"ถ้าพี่พริ้มยังทำหน้าเหมือนคนกำลังจะถูกส่งไปลี้ภัยแบบนี้ มินอาจะถือว่าน้ำส้มแก้วนี้มีพิษจริงๆ นะคะ"
ฉันวางแก้วน้ำส้มคั้นสดลงบนโต๊ะไม้ตัวเล็กในมุมเงียบที่สุดของห้องสมุด เสียงกระทบของแก้วกับจานรองดังเบาๆ แต่ในความเงียบงัน มันกลับดังก้องจนคนที่นั่งฝั่งตรงข้ามสะดุ้งเล็กน้อย พี่พริ้มละสายตาจากตำราเรียนภาษาต่างประเทศเล่มหนา เงยหน้าขึ้นมองฉันด้วยแววตาที่ยังคงติดร่องรอยของความกังวลอย่างปิดไม่มิด
ริมฝีปากบางของรุ่นพี่เม้มเข้าหากันแน่น ก่อนจะคลายออกเป็นรอยยิ้มจางๆ ที่ดูเหมือนจะฝืนทำ
"พี่ไม่ได้เป็นอะไรสักหน่อย... มินอาคิดมากไปหรือเปล่า"
"มินอาอาจจะคิดมาก แต่สายตาพี่พริ้มมันโกหกไม่เก่งเลยค่ะ" ฉันหย่อนตัวลงนั่งฝั่งตรงข้าม ยืดตัวตรงแล้วประสานมือวางไว้บนโต๊ะ พยายามส่งยิ้มที่กว้างที่สุดและดูสดใสที่สุดเท่าที่จะทำได้ "เมื่อวานที่มินอาเงียบไป ไม่ใช่เพราะโกรธหรือเสียใจเรื่องที่พี่พริ้มพูดหรอกนะคะ แต่เพราะมินอารู้สึกว่า... พี่พริ้มกำลังแบกโลกทั้งใบไว้คนเดียว แล้วมินอาก็ทำอะไรไม่ได้เลย นอกจากนั่งมองดูพี่พริ้มเจ็บปวด"
พี่พริ้มชะงักไป ดวงตาคู่สวยสั่นไหววูบหนึ่ง ราวกับถูกเข็มเล่มเล็กๆ ทิ่มแทงลงไปในความรู้สึกที่เธอพยายามซ่อนไว้ภายใต้หน้ากากแห่งความเย็นชา
"เรื่องของครอบครัวพี่... มันไม่ใช่สิ่งที่เด็กปีหนึ่งแบบเราควรเอามาแบกรับนะ" เสียงของเธอแผ่วเบาและแหบพร่า เป็นน้ำเสียงที่ทำให้หัวใจของฉันกระตุกวูบ
ฉันเอื้อมมือไปคว้าสมุดจดเล่มโปรดของตัวเองออกมา เปิดหน้าว่างเปล่าแล้วหยิบปากกาขึ้นมาเขียนข้อความสั้นๆ ด้วยลายมือบรรจง ก่อนจะเลื่อนสมุดไปตรงหน้าเธอ
*‘ถ้าการแบกโลกทั้งใบมันหนักเกินไป ลองวางไว้ที่ไหล่ของมินอาดูไหมคะ? ถึงมินอาจะตัวเล็ก แต่สัญญาว่าจะเป็นฐานที่มั่นคงให้พี่พริ้มพักพิงเอง’*
พี่พริ้มอ่านข้อความนั้นเงียบๆ เนิ่นนานจนฉันเริ่มใจคอไม่ดี มือเรียวยาวของเธอที่วางอยู่บนโต๊ะเริ่มบีบเข้าหากันแน่นจนเส้นเลือดจางๆ ปรากฏขึ้น ฉันตัดสินใจคว้ามือของเธอมากุมไว้เบาๆ ผิวสัมผัสที่เย็นเยียบของรุ่นพี่ทำให้ฉันยิ่งตระหนักว่า ภายใต้ท่าทางสง่างามนั่น เธอเปราะบางแค่ไหน
"มินอา..." เธอเรียกชื่อฉัน เสียงนั้นสั่นพร่า "พี่กลัว... พี่กลัวว่าถ้าพี่อนุญาตให้ตัวเองมีความสุขจริงๆ สุดท้ายแล้วทุกอย่างจะพังลงเหมือนที่ผ่านมา"
"งั้นเรามาลองเริ่มจากความสุขเล็กๆ กันดีไหมคะ?" ฉันบีบมือเธอเบาๆ พลางส่งยิ้มให้ "วันนี้มินอาแอบไปซื้อพายสตรอว์เบอร์รี่ร้านที่พี่ชอบมาด้วยนะคะ อยู่ในกระเป๋าข้างๆ นี่เอง ถ้าพี่พริ้มยิ้มให้มินอาสักนิด มินอาจะยอมให้พี่พริ้มยืมชีทวิชาประวัติศาสตร์วรรณกรรมที่มินอาสรุปเองกับมือเลย เอ้า... ข้อเสนอดีขนาดนี้ พี่พริ้มจะปฏิเสธลงเหรอคะ?"
พี่พริ้มมองใบหน้าที่ตั้งใจแสดงความร่าเริงของฉัน แล้วในที่สุด มุมปากของเธอก็ค่อยๆ ขยับขึ้น... รอยยิ้มที่ไม่ได้ปรุงแต่ง ไม่ใช่รอยยิ้มตามมารยาท แต่มันเป็นยิ้มที่ดูผ่อนคลายและจริงใจที่สุดเท่าที่ฉันเคยเห็นมา
"เด็กแสบ... รู้จุดอ่อนพี่หมดเลยนะ" เธอหัวเราะเบาๆ ในลำคอ บรรยากาศอึมครึมรอบตัวเริ่มสลายไปเหมือนควันจางๆ
เรานั่งคุยกันถึงเรื่องสัพเพเหระอยู่ครู่ใหญ่ ฉันพยายามชวนคุยเรื่องตลกๆ ในคณะ เรื่องที่เพื่อนร่วมรุ่นทำพลาดตอนสอบ หรือเรื่องแมวที่ชอบมาเดินป่วนหน้าคณะ เพื่อให้พี่พริ้มได้ลืมเรื่องหนักใจจากทางบ้านไปบ้าง พอมองเห็นแววตาที่เริ่มเป็นประกายสดใสขึ้นของเธอ หัวใจของฉันก็เหมือนจะพองโตด้วยความอิ่มเอม
แต่แล้ว... ความสุขที่กำลังก่อตัวขึ้นก็ต้องสะดุดลง
เสียงฝีเท้าหนักๆ ของใครบางคนหยุดลงข้างโต๊ะเรา เงาของบุคคลที่สามทาบทับลงมาบนตำราตรงหน้า พี่พริ้มชะงักกึกทันทีที่เงยหน้าขึ้นมองคนมาใหม่ รอยยิ้มบนใบหน้าของเธอหายวับไปราวกับถูกลบด้วยยางลบ สายตาที่เคยอ่อนโยนเปลี่ยนเป็นความหวาดหวั่นและเย็นชาในเสี้ยววินาที
ฉันหันไปมองตาม ก่อนจะพบกับชายวัยกลางคนในชุดสูทเนี้ยบกริบที่ดูคุ้นตา... คุ้นจนน่าขนลุก เขาคือกรรมการบริหารบริษัทส่งออกที่เคยเห็นในนิตยสารธุรกิจซึ่งเป็นคนเดียวกับ 'พ่อ' ที่พี่พริ้มเคยกล่าวถึงด้วยความหวาดกลัว
"พริ้ม... พ่อบอกกี่ครั้งแล้วว่าอย่ามานั่งเสียเวลาเล่นกับเด็กพวกนี้" เสียงทุ้มต่ำและทรงอำนาจของเขาดังก้องไปทั่วมุมห้องสมุดที่เงียบสงัด "มีเอกสารสำคัญที่หนูต้องเซ็นวันนี้ อย่าให้พ่อต้องรอนานกว่านี้เลยนะ"
พี่พริ้มค่อยๆ ปล่อยมือฉันออก แรงบีบจากมือของเธอที่เคยส่งผ่านความอบอุ่นมาให้กลับกลายเป็นความเย็นเฉียบจนฉันใจหาย เธอค่อยๆ ลุกขึ้นยืนช้าๆ ร่างกายดูแข็งเกร็งเหมือนตุ๊กตากระเบื้องที่พร้อมจะแตกสลายได้ทุกเมื่อ
เธอไม่ได้หันมามองฉันเลยแม้แต่นิดเดียว ก่อนจะก้าวเท้าเดินตามผู้ชายคนนั้นออกไปอย่างว่างเปล่า
ทิ้งไว้เพียงสมุดบันทึกของฉันที่เปิดค้างไว้ หน้ากระดาษที่เขียนว่า 'ฐานที่มั่นคง' ของฉัน ถูกลมจากหน้าต่างพัดจนเปิดไปยังหน้าถัดไป... หน้าที่มีรูปถ่ายของฉันกับพี่พริ้มที่แอบถ่ายไว้ตอนไปกินไอศกรีมด้วยกัน ซึ่งบัดนี้มันกำลังเปื้อนรอยหยดน้ำสีเข้มที่หล่นลงมาจากไหนก็ไม่ทราบได้
ฉันได้แต่ยืนนิ่งค้างอยู่ที่เดิม มือที่ยังคงสั่นเทาคว้าอากาศไว้ได้เพียงความว่างเปล่า... ความลับที่พี่พริ้มพยายามปกปิดกำลังจะถูกกระชากออกมาต่อหน้าต่อตาฉันแล้ว และดูเหมือนว่า 'ความสุข' ที่เราเพิ่งสร้างกันขึ้นมา กำลังจะถูกทำลายลงอย่างไม่มีชิ้นดี
ด้วยรักจาก กลิ่นลิลลี่สีขาวค่ะ
บันทึกความลับฉบับยืมชีท: รุ่นพี่ครับอย่าพึ่งใจร้าย•ตอนที่ 31
การง้อที่แสนน่ารัก
ผลงานโดย กลิ่นลิลลี่สีขาว
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กลิ่นลิลลี่สีขาว)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บันทึกความลับฉบับยืมชีท: รุ่นพี่ครับอย่าพึ่งใจร้าย นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!