เสียงโลหะหนักหน่วงที่กระแทกลงกับพื้นคอนกรีตด้านนอก ดึงสติของรินรดาให้หลุดจากห้วงความคิดอันสับสน เปลวเพลิงสีส้มและควันสีดำทึบที่กำลังพวยพุ่งมาจากห้องเก็บของท้ายโกดังเก่า เป็นสัญญาณเตือนภัยที่เด่นชัดเสียยิ่งกว่าคำพูดใดๆ โครงสร้างหลังคาเหล็กที่ขึ้นสนิมกำลังบิดตัวลั่นเอี๊ยดอ๊าดภายใต้ความร้อนระอุ พร้อมจะพังทลายลงมาได้ทุกเมื่อ
"คุณคินน์... ออกมาเถอะค่ะ!" รินรดาตะโกนสุดเสียง ท่ามกลางความโกลาหลและความหวาดกลัวที่กัดกินหัวใจจนแทบแหลกสลาย ปลายน้อยๆ ของเธอสั่นเทาขณะกุมชายเสื้อไว้แน่น ความเกลียดชังและการผลักไสที่เธอเพียรสร้างมาตลอดหลายเดือน ดูราวกับปราสาททรายที่ถูกคลื่นซัดหายไปในพริบตา เมื่อร่างสูงใหญ่ของคินน์พุ่งฝ่าม่านควันหนาทึบออกมา พร้อมกับร่างของเด็กชายตัวน้อยในอ้อมแขน—น้องลีโอที่กำลังส่งเสียงร้องไห้จ้าด้วยความตกใจ
"ริน!" คินน์กระชากเสียงเรียกพร้อมกับดึงเธอกับลูกเข้าสู่อ้อมกอดอย่างไม่คิดชีวิต แรงกระแทกจากแรงระเบิดย่อมๆ เมื่อครู่ทำให้แผ่นหลังกว้างของเขาถูกเศษซากปูนกระเด็นใส่จนเสื้อเชิ้ตเนื้อดีขาดวิ่น แต่เขาไม่แม้แต่จะปริปากบ่น ความอบอุ่นจากอ้อมกอดที่เธอเคยตัดรอนและสาบานว่าจะไม่มีวันหวนคืน กลับกลายเป็นเกราะคุ้มกันเดียวที่ปลอดภัยที่สุดในวินาทีนี้
หัวใจของรินรดากระหน่ำรัวรากลองศึก หยาดน้ำตาที่กลั้นไว้ไหลทะลักอาบแก้มเนียนอย่างไม่อาจควบคุม มือเรียวบางสั่นเทาลูบไล้ไปตามใบหน้าและเนื้อตัวของบุตรชายเพื่อตรวจดูความปลอดภัย ก่อนที่สายตาจะเลื่อนไปสบเข้ากับดวงตาคมกริบของอดีสามี—ดวงตาที่เคยเย็นชาไร้หัวใจ บัดนี้กลับฉายแววห่วงหาอาทรและร่องรอยของความเจ็บปวดอย่างลึกซึ้ง
"คุณ... คุณเจ็บตรงไหนหรือเปล่าคะ?" น้ำเสียงที่เคยแข็งกร้าวและเต็มไปด้วยกำแพงความรู้สึก กลับสั่นเครือจนแทบฟังไม่ได้ศัพท์
คินน์ส่ายศีรษะช้าๆ ลมหายใจของเขายังคงหอบกระชั้น ร่างกายสูงใหญ่แนบชิดติดกับเรือนร่างบอบบางของเธอจนสัมผัสได้ถึงจังหวะหัวใจที่เต้นรัวไม่แพ้กัน กลิ่นอายบุรุษผสมผสานกับเขม่าควันไฟจางๆ ลอยกรุ่นอยู่ปลายจมูก ปลุกเร้าสัญชาตญาณดิบเร้นลึกที่ทั้งสองต่างพยายามกดทับเอาไว้ตลอดหลายปีแห่งการหย่าร้าง
"ผมไม่เป็นไร... ขอแค่รินกับลูกปลอดภัย ผมแลกด้วยอะไรก็ได้" น้ำเสียงทุ้มต่ำพึมพำแผ่วเบາข้างใบหูของเธอ ลมหายใจร้อนผ่าวที่เป่ารดต้นคอระหงทำให้ขนลุกชัน รินรดารู้สึกเหมือนแรงโน้มถ่วงรอบตัวกำลังสูญหายไป เธอพยายามจะผละถอยเพื่อสร้างระยะห่างตามสัญชาตญาณของการป้องกันตัว ทว่าอ้อมแขนแกร่งที่โอบกอดรอบเอวบางกลับกระชับแน่นขึ้น ราวกับกรงขังอันคุ้นเคยที่เธอไม่มีวันหลุดพ้น
ความเงียบงันชั่วขณะเข้าปกคลุมพื้นที่รอบตัวท่ามกลางเสียงรถดับเพลิงที่ดังอยู่ไกลๆ ในความมืดสลัวของยามวิกาล ระยะห่างระหว่างใบหน้าของทั้งคู่ลดลงจนแทบไม่เหลือช่องว่าง สายตาของคินน์พินิจพิเคราะห์ทุกตารางนิ้วบนใบหน้าของเธอ ราวกับชายกระหายน้ำที่พบโอเอซิสกลางทะเลทราย ความโหยหาที่ถูกกักเก็บไว้ระเบิดออกอย่างไร้การควบคุม ริมฝีปากหยักลึกเคลื่อนเข้ามาประชิดอย่างไร้การลังเล
รินรดาเบิกตากว้างด้วยความตกใจ หัวใจดวงน้อยกระตุกวาบ เธอกำลังจะเอ่ยปากปฏิเสธและผลักไสเขาออกไป แต่สัมผัสอุ่นจัดจากเรียวปากของชายหนุ่มที่ทาบทับลงมากลับหยุดยั้งทุกคำพูดไว้ในลำคอ
มันไม่ใช่จูบแห่งการบังคับขู่เข็ญเช่นในอดีต หากแต่เป็นรสจูบที่เปี่ยมไปด้วยความสำนึกผิด ความโหยหา และแรงปรารถนาอันร้อนรุ่มที่ลุกโชนขึ้นจากเถ้าถ่านแห่งความร้าวฉาน ริมฝีปากหนาบดFคลึงกลีบปากนุ่มของเธออย่างเนิบนาบแต่หนักแน่น เรียรียวลิ้นร้อนสอดแทรกเข้าไปกวาดต้อนความหวานล้ำภายในโพรงปากอย่างเอาแต่ใจ รินรดาสะท้านเฮือก ร่างกายที่เคยแข็งขืนค่อยๆ อ่อนปวกเปียกราวกับถูกสูบเรี่ยวแรงไปจนหมดสิ้น มือบางที่เคยทุบอกแกร่งเพื่อประท้วง กลับเปลี่ยนเป็นกำเสื้อของเขาแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว ปลายนิ้วจิกเกร็งไปตามแผ่นหลังหนา ขณะที่รสจูบเริ่มทวีความเร่าร้อนและลึกซึ้งขึ้นเรื่อยๆ จนลมหายใจของทั้งคู่หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว
อุณหภูมิรอบกายราวกับถูกแผดเผาด้วยเปลวเพลิงที่ไม่ได้มาจากกองไฟภายนอก แต่เป็นไฟสวาทที่โหมกระพือขึ้นในทรวงอก คินน์ประคองท้ายทอยของเธอให้รับองศาจูบได้ถนัดขึ้น สัมผัสวาบหวามแผ่ซ่านไปทั่วทุกอณูผิว มือใหญ่อีกข้างลูบไล้ไปตามส่วนโค้งเว้าของเอวคอดกิ่วอย่างลืมตัว ปลุกเร้าความรู้สึกซาบซ่านที่เธอพยายามฝังกลบมันไว้ใต้ซากปรักหักพังของการแต่งงานที่ล้มเหลว ความหวั่นไหวสายหนึ่งกรีดลึกลงไปในรอยหยักแห่งความรู้สึก รินรดาตระหนักได้ในวินาทีนั้นเองว่า กำแพงน้ำแข็งที่เธอใช้เวลาสร้างมานานแรมปี กำลังละลายหายไปอย่างไร้ท่าทีจะต้านทานต่อสัมผัสอันชวนหลงใหลของอดี สามีผู้เย่อหยิ่งคนนี้
ทว่า—ในขณะที่อารมณ์ปรารถนากำลังพุ่งทะยานสู่จุดสูงสุด แสงไฟกะพริบสีแดงฉานจากรถพยาบาลที่แล่นเข้ามาจอดเทียบท่า ก็สาดส่องตัดผ่านความมืดเข้ามาสว่างวาบในบริเวณนั้น
รินรดาสดุ้งสุดตัวราวกับถูกกระแสไฟฟ้าแรงสูงช็อต เธอรีบเบือนหน้าหนีและผลักร่างหนาออกสุดแรงด้วยความตกใจ ลมหายใจหอบกระชั้น ใบหน้าเนียนแดงก่ำด้วยความอับอายและสับสนระคนกัน เธอยกหลังมือขึ้นเช็ดริมฝีปากที่บวมเจ่อของตนเองอย่างลนลาน ดวงตากลมโตสั่นไหวด้วยความหวาดกลัวต่อความอ่อนแอที่เผลอแสดงออกมา
"อย่า... อย่าทำแบบนี้อีกนะคะ" เธอเอ่ยเสียงสั่น สะบัดหน้าหนีสายตาคมกริบที่เต็มไปด้วยประกายความเร่าร้อนและคำวิงวอน
คินน์ยืนนิ่ง มองตามร่างบางที่รีบก้าวเข้าไปอุ้มบุตรชายที่กำลังสะลึมสะลือตื่นขึ้นมาในอ้อมแขนของเจ้าหน้าที่กู้ภัย รอยยิ้มจางๆ ผุดขึ้นที่มุมปากหยักหนาอย่างมีความหมาย แม้เธอจะพยายามปฏิเสธและถอยห่างสักเพียงใด แต่ร่องรอยแห่งความหวั่นไหวที่สะท้อนผ่านดวงตาคู่นั้น... บอกให้เขารู้ชัดเจนแล้วว่าเธอยังคงพ่ายแพ้ต่อเขาเช่นเดิม
ในจังหวะที่รินรดากำลังจะก้าวขึ้นรถพยาบาลเพื่อตามไปดูอาการของลูกชาย สายตาของเธอกลับเหลือบไปเห็นซองเอกสารสีน้ำตาลกันน้ำที่หลุดร่วงออกมาจากกระเป๋าเสื้อแจ็คเก็ตของคินน์ ซึ่งถูกโยนมาวางไว้บนเบาะหน้ารถของเขาที่จอดอยู่ใกล้กัน ปลายซองเอกสารที่อ้าออกเผยให้เห็นหัวกระดาษตราประทับของสถาบันนิติวิทยาศาสตร์และตัวอักษรหนาเตอะที่สะดุดตาจนหัวใจเธอกระตุกวูบ
— *ผลการตรวจพิสูจน์ความสัมพันธ์ทางพันธุกรรม (DNA)* —
รินรดาชะงักฝีปากค้าง ร่างทั้งร่างชาดิกราวกับถูกตรึงไว้กับพื้น เมื่อตระหนักได้ว่าความลับสูงสุดที่เธอใช้ชีวิตทั้งชีวิตปกป้องเอาไว้ บัดนี้... กำลังจะหลุดรอดออกไปจากอุ้งมือของเธอแล้ว!
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและดำดิ่งลึกซึ้งไปกับห้วงอารมณ์อันเปราะบางนี้กับมิคายามวิกาลนะคะ
คุณพ่อครับ... แม่บอกว่าคุณเป็นแค่คนแปลกหน้า•ตอนที่ 17
รินรดาใจอ่อน?
ผลงานโดย มิคายามวิกาล
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (มิคายามวิกาล)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง คุณพ่อครับ... แม่บอกว่าคุณเป็นแค่คนแปลกหน้า นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!