กลิ่นอายของกระดาษห่อของขวัญและกลิ่นอวลจาง ๆ ของแป้งเด็กหอมกรุ่นคละคลุ้งไปทั่วห้องนั่งเล่นกว้างขวาง รินรดากำลังก้มหน้าก้มตาจัดเรียงหนังสือภาพสำหรับเด็กนับสิบเล่มลงบนชั้นวางไม้โอ๊คสีอ่อนอย่างเบามือ ทุกการเคลื่อนไหวของเธอนุ่มนวลและเปี่ยมไปด้วยความตั้งใจ ขณะที่เสียงหัวเราะคิกคักของน้องลีโอดังเจื้อยแจ้วอยู่บนพรมปูพื้นหนานุ่ม เด็กน้อยกำลังวิ่งไล่จับเงาของตัวเองที่สะท้อนบนกระจกใสบานใหญ่ ท่ามกลางแสงไฟสีส้มอบอุ่นที่สาดส่องลงมาจากโคมระย้าคริสตัล
ร่างสูงใหญ่ของคินน์ ธนดล ยืนพิงกรอบประตูห้องครัว สายตาคมกราบกรานมองภาพตรงหน้าด้วยความรู้สึกที่บรรยายเป็นคำพูดไม่ได้ หัวใจที่เคยแห้งแล้งและด้านชามาตลอดหลายปี กลับรู้สึกราวกับได้รับการชโลมด้วยหยาดฝนแรกแห่งฤดูกาล เขากำลังมองดูผู้หญิงที่เขาเคยผลักไสอย่างไรเยื่อใย และเด็กชายตัวน้อยสายเลือดของเขาเอง ทั้งสองคนคือโลกทั้งใบที่เขาเกือบทำลายมันด้วยมือของตัวเอง
"คุณคินน์คะ ยืนมองตรงนั้นนานแล้ว... ไม่ช่วยหยิบกล่องลังทางโน้นมาเก็บหน่อยหรือคะ"
เสียงหวานเอ่ยขึ้นโดยไม่ได้เงยหน้าขึ้นมอง รินรดาชะงักมือเล็กน้อยก่อนจะผ่อนลมหายใจเบา ๆ น้ำเสียงของเธอนิ่งเรียบ ไร้ซึ่งความขุ่นเคืองแต่ก็ไม่ได้สนิทสนมจนเกินเลย มันคือระยะห่างที่เธอกำลังสร้างขึ้นเพื่อปกป้องหัวใจตัวเอง แม้ว่าวันนี้พวกเขาจะตกลงกลับมาใช้ชีวิตใต้ชายคาเดียวกันอีกครั้งตามคำขอร้องและการไถ่บาปของเขาแล้วก็ตาม
คินน์ก้าวเท้าเดินเข้ามาใกล้ ชายหนุ่มในชุดลำลองสบาย ๆ ไร้ซึ่งมาดนักธุรกิจผู้เย่อหยิ่งอย่างเคย เขานั่งลงคุกเข่าข้างหนึ่งลงบนพรมเคียงข้างกองกล่องกระดาษ สายตาคมทอดมองเสี้ยวหน้าหวานที่ยังคงมีร่องรอยความระแวดระวังซ่อนอยู่
"ผมกำลังคิดว่า... ห้องนี้ดูโล่งเกินไปสำหรับพวกเราสามคน" คินน์เอ่ยเสียงนุ่ม ทุ้มต่ำ และเจือความเว้าวอนที่หาได้ยากยิ่งจากปากผู้ชายคนนี้ "ผมอยากหากรอบรูปใหญ่ ๆ มาติดตรงผนังด้านนั้น... รูปครอบครัวของเรา"
รินรดาชะงักมือที่กำลังจัดหนังสือ เธอเงยหน้าขึ้นสบตาคมกริบคู่นั้น ดวงตากลมโตไหววูบไปชั่วขณะก่อนจะกลับมาสงบนิ่งดังเดิม มุมปากบางแยกยิ้มบางเบา—รอยยิ้มที่ไม่ได้ไปถึงดวงตา
"รูปครอบครัวเหรอคะ... คุณคินน์คงลืมไปแล้วกระมั้งคะ ว่าคำว่า 'ครอบครัว' สำหรับเราในอดีตมันมีความหมายว่าอะไร" รินรดาเอ่ยเตือนสติด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแต่บาดลึกถึงขั้วหัวใจ "การที่เรากลับมาอยู่บ้านเดียวกัน เพื่อให้น้องลีโอมีพ่อและแม่ครบถ้วน... ไม่ได้แปลว่าอดีตที่ผ่านมามันถูกลบเลือนหายไปนะคะ"
คำพูดนั้นราวกับมีดคมที่กรีดลงบนแผลเก่า คินน์เจ็บแปลบในอกแต่เขาไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะปริปากเถียง ชายหนุ่มเอื้อมมือหนาไปหมายจะกุมมือเรียวบางที่วางอยู่บนตัก แต่รินรดากลับเบี่ยงตัวหลบอย่างแนบเนียนโดยอ้างว่าต้องลุกไปหยิบน้ำให้ลูกชาย
"ป๊ะป๋า! หมุน ๆ ๆ!"
เสียงใสของน้องลีโอร้องเรียกพร้อมกับวิ่งเข้ามาคว้าชายเสื้อของคินน์ ดวงตากลมโตใสซื่อปราศจากความซับซ้อนใด ๆ คือสิ่งเดียวที่เชื่อมรอยร้าวระหว่างคนทั้งคู่ไว้ในเวลานี้ คินน์คลี่ยิ้มกว้างออกมาได้สนิทใจเมื่ออุ้มร่างป้อมของลูกชายขึ้นมาแนบอก จมูกโด่งกดลงบนแก้มยุ้ยฟอดใหญ่ด้วยความรักที่ล้นปรี่
"ครับคนเก่ง วันนี้ป๊ะป๋าจะอยู่เล่นเลโก้กับน้องลีโอทั้งวันเลย ดีไหมครับ"
"เย้! รักป๊ะป๋านะฮะ รักหม่ามี้ด้วย!"
เด็กน้อยโอบรอบคอแกร่งแน่น ก่อนจะหันไปยิ้มกว้างให้รินรดาที่เดินถือแก้วน้ำกลับมา ภาพความอบอุ่นตรงหน้าทำให้หัวใจที่ด้านชาของรินรดาอ่อนยวบลงอย่างห้ามไม่ได้ เธอยืนมองพ่อลูกหยอกล้อกันด้วยรอยยิ้มจาง ๆ ความรู้สึกอบอุ่นแปลกประหลาดแผ่ซ่านเข้ามาในอกอย่างช้า ๆ —นี่สินะ รสชาติของการมีครอบครัวที่สมบูรณ์แบบที่เธอเคยโหยหามาตลอดชีวิต
คินน์ช้อนสายตาขึ้นมองรinรดาที่ยืนอยู่ตรงหน้า แววตาของเขาเต็มไปด้วยความรู้สึกผิด ความรัก และความมุ่งมั่นที่จะรักษาโอกาสครั้งนี้ไว้ด้วยชีวิต รินรดาเองก็รับรู้ได้ถึงความเปลี่ยนแปลงนั้น แม้จะยังไม่กล้าวางใจร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่อย่างน้อย... คืนนี้เป็นคืนแรกที่บ้านหลังนี้มีเสียงหัวเราะของสามคนพ่อแม่ลูกอย่างแท้จริง
ทว่า ความสุขมักผ่านไปรวดเร็วดั่งภาพฝัน เมื่อเสียงกริ่งประตูหน้าบ้านดังขึ้นทำลายบรรยากาศอันแสนสงบลงอย่างกะทันหัน
รินรดาขมวดคิ้วด้วยความแปลกใจ "ดึกป่านนี้ใครมากันคะ? หรือว่าคุณคินน์นัดใครไว้"
คินน์ส่ายหน้าช้า ๆ สีหน้าเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมทันที เขาวางน้องลีโอลงบนพรมอย่างทะนุถนอมก่อนจะลุกขึ้นยืนเต็มความสูง "ผมไม่ได้นัดใครไว้ทั้งนั้น..."
ร่างสูงก้าวเดินไปยังประตูหน้าบ้านด้วยฝีมือที่มั่นคง รินรดากลัวลางสังหรณ์ประหลาดจึงเดินตามหลังมาติด ๆ โดยจูงมือลูกชายไว้หลวม ๆ คินน์เปิดประตูออกกว้างด้วยความระแวดระวัง ทว่าบุคคลที่ยืนอยู่เบื้องหน้าภายใต้เงาแสงไฟสลัวนอกระเบียง กลับทำให้เลือดในกายของเขาร้อนผ่าวและหยุดชะงักไปชั่วขณะ
ร่างของผู้หญิงในชุดหรูหรา ใบหน้าถอดแบบความเย่อหยิ่งและคุ้นเคยเป็นอย่างดีกำลังยืนยิ้มเยาะอยู่ที่หน้าบ้าน... 'คุณหญิงมณีรัตน์' มารดาบังเกิดเกล้าของคินน์ ผู้หญิงที่เป็นต้นเหตุของรอยร้าวทั้งหมดในอดีต!
"ตกใจอะไรกันลูก คินน์... รินรดา... แม่แค่วแวะมาดูว่า ลูกสะไภ้คนโปรดของฉัน เลี้ยงลูกในบ้านหลังนี้สนุกดีไหม" น้ำเสียงเยียบเย็นเอ่ยขึ้นพร้อมกับก้าวล้ำเข้ามาในบ้านโดยไม่ได้รับเชิญ และสายตาคมกริบของเธอก็กวาดมองไปทั่วบ้าน ก่อนจะมาหยุดอยู่ที่รินรดาด้วยรอยยิ้มพิกล "หวังว่าเธอคงยังไม่ลืมนะรินรดา... ว่าบ้านหลังนี้ และผู้ชายคนนี้... แท้จริงแล้วเป็นของใครกันแน่"
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและเจ็บปวดไปพร้อมกับตัวละครนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปค่ะ
คุณพ่อครับ... แม่บอกว่าคุณเป็นแค่คนแปลกหน้า•ตอนที่ 32
เริ่มต้นใหม่แบบครอบครัว
ผลงานโดย มิคายามวิกาล
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (มิคายามวิกาล)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง คุณพ่อครับ... แม่บอกว่าคุณเป็นแค่คนแปลกหน้า นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!