงาดำแปลกประหลาดเริ่มขยับไหวอยู่ตามมุมห้อง ราวกับมีดวงตานับร้อยกำลังจ้องมองบทสนทนาอันต้องห้ามนี้ด้วยความกระหาย หลี่เหมยสูดหายใจเข้าลึก พยายามตั้งสติท่ามกลางแรงกดดันมหาศาล นางรู้ดีว่าการก้าวเข้ามาในวังวนนี้หมายถึงการเอาชีวิตเข้าแลก แต่ความผูกพันที่ก่อตัวขึ้นเงียบๆ ระหว่างนางกับท่านอ๋องผู้เยือกเย็น ทำให้ตระหนักว่านางไม่อาจถอยหลังกลับได้อีกแล้ว "ถ้าเช่นนั้น... หม่อมฉันจะช่วยพระองค์แก้คำสาปนั้นเองเพคะ" นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงเด็ดเดี่ยว แววตาเป็นประกายกล้าหาญ "ไม่ว่าสิ่งที่อยู่ในเงาจันทร์นั้นจะเป็นภูตผีหรือปีศาจตนใด หากมันกล้าพรากชีวิตของพระองค์ไปจากหม่อมฉัน ข้า... หลี่เหมยผู้นี้ จะเป็นคนลากคอมันขึ้นมาพิพากษาด้วยมือของตนเอง" อ๋องเฉินหลงทอดพระเนตรสตรีตรงหน้าด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย ทั้งทึ่ง ห่วงใย และหวาดหวั่น พระองค์กำลังจะตรัสสิ่งใดต่อ ทว่าพลันนั้น... เสียงฝีเท้าฝ่าความมืดอันหนักหน่วงและเร่งรีบก็ดังขึ้นที่เบื้องบน บานประตูไม้สักแกะสลักของห้องลับถูกกระชากเปิดออกอย่างไร้พิธีรีตอง ขันทีคนสนิทวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาคุกเข่าลงกับพื้นด้วยความหวาดกลัวจนตัวสั่นเทา "ท... ทูลท่านอ๋อง! เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ!" ขันทีละล่ำละลักละลานละลอกรายงานด้วยเสียงสั่นเครือ "ราชโองการด่วนจากท้องพระโรง... มีพระราชเสาวนีย์จากไทฮองไทเฮา สั่งให้ควบคุมตัวคุณหนูหลี่เหมยไปสอบสวนข้อหากบฏ ณ คุกใต้ดินหลวงทันทีพ่ะย่ะค่ะ!" สิ้นเสียงรายงานนั้น รอยยิ้มเย็นเยียบและเสียงหัวเราะแผ่วเบาอันน่าขนลุกก็ดังแทรกขึ้นมาจากความมืดมิดเบื้องหลังเสาเรือน ราวกับมีบุคคลที่สามแอบฟังทุกคำสนทนามาโดยตลอด และกำลังรอจังหวะนี้เพื่อปิดตายประตูแห่งความตายใส่หน้าพวกเขาทั้งสองคน --- ขอขอบพระคุณท่านผู้อ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านม่านหมอกโลหิตนี้ไปด้วยกัน แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ — ศาลาริมน้ำโบราณ
สารจากนักเขียน (ศาลาริมน้ำโบราณ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิญญาณอาฆาตในเรือนสุริยคราสกับอ๋องผู้ไร้ใจ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%