"พี่พริ้ม... นั่นอะไรคะ?"
ฉันเผลอหลุดปากถามออกไป เสียงของฉันสั่นพร่าจนแทบไม่ได้ยินท่ามกลางเสียงฝนที่กระหน่ำซัดลงบนหลังคารถจนเกิดเสียงดังสนั่นหวั่นไหว นิ้วมือของฉันจิกลงบนเบาะหนังจนแน่น ความเย็นเยียบแล่นพล่านไปทั่วสันหลัง ไม่ใช่เพราะอากาศข้างนอกนั่น แต่เป็นเพราะแววตาของพี่พริ้มที่เปลี่ยนไปในทันทีที่สายตาของเธอจับจ้องไปที่เงาร่างนั้น
พี่พริ้มไม่ได้ตอบ เธอเพียงแต่กำพวงมาลัยรถแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด ใบหน้าสวยสง่าที่มักจะนิ่งเฉยดุจรูปปั้นหินอ่อนบัดนี้กลับถอดสีจนขาวเผือด ริมฝีปากที่เคยเหยียดตรงเป็นเส้นด้ายเม้มเข้าหากันแน่นจนสั่นระริก
"มินอา... ก้มลง"
น้ำเสียงของพี่พริ้มแหบแห้ง แต่มันทรงพลังพอที่จะทำให้ฉันทำตามสัญชาตญาณโดยไม่ต้องตั้งคำถาม ฉันโน้มตัวลงหลบใต้คอนโซลหน้ารถ กลิ่นน้ำหอมอ่อนๆ กลิ่นสะอาดเหมือนดอกมะลิจางๆ ที่เป็นเอกลักษณ์ของพี่พริ้มอบอวลอยู่ในพื้นที่แคบๆ นี้ แต่มันกลับทำให้ฉันรู้สึกหายใจไม่ออก ท่ามกลางความเงียบงันที่น่าอึดอัด ฉันได้ยินเสียงลมหายใจของพี่พริ้มที่ติดขัดและถี่รัว
ฉันค่อยๆ ช้อนสายตาขึ้นมองผ่านช่องว่างของเบาะนั่ง เงาร่างนั้น... ผู้หญิงในชุดนักศึกษาที่ควรจะกลายเป็นอดีตไปนานแล้ว ยังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิม มือของเธอที่กำเหรียญเงินไว้แน่นค่อยๆ ยกขึ้นช้าๆ ราวกับเครื่องจักรที่ไร้วิญญาณ ก่อนจะทาบฝ่ามือลงบนกระจกฝั่งที่พี่พริ้มนั่งอยู่
เพล้ง!
เสียงกระจกหน้าต่างร้าวลึกดังขึ้นท่ามกลางเสียงฝน ราวกับมีแรงกดมหาศาลจากภายนอกพยายามจะแทรกตัวเข้ามา พี่พริ้มสะดุ้งสุดตัว เธอพยายามสตาร์ทรถอย่างลนลาน มือที่สั่นเทาพยายามบิดกุญแจครั้งแล้วครั้งเล่าจนเกิดเสียงเครื่องยนต์ขัดจังหวะที่ฟังดูน่าหงุดหงิดที่สุดในชีวิต
"ออกไป... ออกไปจากชีวิตฉันเสียที!" พี่พริ้มตะโกนก้อง เสียงของเธอปนไปด้วยความโกรธเกรี้ยวและความหวาดกลัวที่ปะปนกันจนแยกไม่ออก
ในจังหวะที่เครื่องยนต์คำรามก้องขึ้นมาอีกครั้ง พี่พริ้มเหยียบคันเร่งจนมิด รถคันเล็กพุ่งทะยานออกจากที่ตรงนั้นไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว แรงเหวี่ยงทำให้ตัวของฉันเสียหลักจนเซไปปะทะกับแผงประตูฝั่งข้างคนขับ หัวใจของฉันเต้นรัวราวกับจะหลุดออกมานอกอก มองออกไปข้างหลังผ่านกระจกมองหลังที่มัวซัวไปด้วยหยาดฝน ฉันเห็นเพียงความว่างเปล่า... ไม่มีใครยืนอยู่ตรงนั้นแล้ว มีเพียงหยดน้ำที่ไหลผ่านกระจกเป็นทางยาวคล้ายน้ำตา
ความเงียบกลับมาครอบงำรถคันเล็กอีกครั้ง มีเพียงเสียงที่ปัดน้ำฝนที่ทำงานอย่างหนักหน่วง พี่พริ้มยังคงขับรถต่อไปโดยไร้จุดหมาย มือของเธอที่จับพวงมาลัยยังคงสั่นไม่หยุด ฉันค่อยๆ ขยับตัวขึ้นนั่งในท่าปกติ ความใกล้ชิดในพื้นที่แคบทำให้ฉันได้ยินเสียงหัวใจของเธอที่เต้นแรงไม่ต่างจากฉัน
"พี่พริ้ม... คะ" ฉันเรียกชื่อเธอแผ่วเบา เอื้อมมือไปแตะแขนเธออย่างแผ่วเบาเพื่อหวังจะปลอบประโลม
สัมผัสจากปลายนิ้วของฉันทำให้พี่พริ้มชะงัก เธอเบรกกะทันหันจนตัวเราทั้งคู่โน้มไปข้างหน้าตามแรงเฉื่อย รถจอดสนิทอยู่ข้างทางที่ไร้ผู้คนและแสงไฟ พี่พริ้มฟุบหน้าลงกับพวงมาลัย ไหล่บางของเธอไหวระริกจากการสะอื้นที่ถูกกลั้นไว้นาน
ฉันไม่ลังเลที่จะโน้มตัวเข้าไปใกล้ ความกลัวที่เคยมีมลายหายไป เหลือเพียงความสงสารและต้องการโอบกอดผู้หญิงตรงหน้า ฉันขยับเข้าไปใกล้จนกลิ่นกายของเราผสานเป็นหนึ่งเดียว ฉันโอบกอดเธอจากด้านข้าง ลูบหลังเธอเบาๆ อย่างปลอบโยน
"ไม่เป็นไรแล้วนะคะ... มินอาอยู่นี่แล้ว"
พี่พริ้มหันกลับมามองฉัน ดวงตาคู่สวยที่มีเสน่ห์ดึงดูดใจฉันมาตลอดบัดนี้มีน้ำตาคลอหน่วย แสงไฟจากหน้าปัดรถสลัวๆ ตกกระทบใบหน้าของเธอ ทำให้ฉันเห็นร่องรอยความเปราะบางที่เธอไม่เคยเผยให้ใครเห็น เธอไม่ใช่รุ่นพี่ที่เย็นชาและสมบูรณ์แบบอีกต่อไป แต่เป็นเพียงผู้หญิงคนหนึ่งที่ต้องการที่พักพิง
"ทำไมต้องเป็นเธอ..." พี่พริ้มพึมพำ น้ำเสียงขาดห้วง "ทำไมต้องเป็นเธอมินอา... ที่ต้องมาเห็นอะไรแบบนี้"
"เพราะมินอาอยากเห็นทุกอย่างที่เป็นพี่ค่ะ... ไม่ว่าจะเป็นเรื่องดีหรือเรื่องร้าย มินอาก็อยากจะอยู่ตรงนี้... ข้างๆ พี่พริ้ม"
คำพูดของฉันดูเหมือนจะทำให้พี่พริ้มชะงักไป ดวงตาของเราประสานกันในระยะที่ใกล้เสียจนฉันรู้สึกถึงลมหายใจอุ่นๆ ที่เป่ารดริมฝีปาก มันเป็นจังหวะที่หัวใจของฉันเต้นแรงจนแทบจะขาดใจ ไม่ใช่เพราะกลัวผี แต่มันคือความรู้สึกวูบวาบที่ยากจะอธิบาย พี่พริ้มขยับใบหน้าเข้ามาใกล้ขึ้นอีกนิด มือเรียวของเธอเลื่อนมาแตะข้างแก้มของฉัน สัมผัสที่เย็นเยียบแต่แฝงไปด้วยความรู้สึกโหยหาอย่างประหลาด
บรรยากาศในรถบีบคั้นจนกลายเป็นความอบอุ่นที่ร้อนแรง พี่พริ้มจ้องลึกเข้ามาในดวงตาของฉัน เหมือนกำลังจะค้นหาคำตอบอะไรบางอย่าง เธอเลื่อนมือมาที่ท้ายทอยของฉันช้าๆ แรงกดเบาๆ ทำให้ฉันเผลอหลับตาลงรับสัมผัสที่คาดไม่ถึงนี้...
ทว่า ในขณะที่ระยะห่างระหว่างริมฝีปากเราเหลือน้อยเต็มที เสียงเคาะเบาๆ ที่กระจกฝั่งข้างคนขับก็ดังขึ้น... *ก๊อก ก๊อก ก๊อก*
ฉันและพี่พริ้มผละออกจากกันทันทีด้วยความตกใจ พี่พริ้มหันขวับไปมองที่หน้าต่าง เสียงเคาะนั้นแผ่วเบาแต่ชัดเจนท่ามกลางเสียงฝนที่เบาลง และเมื่อฉันมองออกไปข้างนอก สิ่งที่เห็นทำให้เลือดในกายเย็นเฉียบอีกครั้ง...
ไม่ใช่เงาร่างนั้น แต่เป็นแผ่นกระดาษเปียกชื้นที่แปะอยู่บนกระจก ตรงข้อความที่เขียนด้วยหมึกสีแดงสดว่า... *'หนีไม่พ้นหรอก พริ้ม'*
และที่มุมกระดาษนั้น... มีรอยนิ้วมือเปื้อนเลือดประทับไว้อย่างชัดเจน ซึ่งรอยนิ้วมือนั้นคือรอยนิ้วมือของฉันเอง!
ขอบคุณที่ติดตามอ่านและร่วมลุ้นไปกับมินอาและพี่พริ้มนะคะ หวังว่าตอนต่อไปจะทำให้ทุกคนใจสั่นไปพร้อมกันค่ะ
จากใจ... กลิ่นลิลลี่สีขาว
บันทึกความลับฉบับยืมชีท: รุ่นพี่ครับอย่าพึ่งใจร้าย•ตอนที่ 9
ความอบอุ่นในรถคันเล็ก
ผลงานโดย กลิ่นลิลลี่สีขาว
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กลิ่นลิลลี่สีขาว)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บันทึกความลับฉบับยืมชีท: รุ่นพี่ครับอย่าพึ่งใจร้าย นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!