“ถ้าการจัดระเบียบชีวิตลูกสาวคนเดียวของดิฉันคือเรื่องที่รบกวนเวลาส่วนตัวของนักศึกษา... ก็คงต้องขอโทษด้วยนะคะ แต่หลังจากวันนี้ไป ดิฉันคิดว่าคงไม่มีเหตุผลอะไรที่พวกเธอสองคนจะต้องมาเจอกันอีก”
น้ำเสียงของมารดาพี่พริ้มราบเรียบ ทว่าทรงพลังจนอากาศรอบตัวมินอาราวกับจะเย็นเฉียบลงไปถึงขั้วหัวใจ มินอายืนนิ่ง มือที่กำสมุดเลกเชอร์แน่นจนข้อนิ้วขาวซีด เธอทำได้เพียงก้มหน้ามองปลายเท้าตัวเอง ไม่กล้าแม้แต่จะสบตากับดวงตาคมกริบคู่นั้นที่เป็นต้นแบบของพี่พริ้มอย่างชัดเจน
“คุณแม่คะ... เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับมินอาค่ะ” พี่พริ้มขยับตัวบังร่างรุ่นน้องไว้เพียงเล็กน้อย ทว่าสายตาของหญิงวัยกลางคนที่จ้องมองมากลับทำให้ทุกคำพูดของเธอถูกกลืนหายไปในลำคอ
“ไม่เกี่ยวงั้นเหรอพริ้ม? ความเงียบของลูกคือคำตอบที่ดีที่สุดแล้วค่ะ”
ประโยคนั้นเปรียบเสมือนกรรไกรที่ตัดฉับลงบนสายใยบางๆ ที่พวกเธอเพิ่งถักทอขึ้นมาได้ไม่กี่เดือน หลังจากวันนั้น ปิดเทอมฤดูร้อนที่ควรจะเต็มไปด้วยการนัดติวหนังสือหรือการแอบไปนั่งมองพี่พริ้มอ่านหนังสือที่คาเฟ่โปรด ก็กลายเป็นเพียงห้องสี่เหลี่ยมที่อัดแน่นไปด้วยความเงียบงัน
มินอานั่งจ้องหน้าจอโทรศัพท์ที่ว่างเปล่ามาเป็นชั่วโมง ในสมุดบันทึกเล่มหนาที่เธอใช้จดทุกความทรงจำเกี่ยวกับพี่พริ้ม ตอนนี้กลับเหลือเพียงหน้ากระดาษว่างเปล่าที่ถูกตีตราด้วยรอยหมึกแห้งสนิท ความฟุ้งซ่านเริ่มกัดกินหัวใจดวงน้อยๆ ของเธอจนรุ่มร้อน เธอเดินวนไปวนมาในห้อง พยายามข่มใจไม่ให้กดโทรหาคนที่เธอรู้ดีว่าถูกกักบริเวณหรืออาจจะถูกยึดโทรศัพท์ไปแล้ว
*“รุ่นพี่จะลืมมินอาไหมนะ?”*
คำถามนี้วนเวียนอยู่ในหัวซ้ำแล้วซ้ำเล่า มินอาเปิดอ่านข้อความล่าสุดที่ส่งไปเมื่อสามวันก่อน แต่มันยังคงขึ้นสถานะเพียง ‘อ่านแล้ว’ โดยไร้การตอบกลับ ความใจร้ายของความเงียบมันน่ากลัวกว่าการถูกปฏิเสธต่อหน้าเสียอีก เธอหยิบชีทวิชาประวัติศาสตร์วรรณกรรมที่พี่พริ้มเคยจดสรุปให้ออกมาวางไว้บนโต๊ะ ลายมือสวยสง่าที่คุ้นตาทำให้น้ำตาของเธอรื้นขึ้นมา
“ถ้าพี่พริ้มลำบากใจ... มินอาจะพยายามไม่รบกวน” เธอพึมพำกับความว่างเปล่า ก่อนจะตัดสินใจคว้ากุญแจรถมอเตอร์ไซค์ออกไปอย่างไร้จุดหมาย
ท้องถนนในช่วงปิดเทอมเงียบเหงาไม่ต่างจากหัวใจของเธอ มินอาขี่รถไปเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงหน้าบ้านหลังใหญ่ของพี่พริ้มที่เธอเคยมาส่งเพียงไม่กี่ครั้ง รั้วเหล็กดัดสีดำสนิทดูเคร่งขรึมและปิดตายราวกับจะกั้นโลกภายนอกไม่ให้เข้าใกล้คนที่อยู่ข้างใน เธอจอดรถแอบอยู่หลังพุ่มไม้ฝั่งตรงข้าม ความหวังเล็กๆ ว่าจะได้เห็นเสี้ยวหน้าของใครบางคนโผล่ออกมาที่ระเบียงกลับกลายเป็นความผิดหวัง
เวลาผ่านไปหลายชั่วโมงจนพระอาทิตย์เริ่มลับขอบฟ้า ท้องฟ้าเปลี่ยนเป็นสีม่วงอมเทา มินอาเริ่มหนาวสั่น แต่เธอก็ยังไม่ขยับไปไหน จนกระทั่งไฟหน้าของรถคันหนึ่งส่องสว่างขึ้น มันเป็นรถสีดำสนิทที่เธอมั่นใจว่าเป็นรถของคุณแม่พี่พริ้ม รถคันนั้นค่อยๆ เคลื่อนตัวออกมาจากรั้วบ้าน
มินอารีบก้มตัวลงต่ำ หัวใจเต้นรัวเหมือนกลองรบ ทว่าวินาทีที่รถคันนั้นขับผ่านไป หางตาของเธอกลับเหลือบไปเห็นเงาร่างหนึ่งนั่งอยู่เบาะหลังคนขับ เส้นผมยาวสลวยที่คุ้นเคยนั้นทำไมถึงดูซูบผอมลงไปเพียงนี้ พี่พริ้มไม่ได้มองออกมานอกหน้าต่าง ดวงตาคู่สวยคู่นั้นเหม่อลอยไปข้างหน้าอย่างไร้จุดหมาย
มินอาตัดสินใจขับรถตามรถคันนั้นไปอย่างช้าๆ รักษาระยะห่างไว้อย่างระมัดระวัง รถคันนั้นมุ่งหน้าไปทางสนามบิน ความสับสนโถมเข้าใส่จนมินอาหายใจไม่ออก นี่มันเกิดอะไรขึ้น? ทำไมพี่พริ้มถึงต้องไปสนามบินในวันที่ปิดเทอมเพิ่งเริ่มต้น?
รถจอดลงที่อาคารผู้โดยสารระหว่างประเทศ ความร้อนรนทำให้มินอาทิ้งรถไว้ที่ลานจอดแล้ววิ่งกระหืดกระหอบเข้าไปในโถงผู้โดยสาร เธอสอดส่ายสายตาหาคนทั้งคู่ท่ามกลางฝูงชนที่ขวักไขว่ จนกระทั่งเห็นแผ่นหลังของคนทั้งสองกำลังก้าวเดินไปที่เคาน์เตอร์เช็คอิน
“พี่พริ้ม!” มินอาตะโกนเรียกสุดเสียงท่ามกลางเสียงจอแจ
ร่างโปร่งของพี่พริ้มชะงักกึกทันที เธอหันกลับมามองตามเสียงเรียก ดวงตาของเธอเบิกกว้างด้วยความตกใจและสั่นไหวอย่างรุนแรง ในขณะที่มารดาของเธอก็หันมามองด้วยสายตาที่เย็นชาจนน่ากลัวกว่าเดิม
พี่พริ้มอ้าปากค้าง เหมือนอยากจะพูดอะไรบางอย่างแต่กลับถูกมารดาจับต้นแขนไว้แน่น “อย่าแม้แต่จะคิดพริ้ม... ถ้าลูกก้าวขาเดินย้อนกลับไปหาเด็กคนนั้น วันนี้ลูกจะไม่ได้ไปลอนดอน และมิตรภาพที่ลูกพยายามรักษาไว้... มันจะจบลงด้วยความพินาศของคนคนนั้นทันที”
มินอายืนนิ่งงันอยู่ห่างไปไม่กี่เมตร ข้อความขู่กรรโชกนั้นดังก้องอยู่ในโสตประสาท พี่พริ้มหันมามองมินอาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดและคราบน้ำตา ก่อนจะตัดสินใจหันหลังกลับและเดินจากไปโดยไม่หันกลับมามองอีกเลย
ในวินาทีที่ร่างนั้นลับตาไปในช่องตรวจผู้โดยสาร มินอาก็รู้สึกเหมือนโลกทั้งใบแตกสลายลงต่อหน้า ทว่าในตอนนั้นเอง ก็มีมือปริศนาจากด้านหลังเอื้อมมาแตะที่ไหล่ของเธอเบาๆ พร้อมกับเสียงกระซิบที่ทำให้มินอาต้องหยุดทุกความรู้สึก
“ตามไปก็เปล่าประโยชน์หรอกนะ... เพราะที่ที่เขาจะไปน่ะ มันไม่ใช่แค่ที่ที่เธอตามไปไม่ถึง แต่มันเป็นที่ที่เธอไม่มีสิทธิ์จะแม้แต่จะเอ่ยชื่อคนคนนั้นอีกต่อไป... รู้ใช่ไหมว่าทำไม?”
มินอาค่อยๆ หันกลับไปมองเจ้าของเสียงนั้น และสิ่งที่เธอเห็นก็ทำให้หัวใจที่แตกสลายของเธอแทบหยุดเต้นลงในทันที... เพราะคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าเธอคือ ‘รุ่นพี่ที่ควรจะเรียนจบไปแล้วและเป็นคนเดียวที่พี่พริ้มเคยบอกว่า... คือเหตุผลที่ทำให้เธอไม่เคยกล้าเปิดใจให้ใครเลย’
หวังว่าตอนที่ 18 นี้จะทำให้หัวใจของรี้ดเดอร์สั่นไหวไปกับความเปราะบางของมินอานะคะ กลิ่นลิลลี่สีขาวขอบคุณที่ยังคงติดตามและร่วมลุ้นไปกับความรักของทั้งสองคนเสมอค่ะ
บันทึกความลับฉบับยืมชีท: รุ่นพี่ครับอย่าพึ่งใจร้าย•ตอนที่ 18
ปิดเทอมที่เหงาใจ
ผลงานโดย กลิ่นลิลลี่สีขาว
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กลิ่นลิลลี่สีขาว)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บันทึกความลับฉบับยืมชีท: รุ่นพี่ครับอย่าพึ่งใจร้าย นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!