บันทึกความลับฉบับยืมชีท: รุ่นพี่ครับอย่าพึ่งใจร้าย•ตอนที่ 5

คำถามค้างคาใจ

ผลงานโดย กลิ่นลิลลี่สีขาว
“พี่พริ้มคะ... ตกลงแล้วเรื่องที่พี่ต้องไปต่างประเทศ... มันคืออะไรกันแน่คะ?” เสียงของมินอาหลุดลอดริมฝีปากออกไปท่ามกลางความเงียบงันของห้องสมุดมุมอับสายตา กลิ่นกระดาษเก่าและฝุ่นละอองที่ลอยวนในแสงไฟนีออนดูจะหนักอึ้งขึ้นมาทันตาเห็น สมุดเลย์아웃เลกเชอร์สันห่วงสีพาสเทลถูกวางคั่นกลางระหว่างคนทั้งสอง ราวกับเส้นแบ่งเขตแดนที่ไม่อาจก้าวล่วง แต่ในขณะเดียวกันก็บางเบาจนแทบจะขาดผึ่งได้ด้วยลมหายใจเดียว พริ้มชะงักปลายปากกาหมึกซึมราคาแพงที่กำลังเขียนโน้ตย่อลงบนกระดาษโน้ตโพสต์อิตสีเหลืองอ่อน ร่างระหงในชุดนักศึกษาปีสี่รีบเงยหน้าขึ้นทันที ดวงตากลมโตคู่สวยที่มักจะฉายแววอ่อนโยนและใจดีเสมอเวลามองรุ่นน้องคนนี้ บัดนี้กลับไหววูบลงอย่างรวดเร็ว—รวดเร็วเสียจนมินอาเกือบจะจับสังเกตไม่ทัน หากเธอไม่ได้จ้องมองอีกฝ่ายอยู่ก่อนแล้ว “มินอาเอาเรื่องนี้มาจากไหนคะ?” น้ำเสียงของพริ้มราบเรียบ ไร้ระลอกคลื่นแห่งความตกใจ แต่มันกลับเย็นเยียบจนน่าใจหาย ปลายนิ้วเรียวยาวที่จับด้ามปากกาเริ่มออกแรงบีบแน่นขึ้นจนข้อนิ้วขาวซีด “มีคน... เอ่อ มีรุ่นพี่คนหนึ่งพูดขึ้นมาค่ะ ตอนที่มินอาเดินผ่านแถวตึกคณะเมื่อตอนบ่าย เขาบอกว่า... บอกว่าพี่พริ้มกำลังจะสละสิทธิ์ทุกอย่างที่นี่เพื่อบินไปเรียนต่อตามคำสั่งของทางบ้าน และ...” มินอาเว้นวรรคกลืนก้อนสะอื้นที่จุกแน่นอยู่ในลำคอลงไป “และเขาบอกว่าถ้ามิน่ายังดึงดันจะเข้าใกล้พี่ต่อไป พี่เขาอาจจะ... ทำร้ายมินอาค่ะ” ประโยคหลังพรั่งพรูออกมาพร้อมกับความสั่นเครือเล็กน้อยในน้ำเสียง มินอาไม่อาจซ่อนความหวาดกลัวไว้ภายใต้รอยยิ้มร่าเริงตามปกติได้อีกต่อไป หัวใจดวงน้อยเต้นระรัวราวกับกลองเพลในอกซ้าย ความกดดันจากคำเตือนลึกลับเมื่อวานยังคงฝังรากลึกอยู่ในโสตประสาท และยิ่งพอมาเห็นปฏิกิริยาของพริ้มในตอนนี้ ความระแวงสงสัยก็ยิ่งกัดกินพื้นที่ในใจจนแทบไม่เหลือที่ว่างให้อากาศหายใจ พริ้มถอนหายใจยาวออกมาเบาๆ เป็นลมหายใจที่เต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าเกินกว่าจะบรรยาย เธอวางปากกาลงบนโต๊ะอย่างแผ่วเบa ก่อนจะเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ไม้ ดวงตาคู่สวยเบนหนีออกไปมองนอกหน้าต่างกระจกใสที่สะท้อนภาพท้องนภาสีหม่นยามเย็น “เรื่องไร้สาระแบบนั้น มินอายังเก็บเอามาใส่ใจใหม่อีกแล้วนะคะ” พริ้มหันกลับมาสบตา พร้อมกับคลี่รอยยิ้มบางเบาที่พยายามจะทำให้มันดูเป็นธรรมชาติที่สุด “ไม่มีอะไรหรอกค่ะ คนเราเวลาน้ำท่วมปากก็มักจะพูดจาเรื่อยเปื่อยเพื่อให้ตัวเองดูมีอำนาจขึ้นมาเท่านั้นเอง มินอาเป็นเด็กดี... แค่ตั้งใจเรียนแล้วก็ส่งเลกเชอร์ให้ตรงเวลาก็พอแล้วค่ะ เรื่องอื่น... ไม่ใช่เรื่องที่มินอาต้องเอาสมองมาคิดให้ปวดหัวหรอกนะคะ” “แต่มันไม่ใช่เรื่องไร้สาระสำหรับมินทานะคะพี่พริ้ม!” มินอาโพนทะลุขึ้นมาเสียงดังลั่นจนบรรณารักษ์โต๊ะข้างๆ ต้องหันมามองค้อนด้วยสายตาตำหนิ มินอาสะดุ้งรีบลดเสียงลงให้อยู่ในระดับกระซิบ แต่แววตากลับจริงจังและดื้อรั้นจนพริ้มต้องยอมจำนน “สำหรับพี่พริ้มแล้ว... มินอาเป็นแค่รุ่นน้องที่ยืมเลกเชอร์แก้ขัดเวลาเรียนไม่ทันจริงๆ เหรอคะ? หรือว่า... ที่ผ่านมาทั้งหมด พี่แค่ใจดีกับมินอาเพราะความสงสาร... หรือเพราะพี่แค่หาที่ระบายความอึดอัดจากเรื่องที่บ้านกันแน่คะ?” คำถามพาดพิงถึง "เรื่องที่บ้าน" ทำให้บรรยากาศรอบตัวดิ่งวูบลงไปอีกหลายระดับ รอยยิ้มบนใบหน้าของพริ้มเลือนหายไปอย่างไร้ร่องรอย ดวงตาคู่คมกริบจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของรุ่นน้องปีหนึ่ง ราวกับพยายามจะค้นหาว่าเด็กคนนี้รู้อะไรมามากแค่ไหนแล้วกันแน่ ความเงียบงันเข้าปกคลุมพื้นที่ระหว่างพวกเธอนานนับนาที ไม่มีใครยอมหลบตา ไม่มีใครยอมปริปากพูดอะไรออกมา ปล่อยให้เสียงเครื่องปรับอากาศทำงานแข่งกับเสียงหัวใจที่เต้นโครมคราม พริ้มเม้มริมฝีปากแน่นจนเป็นเส้นตรง ความลังเลฉายชัดผ่านม่านตาไหวระริก เธออ้าปากคล้ายอยากจะเอ่ยอะไรบางอย่างออกมาเพื่ออธิบาย แต่แล้วภาพของบุคคลทรงอิทธิพลทางบ้านและคำขู่เมื่อวานก็ผุดขึ้นมาในหัว ซัดทับความกล้าหาญทั้งหมดให้พังทลายลงในพริบตา “พริ้ม... มีธุระต้องไปแล้วค่ะ” น้ำเสียงที่เอ่ยออกมานั้นแหบพร่าและสั่นเครือเล็กน้อยอย่างปิดไม่มิด พริ้มรีบกวาดสมุดเลกเชอร์และชีทเรียนบนโต๊ะยัดใส่กระเป๋าเป้หนังสีดำคู่ใจอย่างลวกๆ โดยไม่รอฟังคำทักท้วงใดๆ ทั้งสิ้น “เดี๋ยวก่อนค่ะพี่พริ้ม! มินอายังคุยกับพี่ไม่จบเลยนะคะ!” มินอาเอื้อมมือไปหมายจะคว้าข้อมือเรียวของรุ่นพี่เอาไว้เพื่อรั้งตัว แต่อีกฝ่ายกลับเบี่ยงหลบได้อย่างรวดเร็วราวกับจงใจเว้นระยะห่าง “เราไม่มีอะไรต้องคุยกันอีกแล้วค่ะ มินอา” พริ้มกล่าวด้วยน้ำเสียงที่พยายามบังคับให้กลับมาแข็งกร้าว แต่มันกลับฟังดูใจร้ายและเปราะบางในเวลาเดียวกัน “เลิกตามติดชีวิตพี่สักทีเถอะค่ะ... กลับไปตั้งใจเรียนในแบบของน้อง แล้วอย่าเอาตัวเองเข้ามาเกี่ยวข้องกับโลกที่พี่กำลังจะเดินจากไปอีกเลย มัน... ไม่เป็นผลดีกับตัวมินอาเองหรอกนะคะ” พูดจบ พริ้มก็สะพายกระเป๋าแล้วก้าวเดินฉับๆ ออกจากมุมห้องสมุดไปทันทีโดยไม่หันกลับมามองอีกเลย ทิ้งให้มินอานั่งแข็งทื่ออยู่ลำพังท่ามกลางกลิ่นอายความเศร้าที่ยังคงลอยเค្វ้งคว้าง หยาดน้ำใสคลอเบ้าตาของเด็กสาวอย่างห้ามไม่อยู่ ความรู้สึกเจ็บแปลบที่กลางอกแล่นพล่านไปทั่วร่าง คำพูดที่เย็นชาและผลักไสไล่ส่งเมื่อครู่ยังคงก้องกังวานอยู่ในโสตประสาทซ้ำไปซ้ำมา แต่มินอาไม่ใช่คนที่จะยอมแพ้อะไรราบคาบขนาดนั้น ในเมื่อพี่พริ้มเลือกที่จะเลี่ยงและปิดบังความจริง นั่นหมายความว่าเรื่องราวด้านมืดที่อีกฝ่ายแบกรับอยู่มันต้องใหญ่โตเกินกว่าที่ใครจะคาดคิดแน่ๆ มินอาสูดหายใจเข้าลึกเพื่อสะกดกลั้นน้ำตา มือเรียวเล็กเอื้อมไปหยิบสมุดเลกเชอร์สีพาสเทลของตัวเองขึ้นมาเตรียมจะเก็บใส่กระเป๋าบ้าง แต่ทว่า... ปลายสายตากลับเหลือบไปเห็นกระดาษโน้ตโพสต์อิตสีเหลืองอ่อนแผ่นหนึ่งที่พริ้มทำตกหล่นไว้ใต้โต๊ะ มุมกระดาษแผ่นนั้นมีลายมือหวัดๆ ที่เขียนด้วยหมึกสีดำทับซ้อนกันจนแทบอ่านไม่เป็นคำ ด้วยความสงสัยระคนหวาดหวั่น มินอาจึงค่อยๆ เอื้อมมือไปหยิบกระดาษแผ่นนั้นขึ้นมาพลิกดู พินิจพิเคราะห์ตัวอักษรแต่ละตัวที่เขียนด้วยความรีบร้อนและหวาดกลัว... จนกระทั่งหัวใจของเธอนิ่งสนิทไปชั่วขณะเมื่ออ่านข้อความบรรทัดสุดท้ายที่เขียนเตือนสติเอาไว้ด้วยลายมือของพริ้มเอง *“ถ้าไม่อยากให้ฉันตาย... ห้ามตามฉันมาที่ตึกจอดรถเด็ดขาด”* ยังไม่ทันที่มินอาจะได้ตกใจกับข้อความมรณะนั้น เสียงฝีเท้าหนักแน่นคู่หนึ่งก็ดังขึ้นกะทันหันจากด้านหลัง พร้อมกับเงาดำทึบที่ทาบทับลงมาปกคลุมร่างของเธอไว้จนมิด และก่อนที่เธอจะทันได้หันกลับไปมอง... มือปริศนาคู่หนึ่งก็เอื้อมเข้ามารวบตัวเธอจากด้านหลัง พร้อมกับแผ่นกระดาษแข็งเย็นเฉียบที่ถูกประกบปิดเข้าที่ปากของเธออย่างแรงเพื่อไม่ให้ส่งเสียงร้อง! ขอบคุณที่ติดตามอ่านมาจนถึงตอนนี้นะคะ "กลิ่นลิลลี่สีขาว"
สารจากนักเขียน (กลิ่นลิลลี่สีขาว)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บันทึกความลับฉบับยืมชีท: รุ่นพี่ครับอย่าพึ่งใจร้าย นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%