"ถ้าเธอยังไม่เลิกทำตัวเป็นเงาตามตัวฉันแบบนี้ ฉันก็คงไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องใจดีกับเธออีกนะ มินอา"
คำพูดนั้นยังคงก้องอยู่ในโสตประสาท ราวกับมีดโกนที่กรีดลึกลงบนแผ่นหลังของฉันในยามที่เดินถอยออกมาจากห้องสมุดเมื่อวานนี้ ความเย็นชาในน้ำเสียงของพี่พริ้มไม่ได้ทำให้ฉันถอยหนี แต่มันกลับกระตุ้นให้หัวใจที่เต้นผิดจังหวะของฉันยิ่งโหยหาอยากจะทำความรู้จักกับตัวตนที่อยู่ภายใต้เกราะน้ำแข็งนั้นให้มากขึ้น
ฉันยืนมองสมุดปกน้ำตาลเล่มหนาในมือ สัมผัสของมันหนักอึ้งกว่าสมุดเลกเชอร์ปกติทั่วไป นี่คือของที่พี่พริ้มยอมยื่นให้ฉัน—หรือจะพูดให้ถูกคือ ฉัน 'ยืม' มาจากกองเอกสารที่เธอวางทิ้งไว้บนโต๊ะช่วงที่เธอลุกไปรับโทรศัพท์แล้วลืมหยิบไปด้วย
มือของฉันสั่นน้อยๆ ขณะเปิดหน้าแรกออก กลิ่นหอมจางๆ คล้ายดอกมะลิและกระดาษเก่าลอยแตะจมูก ลายมือบนหน้ากระดาษไม่ใช่แค่การบันทึกธรรมดา แต่มันคือศิลปะ... ตัวอักษรทุกตัวบรรจงเขียนอย่างมีระเบียบ หัวกลมมนสวยงาม เส้นหนาบางสม่ำเสมอ ราวกับว่าคนเขียนไม่ได้แค่จดเนื้อหา แต่นี่คือการทนุถนอมวิชาความรู้ให้เป็นระเบียบเรียบร้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
"พี่พริ้ม... พี่ซ่อนความอ่อนโยนเอาไว้ในลายมือแบบนี้เองสินะคะ" ฉันพึมพำกับตัวเอง พลางใช้นิ้วลูบผ่านตัวอักษรเหล่านั้น
มันไม่มีรอยลบ ไม่มีรอยขีดฆ่า แม้แต่การย่อหน้าก็ยังเป๊ะราวกับใช้ไม้บรรทัดวัด หากคนเราสะท้อนตัวตนผ่านสิ่งที่ทำ ลายมือที่แสนเรียบร้อยนี้ก็คงเป็นดั่งคำบอกเล่าว่า พี่พริ้มพยายามควบคุมทุกอย่างในชีวิตให้สมบูรณ์แบบแค่ไหน... และนั่นอาจเป็นเหตุผลที่เธอแบกรับความกดดันเอาไว้มากมายจนไม่กล้าอนุญาตให้ใครเข้าไปใกล้หัวใจ
ในขณะที่ฉันกำลังดื่มด่ำกับความเป็นระเบียบที่งดงามนั้น สายตาก็เหลือบไปเห็นกระดาษโน้ตแผ่นเล็กๆ ที่คั่นอยู่ระหว่างหน้าบทวิเคราะห์วรรณกรรมต่างประเทศ มันไม่ใช่เนื้อหาเรียน แต่เป็นข้อความสั้นๆ ที่เขียนด้วยลายมือเดียวกัน
*‘ถ้าหากวันหนึ่งไม่มีใครเข้าใจ... ขอให้ความเงียบเป็นเพื่อนที่ซื่อสัตย์ที่สุด’*
หัวใจของฉันกระตุกวูบ ความรู้สึกหน่วงจางๆ แล่นพล่านไปทั่วอก นี่ไม่ใช่แค่บันทึกการเรียน แต่มันคือไดอารี่แห่งความโดดเดี่ยวที่เธอซ่อนไว้ในที่ที่ปลอดภัยที่สุด... ในตำราเรียนที่เธอหวงแหน
ฉันค่อยๆ จดเลกเชอร์ของพี่ลงในสมุดของตัวเองอย่างเบามือ ทุกจังหวะการตวัดปากกา ฉันพยายามจำลองวิธีที่เธอเขียน จดจำความนิ่งและสมาธิที่เธอใส่ลงไป มันเป็นช่วงเวลาที่แปลกประหลาดเหลือเกิน ทั้งที่อยู่คนเดียวในห้องพัก แต่ฉันกลับรู้สึกเหมือนกำลังได้รับคำสอนจากเจ้าของลายมือที่อยู่ห่างออกไปหลายกิโลเมตร
ทันใดนั้น เสียงเคาะประตูห้องก็ดังขึ้นรัวและเร่งร้อน
"มินอา! เปิดประตูเร็วเข้า ฉันมีเรื่องจะบอก!"
เป็นเสียงของเพื่อนสนิทที่ดูแตกตื่นจนน่าตกใจ ฉันรีบปิดสมุดเลกเชอร์เล่มหนาซ่อนไว้ใต้หมอน ก่อนจะก้าวไปเปิดประตูด้วยความรู้สึกสังหรณ์ใจแปลกๆ
"ทำไมหน้าตาเป็นแบบนั้นล่ะ?" ฉันถามพลางขมวดคิ้ว
เพื่อนของฉันหอบหายใจแรง ใบหน้าซีดเผือด "เธอ... เธอรู้หรือยัง? เมื่อกี้ที่คณะประกาศว่าพี่พริ้ม... พี่พริ้มลาออกจากตำแหน่งประธานชมรมแล้วนะ แถมมีคนเห็นเธอที่ลานจอดรถกับผู้ชายคนหนึ่ง... ดูเหมือนครอบครัวของพี่เขาจะมาบังคับให้ลาออกกลางคัน"
โลกของฉันเหมือนหยุดหมุน ความเงียบเข้าปกคลุมห้องทั้งห้อง เหลือเพียงเสียงหัวใจที่เต้นรัวเร็วอย่างบ้าคลั่ง ฉันรีบคว้ากระเป๋าและสมุดเลกเชอร์เล่มนั้นวิ่งออกไปจากห้องโดยไม่ฟังเสียงเรียกตามหลังของเพื่อน
ฉันไม่สนหรอกว่าใครจะมาบังคับอะไร แต่ความลับในสมุดเล่มนี้กำลังบอกฉันว่า พี่พริ้มไม่ได้ต้องการความเงียบแบบนั้น... เธอต้องการใครสักคนที่มองเห็นความสวยงามที่เธอซ่อนเอาไว้
เมื่อถึงลานจอดรถ สายตาของฉันสอดส่ายไปทั่ว จนกระทั่งเห็นรถยุโรปคันหรูจอดสนิทอยู่มุมมืดของลานจอด รถคันนั้นกำลังสั่นไหวเล็กน้อยจากการโต้เถียงที่เกิดขึ้นภายใน ฉันตัดสินใจวิ่งเข้าไปใกล้โดยไม่ลังเล แม้จะรู้ว่าความเสี่ยงที่จะถูกผลักไสไล่ส่งอีกครั้งนั้นมีสูงมาก
เงาของคนสองคนสะท้อนผ่านกระจกข้าง พี่พริ้มในชุดนักศึกษาที่ดูสง่างามเสมอ บัดนี้กำลังก้มหน้าซ่อนน้ำตาที่ฉันแทบไม่อยากจะเชื่อว่ามันจะไหลออกมาจากดวงตาคู่สวยนั่น ผู้ชายคนหนึ่งที่นั่งข้างๆ กำลังยื่นซองเอกสารสีน้ำตาลให้เธอด้วยท่าทางคุกคาม
มือของฉันกำสมุดเลกเชอร์แน่น ก่อนจะตัดสินใจเดินเข้าไปเคาะกระจกรถอย่างแรง
กระจกถูกเลื่อนลงช้าๆ เผยให้เห็นใบหน้าของพี่พริ้มที่ซีดเผือดและดวงตาที่แดงก่ำ เธอหันมามองฉันด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความตกใจ และก่อนที่ผู้ชายคนนั้นจะทันได้เอ่ยปากด่าทอ มินอาก็ตัดสินใจทำสิ่งที่บ้าบิ่นที่สุดในชีวิต
ฉันยื่นสมุดเลกเชอร์เล่มนั้นกลับไปหาเธอ แล้วพูดด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือแต่หนักแน่นที่สุด "พี่คะ... ถ้าที่นี่ไม่มีที่ว่างให้ความฝันของพี่... พี่ลืมอะไรไว้ที่หนูหรือเปล่าคะ?"
พี่พริ้มชะงัก สายตาของเธอตกลงที่สมุดในมือฉัน ก่อนที่นัยน์ตาคู่สวยนั้นจะสั่นไหวอย่างรุนแรง เธอผลักประตูรถออกมาเผชิญหน้ากับฉัน ท่ามกลางสายตาของชายคนนั้นที่ดูเหมือนจะพร้อมพุ่งเข้ามาจัดการเราทั้งคู่
"เธอกลับไปเดี๋ยวนี้ มินอา!" พี่พริ้มตะคอก แต่ฉันกลับเห็นมือของเธอที่สั่นเทามากกว่าฉันเสียอีก
"ไม่ค่ะ" ฉันก้าวเข้าไปยืนข้างเธอ จ้องลึกเข้าไปในดวงตาที่ไร้ซึ่งเกราะกำบังในตอนนี้ "หนูไม่ได้คืนแค่สมุด... แต่หนูจะมาถามว่า... วันนี้พี่อยากจะหายไปในความเงียบ หรืออยากจะลองเดินไปกับหนูสักครั้งคะ?"
พี่พริ้มอ้าปากค้าง ราวกับคำพูดของฉันคือคำสาปที่พังทลายทุกกำแพงในใจของเธอ ในวินาทีนั้นเอง ผู้ชายคนนั้นก็กระชากแขนพี่พริ้มอย่างแรงจนเธอเซมาปะทะอ้อมกอดของฉันโดยไม่ได้ตั้งใจ
กลิ่นน้ำหอมจางๆ บนตัวพี่พริ้มอบอวลไปทั่วความรู้สึก ฉันกอดเธอไว้แน่น และทันใดนั้นเอง ประตูรถฝั่งคนขับก็เปิดออก พร้อมกับเสียงชายอีกคนหนึ่งที่เดินลงมาจากรถคันข้างๆ เขาคนนั้นไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็น 'พี่คิน' อดีตคนรักเก่าที่ทุกคนในคณะต่างรู้ดีว่าคือปมใหญ่ที่สุดในชีวิตของพี่พริ้ม!
เขายกยิ้มที่มุมปาก ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ "เล่นบทนางเอกเหรอเด็กน้อย? เธอไม่รู้หรอกว่ากำลังแตะต้องอะไรอยู่... พี่พริ้มเขายังไม่บอกเธอใช่ไหม ว่าทำไมเขาถึง 'หนี' มาอยู่กับเธอไม่ได้?"
กลิ่นลิลลี่สีขาวขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปกับความรู้สึกของมินอาและพี่พริ้มนะคะ หวังว่าความรักที่อบอวลนี้จะโอบกอดหัวใจของทุกคนในทุกตอนที่ติดตามอ่านค่ะ
บันทึกความลับฉบับยืมชีท: รุ่นพี่ครับอย่าพึ่งใจร้าย•ตอนที่ 2
เลกเชอร์ลายมือสวย
ผลงานโดย กลิ่นลิลลี่สีขาว
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กลิ่นลิลลี่สีขาว)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บันทึกความลับฉบับยืมชีท: รุ่นพี่ครับอย่าพึ่งใจร้าย นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!