“พี่พริ้มคะ... มินอาว่าเราควรคุยเรื่องนี้กันให้ชัดเจนก่อนที่ทุกอย่างจะสายไป”
น้ำเสียงของมินอาสั่นพร่าขณะขยับตัวถอยหลังจนแผ่นหลังปะทะกับประตูไม้บานหนักของห้องนอน กลิ่นน้ำหอมจางๆ ประจำตัวของรุ่นพี่ปีสี่ที่เธอยอมรับว่าเสพติดแผ่ซ่านเข้ามาจนแทบหายใจไม่ออก ในมือของอีกฝ่ายถือสมุดบันทึกเล่มหนาที่หน้าปกมีรอยยับย่นจากการเปิดอ่านซ้ำแล้วซ้ำเล่า—สมุดบันทึกที่บรรจุความลับและความรู้สึกของมินอาเอาไว้ตั้งแต่วันแรกที่ก้าวเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัย
พี่พริ้มไม่ได้ขยับเข้ามาใกล้กว่าเดิม เธอเพียงยืนนิ่งท่ามกลางแสงไฟสลัวจากโคมไฟหัวเตียง ดวงตาคมกริบที่มักจะฉายแววเย็นชาต่อโลกภายนอก บัดนี้กลับสั่นไหวอย่างรุนแรง ราวกับพายุที่พยายามสะกดกลั้นเอาไว้ไม่ให้พัดพาเอาความเข้มแข็งที่สร้างมาตลอดหลายปีพังทลาย
“ความลับที่ว่า... คือเรื่องที่เธอแอบมองฉันมาตลอดตั้งแต่ตอนรับน้องงั้นเหรอ มินอา?”
“ไม่ใช่แค่เรื่องนั้นค่ะ” มินอาสูดลมหายใจลึก พยายามรวบรวมเศษเสี้ยวความกล้า “รวมถึงเรื่องที่แม่พี่... กับสิ่งที่พี่ต้องแบกรับไว้คนเดียวด้วย”
พี่พริ้มแค่นหัวเราะในลำคอ เป็นเสียงหัวเราะที่ไร้ซึ่งความสุข มันแห้งแล้งและบาดลึกเข้าไปในความรู้สึกของคนฟัง เธอโยนสมุดบันทึกลงบนเตียงนอนนุ่มนิ่มอย่างไม่ใยดีก่อนจะก้าวเข้ามาประชิดตัวมินอา มือเรียวสวยที่มักจะใช้จับปากกาจดเลกเชอร์บรรจงเชยคางเด็กสาวขึ้นสบตา
“เธอคิดว่าเธอเป็นใคร มินอา? เด็กปีหนึ่งที่เอาแต่ขอเลกเชอร์ฉันไปวันๆ คิดเหรอว่าความปรารถนาดีของเธอจะช่วยให้ฉันหลุดพ้นจากกรงทองที่ครอบครัวสร้างไว้ได้? การที่เธอก้าวเข้ามาในชีวิตฉันตอนนี้... มันไม่ใช่ความรักหรอก แต่มันคือการหาเรื่องใส่ตัวต่างหาก”
มินอาไม่หลบสายตา แม้ขอบตาจะเริ่มร้อนผ่าว “ถ้ามินอาบอกว่ามินอาพร้อมจะหาเรื่องใส่ตัว... เพื่อที่จะให้พี่มีความสุขได้บ้างล่ะคะ?”
ความเงียบงันปกคลุมไปทั่วห้องจนได้ยินเสียงหัวใจของทั้งคู่เต้นเป็นจังหวะที่ไม่ประสานกัน พี่พริ้มชะงักไปครู่หนึ่ง แววตาของเธอเปลี่ยนไปเพียงเสี้ยววินาที จากความเกรี้ยวกราดกลายเป็นความอ่อนล้าที่ซ่อนอยู่ภายใต้หน้ากากน้ำแข็ง
“เธอสอบไฟนอลวิชานี้ไม่ผ่านหรอก ถ้าเธอยังเอาแต่พะวงเรื่องของฉันแบบนี้” พี่พริ้มพึมพำ เปลี่ยนเรื่องอย่างไม่เนียนนัก นิ้วเรียวเกลี่ยเส้นผมที่ปรกหน้าผากมินอาออกอย่างแผ่วเบา สัมผัสที่ทิ้งความอุ่นร้อนไว้บนผิวแก้ม “พรุ่งนี้เรามีสอบวิชาที่ยากที่สุด มินอา... กลับไปอ่านหนังสือของเธอซะ”
“ไม่ค่ะ” มินอาคว้าข้อมือของรุ่นพี่เอาไว้แน่น “เราจะอ่านไปด้วยกัน ที่นี่... ตอนนี้ และไม่ว่าพรุ่งนี้ข้อสอบจะออกมาเป็นยังไง เราจะผ่านมันไปด้วยกัน มินอาสัญญา... ไม่ว่าพี่จะเจอกับอะไร มินอาจะไม่ปล่อยมือพี่แน่นอน”
พี่พริ้มถอนหายใจยาว ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งบนพรมข้างๆ เตียง มินอารีบนั่งลงข้างกายอย่างรวดเร็ว เธอหยิบชีทสรุปเลกเชอร์ที่ตนเองเคยแกล้งทำเป็นยืมพี่พริ้มมาในวันแรกออกมาวางกางไว้ตรงกลาง ความตึงเครียดที่เคยอบอวลลดระดับลงเหลือเพียงกลิ่นอายของความพยายามร่วมกัน ท่ามกลางบรรยากาศการสอบที่บีบคั้น แสงไฟในห้องทำงานดูเหมือนจะสว่างขึ้นเล็กน้อยเมื่อคนสองคนเริ่มจดจ่ออยู่กับตัวอักษรบนกระดาษ แต่ละคำถามถูกแลกเปลี่ยน แต่ละปมปัญหาถูกช่วยกันคลี่คลาย
เวลาผ่านไปเนิ่นนานจนเข็มนาฬิกาขยับผ่านเข้าสู่ช่วงดึกสงัด มินอาที่นั่งพิงเตียงเริ่มสัปหงกจนหัวสั่นหัวคลอน พี่พริ้มมองดูเด็กสาวที่พยายามอย่างหนักเพื่อจะอยู่เคียงข้างเธอ ความรู้สึกบางอย่างที่เธอเคยปิดตายไว้ในส่วนลึกของหัวใจค่อยๆ พังทลายลงอย่างช้าๆ
“มินอา...” เสียงเรียกแผ่วเบาทำเอาคนง่วงสะดุ้งตื่น “ถ้าฉันบอกว่า... พรุ่งนี้ฉันอาจจะไม่ได้มาสอบล่ะ?”
มินอารีบลืมตาโพลง ความง่วงงุนมลายหายไปในทันที “หมายความว่ายังไงคะพี่พริ้ม?”
พี่พริ้มหันหน้าไปทางหน้าต่าง มองออกไปยังท้องฟ้ามืดมิดที่ไร้แสงดาว “แม่ฉัน... ท่านจะมาหาฉันที่หอพักพรุ่งนี้เช้า เพื่อบังคับให้ฉันย้ายคณะและกลับไปเรียนต่อที่ต่างประเทศทันทีที่สอบเสร็จ”
มินอาหน้าซีดเผือด เธอเข้าใจในทันทีว่าทำไมพี่พริ้มถึงได้ดูแตกสลายและเย็นชาจนน่าใจหาย ความลับที่ถูกซ่อนไว้ในบันทึกเล่มนั้นอาจจะเป็นเพียงเศษเสี้ยวของความจริงที่หนักหนาสาหัสกว่าที่เธอคาดไว้มากนัก มินอาตัดสินใจทำในสิ่งที่กล้าหาญที่สุดในชีวิต เธอโผเข้ากอดพี่พริ้มจากด้านหลัง สองแขนโอบรัดเอวบางเอาไว้แน่นราวกับกลัวว่าอีกฝ่ายจะสลายกลายเป็นอากาศธาตุไปต่อหน้าต่อตา
“ถ้าพี่ไม่อยากไป... มินอาก็จะช่วยพี่เองค่ะ” มินอากระซิบข้างหู “เราจะผ่านคืนนี้ไป แล้วพรุ่งนี้เช้า... มินอาจะเป็นคนเผชิญหน้ากับท่านแทนพี่เอง”
“เธอไม่เข้าใจหรอกมินอา... แม่ฉันไม่ใช่คนที่จะคุยด้วยได้ง่ายๆ” พี่พริ้มสะอื้นออกมาเบาๆ เป็นครั้งแรกที่มินอาได้ยินเสียงร้องไห้จากคนที่เข้มแข็งที่สุดในสายตาเธอ
ทว่าในขณะที่ความอบอุ่นกำลังก่อตัวขึ้น เสียงเคาะประตูห้องอย่างรุนแรงก็ดังขึ้นขัดจังหวะความเงียบสงัด มันไม่ใช่เสียงเคาะที่สุภาพ แต่เป็นการทุบประตูด้วยแรงโทสะที่ทำให้หัวใจของมินอาร่วงลงไปกองกับพื้น
“พริ้ม! แม่รู้ว่าลูกอยู่ในนั้น เปิดประตูเดี๋ยวนี้!”
น้ำเสียงที่เย็นเยียบและทรงอำนาจดังลอดเข้ามาจากอีกฝั่งของประตู พี่พริ้มตัวสั่นเทาอย่างรุนแรงในอ้อมกอดของมินอา ดวงตาของเธอเบิกกว้างด้วยความหวาดกลัวที่มินอาไม่เคยเห็นมาก่อน
“นั่นแม่ฉัน...” พี่พริ้มพึมพำ “ทำไมท่านถึงมาเร็วกว่ากำหนด...”
มินอามองไปที่ประตูที่กำลังถูกทุบซ้ำแล้วซ้ำเล่า ก่อนจะมองกลับมาที่หน้าต่างระเบียงห้องที่เปิดแง้มไว้เพียงเล็กน้อย ท่ามกลางสถานการณ์ที่บีบคั้นถึงขีดสุด มินอาตัดสินใจคว้ามือพี่พริ้มเอาไว้แน่นแล้วลากไปยังระเบียงทันที
“เราต้องไป เดี๋ยวนี้ค่ะพี่พริ้ม!”
ทว่าทันทีที่มินอาเปิดประตูระเบียงออกเพื่อจะพาพี่พริ้มหนี ร่างของหญิงวัยกลางคนในชุดสูทหรูหราที่ดูเหมือนเพิ่งก้าวลงมาจากรถคันหรูที่จอดอยู่ใต้หอพัก ก็ยืนตระหง่านอยู่ตรงนั้นเสียแล้ว—เธอไม่ได้มาคนเดียว แต่มาพร้อมกับชายชุดดำสองคนที่ยืนขนาบข้างด้วยท่าทางคุกคาม
“จะไปไหนงั้นเหรอ มินอา... ใช่ไหม?” แม่ของพี่พริ้มยิ้มเย็นเยียบขณะมองตรงมาที่พวกเธอสองคน “ลูกสาวฉันบอกว่ามีเรื่องสำคัญต้องทำ... ดูท่าจะเป็นเรื่องที่ทำให้แม่ต้องมาจัดการเองถึงที่นี่เลยนะ”
กลิ่นลิลลี่สีขาวหวังว่ารี้ดเดอร์ทุกท่านจะร่วมลุ้นและส่งกำลังใจให้มินอากับพี่พริ้มผ่านคืนวันอันโหดร้ายนี้ไปได้ด้วยกันนะคะ
บันทึกความลับฉบับยืมชีท: รุ่นพี่ครับอย่าพึ่งใจร้าย•ตอนที่ 17
คำสัญญาในคืนวันสอบ
ผลงานโดย กลิ่นลิลลี่สีขาว
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กลิ่นลิลลี่สีขาว)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บันทึกความลับฉบับยืมชีท: รุ่นพี่ครับอย่าพึ่งใจร้าย นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!