กลิ่นอายของกำยานดอกกุ้ยฮวาที่เผาไหม้อย่างเชื่องช้าในเตาทองเหลือง ไม่ได้ช่วยให้บรรยากาศภายในห้องนอนใหญ่ของเรือนสุริยคราสอบอุ่นขึ้นเลยแม้แต่น้อย ความหนาแน่นของความมืดมนยามราตรีแผ่ซ่านลอดผ่านรอยต่อของบานหน้าต่างไม้แกะสลัก ราวกับมีดวงตาคู่ใหญ่นับร้อยกำลังจ้องมองความเคลื่อนไหวทุกฝีก้าวของสตรีที่นั่งอยู่หน้ากระจกสำริด
หลี่เหมยปักปิ่นหยกขาวลงบนมวยผมสีดำสนิทอย่างประณีต ดวงตาคู่คมกริบสะท้อนภาพเงาในกระจกที่บิดเบี้ยวเล็กน้อยตามอายุของเนื้อโลหะ นางไม่ได้หันกลับไปมองบุรุษร่างสูงใหญ่ที่ยืนกอดอกพิงเสาไม้ตะเคียนทองอยู่มุมห้อง แต่อากัปกิริยาเยือกเย็นและแววตาที่ไหววาระกำชับความตึงเครียดระหว่างพวกเขายิ่งกว่าคมดาบ
"เจ้าเงียบมานานเกินไปแล้ว หลี่เหมย"
เสียงทุ้มต่ำและเย็นเยียบดังขึ้นราวกับเสียงบดขยี้ของก้อนน้ำแข็ง ท่านอ๋องเฉินหลงก้าวช้าๆ เข้ามาใกล้ ร่างกายกำยำแฝงไว้ด้วยกลิ่นอายฆ่าฟันที่ผ่านสนามรบมาโชกโชน ดวงตาคมดุจเหยี่ยวคู่นั้นหรี่ลงเมื่อสังเกตเห็นรอยหมองคล้ำใต้ดวงตาของนาง "หรือว่า... คืนนี้เจ้าก็ยังไม่ยอมหลับใหลเช่นเดิม"
"หม่อมฉันเกรงว่า หากหลับตาลงในเรือนหลังนี้ ความฝันอาจไม่ใช่สิ่งเดียวที่พรากวิญญาณไปจากร่าง" หลี่เหมยตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย นางหมุนตัวกลับมาเผชิญหน้ากับเขา อาภรณ์ผ้าไหมปักลายหงส์สีชาดพลิ้วไหวตามจังหวะการเคลื่อนไหว ขับเน้นให้เรือนร่างระหงดูสง่างามแต่เปราะบางดั่งภาพวาดพู่กันจีน "ท่านอ๋องทรงทราบดีว่าเหตุใดเรือนสุริยคราสจึงถูกทิ้งร้างมาเนิ่นนาน... และเหตุใดวิญญาณที่นี่จึงไม่เคยไปสู่สุคติ"
เฉินหลงแค่นหัวเราะในลำคอ รอยยิ้มเยาะหยันปรากฏขึ้นที่มุมปากหยักลึก เขาเอื้อมมือหนาออกไปหมายจะเชยคางนางขึ้น แต่หลี่เหมยกลับเบี่ยงหน้าหลบอย่างนุ่มนวลแต่เด็ดเดี่ยว ปลายจมูกของเขาสัมผัสได้เพียงกลิ่นหอมจางๆ ของดอกไม้ป่าที่ติดตัวนางมาตลอด
"เจ้ากล้าขัดใจเราถึงเพียงนี้เชียวหรือ" เฉินหลงกระซิบชิดริมหู นางสัมผัสได้ถึงลมหายใจอุ่นร้อนที่ปัดผ่านแก้ม "จำไว้หลี่เหมย เจ้าคือชายาที่ถูกส่งมาเพื่อตบตาฮ่องเต้และราชสำนัก ไม่ใช่มาเป็นผู้ชำระสะสางความแค้นให้ผีสางเทวดาที่ไหน"
"ท่านอ๋องคิดว่านี่คือเรื่องงมงายของสตรีเพศอย่างนั้นหรือเพคะ?" หลี่เหมยเงยหน้าสบตาเขาตรงๆ แววตาของนางไม่มีความหวาดกลัวแม้แต่น้อย มีเพียงความดื้อรั้นลึกล้ำที่ท้าทายอำนาจมืดของบุรุษผู้กุมชะตากรรมคนนี้ "ถ้าเช่นนั้น เหตุใดรอยเลือดที่ธรณีประตูเรือนรับรองจึงล้างไม่ออก? เหตุใดเสียงฝีเท้าที่เดินวนเวียนรอบเตียงนอนของหม่อมฉันทุกยามสามจึงชัดเจนนัก... หรือว่าพระองค์ทรงได้ยินมันเช่นกัน แต่เลือกที่จะปิดหูปิดตาเพราะความผิดบาปในอดีต"
บรรยากาศในห้องเงียบกริบลงทันที แรงกดดันมหาศาลแผ่พุ่งออกมาจากร่างของอ๋องเฉินหลงจนกลิ่นกำยานถึงกับดับมอดลง ดวงตาของเขาเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความตกตะลึงที่ถูกล่วงล้ำเข้ามาในอาณาเขตความลับอันมืดดำที่สุดของจิตใจ
ในอดีต... ค่ำคืนที่โศกนาฏกรรมแห่งราชสำนักพรากมารดาและพี่น้องร่วมสายโลหิตไปจากเขา เสียงกรีดร้องและกลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้งในเรือนหลังนี้ยังคงตามหลอกหลอนเขาในยามนิทรา เฉินหลงกุมอำนาจไว้ได้ทั้งหมดเพราะความเหี้ยมโหด แต่เขากลับไม่เคยชนะผีร้ายที่เกาะกินหัวใจตัวเองได้เลย
"เจ้าพูดมากเกินไปแล้ว" เฉินหลงขบกรามแน่น มือใหญ่เอื้อมไปคว้าข้อแขนเรียวของนางไว้แน่นราวกับคีมเหล็ก แรงบีบนั้นมากพอจะทำให้กระดูกแหลกสลายได้ แต่หลี่เหมยเพียงแค่ขมวดคิ้วเล็กน้อยโดยไม่หลุดเสียงร้องออกมาแม้แต่นصفพยางค์
"หากหม่อมฉันพูดมาก... นั่นเป็นเพราะความจริงกำลังจะกลืนกินเราทั้งคู่ต่างหากเพคะ" หลี่เหมยกล่าวเสียงแผ่วเบา ดวงตาจับจ้องไปยังเงาดำที่ทอดตัวยาวผ่านม่านโปร่งแสงด้านนอกหน้าต่าง เงาดำนั้นไม่ได้มีรูปร่างเป็นมนุษย์ แต่มันบิดเบี้ยวและขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ราวกับกำลังคืบคลานเข้ามาใกล้ห้องนอนของพวกเขา
เฉินหลงชะงัก เขาผละมือออกจากข้อมือของนางอย่างรวดเร็วเมื่อสัมผัสได้ถึงความผิดปกติบางอย่าง อุณหภูมิภายในห้องลดฮวบลงอย่างฉับพลัน ลมหนาวพัดกรรโชกเข้ามาทั้งที่หน้าต่างทุกบานถูกลงกลอนไว้อย่างแน่นหนา เปลวไฟในตะเกียงสำริดกะพริบไหวรุนแรงก่อนจะดับวูบลงพร้อมกัน ปล่อยให้ห้องทั้งห้องตกอยู่ภายใต้ความมืดมิดที่มีเพียงแสงจันทร์สีเลือดสาดส่องเข้ามา
"ท่านอ๋อง..." หลี่เหมยกระซิบเตือนสติ มือเรียวยกขึ้นจับชายแขนเสื้อของเขาไว้โดยไม่รู้ตัว "มันมาแล้ว"
เสียงฝีเท้าหนักๆ ก้าวเดินย่ำลงบนพื้นไม้กระดานด้านนอกห้อง... *เอี๊ยด... เอี๊ยด...* เสียงนั้นดังขึ้นเรื่อยๆ ใกล้เข้ามาทุกที พร้อมกับเสียงกระซิบแหบพร่าของผู้หญิงที่ฟังไม่ได้ศัพท์ แต่เต็มไปด้วยความอาฆาตมาดร้ายจนเส้นขนทั่วร่างลุกชัน
เฉินหลงดึงกระบี่ประจำกายออกจากฝักอย่างรวดเร็ว เสียงโลหะกระทบฝักดังคมกริบก้องกังวานในความมืด เขาปกป้องร่างของหลี่เหมยไว้ด้านหลังด้วยสัญชาตญาณของนักรบผู้ผ่านความเป็นความตายมาโชกโชน ดวงตาดุดจเหยี่ยวจ้องมองไปยังบานประตูไม้ที่ค่อยๆ ถูกดันเปิดออกช้าๆ โดยไม่มีใครจับ
แกร๊ก... บานประตูเปิดอ้าออกเผยให้เห็นความว่างเปล่าของระเบียงทางเดินด้านนอก แต่ทว่า... บนพื้นไม้หน้าห้องกลับปรากฏคราบของเหลวสีแดงฉานไหลรินออกมาเป็นทางยาว กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งรุนแรงจนแทบอาเจียน
ทันใดนั้น เงาร่างของสตรีในชุดอาภรณ์โบราณขาดวิ่น ใบหน้าขาวซีดไร้เลือดและเต็มไปด้วยรอยแผลเหวอะหวะก็ปรากฏขึ้นยืนขวางอยู่ตรงกรอบประตู ดวงตาสีดำสนิทไร้แววตาคู่นั้นจ้องตรงมาที่หลี่เหมย ก่อนที่ริมฝีปากที่ฉีกขาดจะขยับส่งเสียงกระซิบอันเยือกเย็นบาดลึกถึงขั้วหัวใจ
*"ถึงเวลาทวงหนี้ชีวิต... เจ้าคือคนต่อไป..."*
หลี่เหมยรู้สึกราวกับถูกตรึงร่างไว้กับที่ ลมหายใจสะดุดกะทันหันเมื่อมือสีขาวซีดราศศพยื่นทะลุกำแพงมิติออกมาหมายจะคว้าคอของนาง ทว่าในวินาทีแห่งความเป็นความตายนั้นเอง...
ปัง! เสียงทุบประตูด้านนอกห้องดังสนั่นหวั่นไหว พร้อมกับเสียงตะโกนด้วยความตกใจสุดขีดของขันธ์ทีคนสนิทที่วิ่งหน้าตื่นเข้ามา *"ท่านอ๋องพ่ะย่ะค่ะ! เกิดเรื่องใหญ่แล้ว! มีพระราชโองการด่วนจากห้องทรงพระอักษร... หลี่... หลี่กงกง นำตราประทับหยกมาส่ง พร้อมกับ... ศพปริศนาที่หน้าตำหนักพ่ะย่ะค่ะ!"*
ขอขอบพระคุณท่านผู้อ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านม่านหมอกโลหิตนี้ไปด้วยกัน แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ — ศาลาริมน้ำโบราณ
วิญญาณอาฆาตในเรือนสุริยคราสกับอ๋องผู้ไร้ใจ•ตอนที่ 7
เสียงกระซิบจากศาลาโบราณ
ผลงานโดย ศาลาริมน้ำโบราณ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ศาลาริมน้ำโบราณ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิญญาณอาฆาตในเรือนสุริยคราสกับอ๋องผู้ไร้ใจ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!