คินน์ ธนดล คุกเข่าลงบนพื้นพรมราคาแพงอย่างไม่เหลือศักดิ์ศรีของนักธุรกิจผู้ทรงอิทธิพล หยดน้ำตาที่เอ่อล้นจากดวงตาคมกรามขบแน่นจนเป็นสันนูน ไม่ใช่ภาพสะท้อนของความอ่อนแอ แต่คือเศษซากสุดท้ายของวิญญาณที่ถูกรินรดาลากผ่านคมมีดแห่งความจริงมาตลอดสามปี
"พี่ขอโทษ..." เสียงทุ้มต่ำนั้นสั่นพร่า ร้าวราน และแหบแห้งจนแทบไม่เหลือเค้าโครงของความเย่อหยิ่งจองหองที่เคยเหยียบย่ำหัวใจเธอให้จมดิน "พี่รู้ว่าคำนี้มันไร้ค่า... รู้ว่าสิ่งที่ทำลงไปมันสมควรได้รับการสาปแช่ง แต่ริน... ได้โปรด อย่ามองพี่ด้วยสายตาที่ว่างเปล่าแบบนั้นเลย"
รินรดากลืนก้อนสะอื้นลงคออย่างยากลำบาก ปลายนิ้วเรียวสั่นเทาขณะกำชายเสื้อกันหนาวของตัวเองแน่น เธอมองร่างสูงที่ก้มกราบแทบเท้า หัวใจที่เคยด้านชากลับไหววูบอย่างเจ็บปวด ความทรงจำอันโหดร้าย วันคืนที่เธออุ้มท้องโตอย่างไร้ที่พึ่ง เสียงร้องไห้ปริ่มจะขาดใจในห้องพักแคบๆ ย้อนกลับมาตอกย้ำราวกับมีใครเอามีดมากรีดซ้ำแผลเก่า แต่วินาทีนี้ เมื่อเงาของน้องลีโอยืนกอดขาเธออยู่ด้านหลัง ดวงตากลมโตใสแป๋วที่มองผู้เป็นพ่อด้วยความหวาดระแวงและโหยหาในเวลาเดียวกัน มันทำให้เธอตระหนักว่า... กำแพงทิฐิที่เธอสร้างขึ้นเพื่อปกป้องตัวเอง กำลังกลายเป็นกรงขังที่ทำร้ายลูกชายแท้ๆ เช่นกัน
ดวงตาส่อแววอ่อนโยนขึ้นทีละน้อย ความโกรธแค้นที่สุมอกมานานนับปีค่อยๆ มลายหายไป เหลือเพียงความเหนื่อยล้าและการโหยหาการพักพิง
รินรดาทรรุดตัวลงนั่งคุกเข่าตรงหน้าเขา ปลายนิ้วเรียวเอื้อมไปแตะแก้สสากที่มีคราบน้ำตาเปรอะเปื้อนอย่างแผ่วเบา สัมผัสที่เธอเคยรังเกียจ บัดนี้กลับสั่นระริกด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อน
"คุณเคยบอกว่าฉันเป็นแค่คนแปลกหน้าไม่ใช่เหรอคะ... คินน์" เสียงหวานเอ่ยแผ่วเบา ไร้ซึ่งการประชดประชัน มีเพียงความเวิ้งว้างในน้ำเสียงที่บาดลึกถึงขั้วหัวใจ
"พี่เลวเอง... พี่มันโง่เง่าที่สุด ริน" คินน์คว้ามือบางนั้นมาแนบแก้มตัวเองอย่างโหยหา ริมฝีปากหยักจูบลงบนฝ่ามือเย็นเฉียบซ้ำๆ ราวกับกลัวว่าเธอจะสลายหายไปต่อหน้าต่อตา "ลงโทษพี่เถอะ จะให้พี่ทำอะไรก็ได้ ขอแค่... อย่าผลักไสพี่กับลูกไปอีกเลย"
ความเงียบงันเข้าปกคลุมพื้นที่ชั่วขณะ มีเพียงเสียงลมหายใจสั่นสะท้านและเสียงสะอื้นไห้เบาๆ ของเด็กชายตัวน้อยที่ยืนมองเหตุการณ์ รินรดามองลึกเข้าไปในดวงตาคมที่เต็มไปด้วยความสำนึกผิดอย่างแท้จริง เธอยกมืออีกข้างขึ้นปาดน้ำตาให้เขาอย่างอ่อนโยน ก่อนจะคลี่ยิ้มบางเบา—รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยการปล่อยวางและความยินยอมพร้อมใจที่จะเริ่มต้นใหม่
"ลุกขึ้นเถอะค่ะ... คินน์" เธอกระซิบชิดริมฝีปากเขา "เรามาเริ่มต้นกันใหม่นะคะ... เพื่อลูกของเรา"
คำว่า 'ให้อภัย' ที่หลุดออกมาจากริมฝีปากของอดีตภรรยา เปรียบเสมือนแสงสว่างวาบที่ทะลวงความมืดมิดในจิตใจของคินน์ เขารวบร่างบางเข้ามาสวมกอดแน่นฝังใบหน้าลงกับซอกคอหอมกรุ่น ความอัดอั้นตันใจที่สะสมมานานระเบิดออกมาเป็นอ้อมกอดที่ร้อนรุ่มและเต็มไปด้วยความโหยหา
ริมฝีปากร้อนผ่าวประทับจูบลงบนขมับ ไล่เรื่อยมายังพวงแก้มชื้นคราบน้ำตา ก่อนจะประกบเข้ากับเรียวปากนุ่มของเธออย่างดูดดื่ม รสจูบที่เริ่มต้นด้วยความโหยหาและสำนึกผิด ค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นความเร่าร้อนและลึกซึ้งตามแรงปรารถนาที่ถูกปลุกเร้า ลิ้นร้อนสอดแทรกเข้าไปตักตวงความหวานล้ำภายในโพรงปาก รินรดาส่งเสียงครางอือในลำคออย่างยินยอมพร้อมใจ แขนเรียวโอบกอดรอบลำคอแกร่ง ดึงรั้งเขาให้แนบชิดยิ่งขึ้นจนแทบหลอมรวมเป็นร่างเดียวกัน
ความสัมพันธ์ที่เคยแตกสลาย ถูกประสานเข้าด้วยกันอีกครั้งด้วยไฟเสน่หาและหยาดน้ำตาแห่งการไถ่บาป คินน์อุ้มร่างบางขึ้นแนบอกโดยไม่ยอมผละริมฝีปากออกแม้แต่นินทเดียว ร่างสูงพาเธอก้าวเดินไปยังเตียงนอนกว้างอย่างรวดเร็ว ท่ามกลางเสียงหัวใจที่เต้นรำเป็นจังหวะเดียวกัน
เสื้อผ้าเนื้อบางถูกปลดเปลื้องออกทีชิ้นอย่างเร่งรีบ แสงไฟสลัวภายในห้องสาดส่องกระทบเรือนร่างงดงามที่เต็มไปด้วยร่องรอยแห่งกาลเวลา แต่สำหรับคินน์แล้ว รินรดายามนี้คือความงดงามล้ำค่าที่สุดในโลก เขาก้มลงพรมจูบไปทั่วลาดไหล่เนียน แผ่นหลังเปลือยเปล่า และหน้าท้องแบนราบ สร้างความเสียวซ่านจนรินรดาต้องแอ่นกายเข้าหาด้วยความกระสันซ่าน
"ริน... เธอสวยเหลือเกิน พี่รักเธอ... รักเหลือเกิน" เสียงกระซิบพร่าสั่นแนบชิดใบหู ขณะที่มือหนาลูบไล้เรียวขางาม ปลุกเร้าอารมณ์สวาทให้พุ่งทะยานขึ้นสู่จุดสูงสุด
บทรักอันเร่าร้อนและลึกซึ้งดำเนินไปท่ามกลางคราบน้ำตาแห่งความสุขสม การประสานกายที่เต็มไปด้วยความโหยหาและแรงปรารถนาอันรุนแรง สะท้อนถึงการชดเชยเวลาที่สูญเสียไปทุกลมหายใจ ทุกสัมผัสเน้นย้ำความผูกพันที่ไม่มีวันพรากจากกันได้อีก รินรดาจิกเล็บลงบนแผ่นหลังกว้างเพื่อระบายความเสียวซ่าน ขณะที่คินน์โถมกายเข้าหาด้วยจังหวะที่หนักหน่วง ทว่านุ่มนวลและเต็มเปี่ยมไปด้วยความรักที่เพิ่งค้นพบ
ค่ำคืนอันยาวนานผ่านพ้นไปด้วยหยาดเหงื่อและเสียงหอบหายใจกระชั้นชิด ทั้งสองนอนกอดก่ายกันแนบแน่นบนเตียงกว้าง รินรดานอนซบอยู่บนอกแกร่ง ฟังเสียงหัวใจที่เต้นมั่นคงของสามี พลางปล่อยให้ความสุขสงบไหลAล้นเข้ามาในหัวใจ
ทว่า... ความสุขมักอยู่กับมนุษย์เราได้ไม่นานนัก
ในขณะที่รินรดากำลังจะเคลิ้มหลับไปในอ้อมกอดอันอบอุ่น เสียงเคาะประตูกระจกบานใหญ่ที่เชื่อมต่อกับระเบียงห้องนอนชั้นบน ก็ดังขึ้นสามครั้งติดๆ กันอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย
ก๊อก... ก๊อก... ก๊อก...
คินน์ขมวดคิ้วมุ่นด้วยความไม่พอใจ เขาผุกตัวลุกขึ้นคว้าเสื้อคลุมมาสวมอย่างลวกๆ พลางกวาดสายตามองออกไปนอกกระจกใสด้วยความระแวง ท่ามกลางความมืดมิดของยามวิกาลและเงาสลัวของระเบียงห้อง
เงาร่างของใครบางคนกำลังยืนตระหง่านอยู่หลังกระจก พร้อมกับรอยยิ้มเยียบเย็นที่ส่งตรงเข้ามาในห้องนอน และเมื่อแสงไฟจากเสาไฟถนนด้านนอกสาดส่องกระทบใบหน้าของแขกยามวิกาลผู้นั้น คินน์ก็ต้องเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงจนลมหายใจสะดุดกักค้างในลำคอ
ร่างนั้น... คือผู้ชายที่มีใบหน้าและแววตาถอดพิมพ์เดียวกับเขาอย่างไร้ที่ติ... ชายผู้ซึ่งควรจะตายไปจากชีวิตของพวกเขาเมื่อสามปีก่อน!
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและเจ็บปวดไปพร้อมกับตัวละครนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปค่ะ
คุณพ่อครับ... แม่บอกว่าคุณเป็นแค่คนแปลกหน้า•ตอนที่ 31
การตัดสินใจครั้งสุดท้าย
ผลงานโดย มิคายามวิกาล
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (มิคายามวิกาล)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง คุณพ่อครับ... แม่บอกว่าคุณเป็นแค่คนแปลกหน้า นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!