“รอยเลือดบนชีทเรียนของพี่... มันไปอยู่ตรงนั้นได้ยังไงคะ?”
คำถามของฉันดังแทรกความเงียบงันในห้องสมุดคณะที่เงียบเชียบเสียจนได้ยินเสียงหัวใจของตัวเองเต้นโครมคราม พริ้มชะงักมือที่กำลังเขียนสรุปบทเรียนลงบนสมุดปกหนังเลนส์สายตาคู่สวยที่เคยเย็นชาฉายแวววูบไหวเพียงชั่วครู่ ก่อนที่เธอจะค่อยๆ เบนใบหน้าคมสวยมาสบตากับฉัน
พริ้มไม่ตอบทันที เธอเพียงแค่วางปากกาหมึกซึมลงบนโต๊ะอย่างแผ่วเบา เสียงเหล็กกระทบไม้ดัง ‘กริ๊ก’ ราวกับเสียงนาฬิกาปลุกเร้าสัญชาตญาณอันตรายในตัวฉัน มินอา... เธอทำพลาดไปแล้ว เธอไม่ควรเอารอยเลือดที่ได้จากแผลที่นิ้วตัวเองไปเปื้อนหน้าชีทที่พี่พริ้มอุตส่าห์ให้ยืม แต่ที่น่ากลัวกว่าคือ... ทำไมพี่พริ้มถึงดูไม่ตกใจเลยสักนิด?
“คนเรามักจะทิ้งร่องรอยไว้ในที่ที่ตัวเองไม่ทันระวังเสมอ จริงไหมคะ มินอา” น้ำเสียงของรุ่นพี่สาวราบเรียบ ทว่ากลับแฝงความนัยบางอย่างที่ทำให้ขนอ่อนที่ต้นคอของฉันลุกชัน เธอเลื่อนสมุดชีทเล่มนั้นกลับมาตรงหน้าฉัน นิ้วเรียวยาวของเธอแตะลงบนรอยสีแดงเข้มที่แห้งกรังนั้นเบาๆ “แล้วเธอคิดว่า... เลือดของเธอ กับความรู้สึกที่เธอพยายามจะสื่อสาร มันต่างกันตรงไหน?”
ฉันกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ความร้อนผ่าวแล่นริ้วขึ้นมาบนใบหน้า ไม่ใช่เพราะเขินอาย แต่เป็นเพราะความรู้สึกเหมือนถูกจ้องมองจนทะลุไปถึงข้างใน หัวใจของฉันสั่นรัวราวกับกลองรบ ฉันไม่รู้ว่าเธอรู้ทัน หรือแค่กำลังปั่นหัวฉันเล่นกันแน่
“หนู... หนูไม่ได้ตั้งใจให้มันเปื้อนค่ะ” ฉันพยายามรักษาจังหวะการหายใจ “หนูแค่อยากขอบคุณ... ขอบคุณที่พี่พริ้มให้ยืมชีทเล่มนี้ มันช่วยหนูได้มากจริงๆ”
พริ้มเงียบไปอึดใจ สายตาของเธอไล่สำรวจใบหน้าของฉันตั้งแต่ดวงตาที่วาวโรจน์ด้วยความสับสน ไล่ต่ำลงมาที่ริมฝีปากที่เม้มเข้าหากันจนเป็นเส้นตรง ก่อนที่เธอจะขยับยิ้ม... รอยยิ้มที่ไม่ได้แตะไปถึงดวงตา แต่มันกลับทำให้ห้องสมุดที่เคยหนาวเย็นดูอบอุ่นขึ้นมาอย่างประหลาด เธอหยิบวัตถุชิ้นหนึ่งออกมาจากกระเป๋าถือใบหรู มันคือปากกาหมึกซึมด้ามสีเงินเงาวับ สลักลวดลายดอกลิลลี่ที่ดูประณีตบรรจง
“ถ้าอยากขอบคุณนัก ก็รับนี่ไปสิ”
เธอเลื่อนปากกาด้ามนั้นมาให้ฉัน ปลายปากกาชี้มาทางฉันราวกับกำลังส่งผ่านอาณัติบางอย่าง
“นี่เป็นของขวัญ... สำหรับรอยนิ้วมือที่เธอฝากไว้บนชีทของพี่”
ฉันมองปากกาด้ามนั้นด้วยหัวใจที่เต้นระรัว มือของฉันสั่นเทาขณะหยิบมันขึ้นมา น้ำหนักของมันเหมาะมืออย่างน่าประหลาด ราวกับว่ามันถูกสร้างมาเพื่อฉันตั้งแต่แรก “ให้หนู... จริงๆ เหรอคะ?”
“อืม... อย่าทำหายก็แล้วกัน เพราะถ้าเธอทำหาย พี่คงต้องไปทวงคืนถึงที่”
พริ้มลุกขึ้นยืน ร่างสูงโปร่งในชุดนักศึกษาที่ดูเนี้ยบกริบขยับเข้าไปใกล้ฉันจนฉันได้กลิ่นหอมจางๆ ประจำตัวของเธอ กลิ่นที่เหมือนดอกไม้หลังฝนตก... กลิ่นที่ทำให้ฉันเสพติดจนไม่อยากถอยห่าง เธอโน้มตัวลงมาข้างหู เสียงกระซิบของเธอเบาหวิวแต่กลับสั่นประสาทไปถึงขั้วหัวใจ “แล้วหลังจากนี้... ไม่ต้องมายืมชีทพี่อีกแล้วนะ”
“ทำไม... ทำไมล่ะคะ?” ฉันถามเสียงสั่น
“เพราะต่อจากนี้ไป... มีเรื่องอื่นที่พี่อยากให้เธอ ‘จดจำ’ มากกว่าเรื่องเรียน”
เธอก้าวถอยหลังหนึ่งก้าว แสงไฟในห้องสมุดสะท้อนกับดวงตาของเธอจนดูราวกับเธอมีดวงดาวซ่อนอยู่ในนั้น ก่อนที่เธอจะเดินจากไป ทิ้งให้ฉันยืนนิ่งค้างอยู่กับที่ด้วยความรู้สึกที่ตีรวนไปหมด ปากกาด้ามสีเงินในมือนั้นเริ่มอุ่นขึ้นตามอุณหภูมิร่างกายของฉัน
ทว่าในวินาทีที่ฉันก้มลงมองกระดาษโน้ตที่เธอเสียบไว้ใต้ชีทเล่มนั้น ฉันถึงกับต้องหยุดหายใจ ข้อความด้วยลายมือตวัดสวยงามของเธอไม่ได้มีแค่การขอบคุณ แต่มันกลับมีตัวเลขชุดหนึ่งเขียนไว้... พร้อมกับคำเตือนที่ทำให้โลกทั้งใบของฉันหยุดหมุน
[ห้อง 402... ถ้าอยากรู้ว่าทำไมเลือดบนชีทถึงไม่ได้มาจากแผลของเธอแค่คนเดียว ให้มาหาพี่ที่นี่... ก่อนเที่ยงคืน]
เสียงฝีเท้าของพริ้มหายไปแล้ว เหลือเพียงความเงียบงันที่น่าสะพรึงกลัว ฉันกำปากกาแน่นจนเจ็บฝ่ามือ นี่มันหมายความว่าอย่างไร? หรือที่ผ่านมา... เรื่องราวทั้งหมดนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของรุ่นพี่รุ่นน้อง แต่มันคือกับดักที่ฉันก้าวขาลงไปตั้งแต่วันแรกที่แอบมองเธอ?
ขอบคุณที่เดินทางมาด้วยกันจนถึงตอนที่สิบนะคะ หวังว่าความลับนี้จะทำให้รี้ดเดอร์ใจเต้นแรงไปพร้อมๆ กับมินอาในตอนหน้าค่ะ
ด้วยรักจากใจ... กลิ่นลิลลี่สีขาวค่ะ
บันทึกความลับฉบับยืมชีท: รุ่นพี่ครับอย่าพึ่งใจร้าย•ตอนที่ 10
ของแทนใจชิ้นแรก
ผลงานโดย กลิ่นลิลลี่สีขาว
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กลิ่นลิลลี่สีขาว)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บันทึกความลับฉบับยืมชีท: รุ่นพี่ครับอย่าพึ่งใจร้าย นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!