“หากเจ้ายังดื้อรั้นที่จะเปิดปากเต็นท์ออกไปในยามที่พายุหิมะกำลังแผดเผาเช่นนี้ ต่อให้เป็นหมอเทวดาที่สามารถเรียกวิญญาณกลับจากปรโลกได้ ข้าก็เกรงว่าร่างของเจ้าจะกลายเป็นเพียงรูปสลักน้ำแข็งที่ไร้ลมหายใจเสียก่อน”
เสียงทุ้มต่ำดุจเสียงคำรามของพยัคฆ์ร้ายในยามค่ำคืนดังขึ้นแทรกท่ามกลางเสียงหวีดหวิวของพายุหิมะที่โหมกระหน่ำอยู่ภายนอกกระโจมพัก หลงเฟิงเฉินไม่ได้เงยหน้าขึ้นจากแผนที่ยุทธศาสตร์ที่กางอยู่บนโต๊ะไม้ตัวเตี้ย ทว่ามือที่ถือพู่กันกลับหยุดนิ่งสนิท ดวงตาคมกริบดั่งใบมีดที่ผ่านการอาบเลือดมานับไม่ถ้วนตวัดมองสตรีร่างบางที่กำลังพยายามแกะเชือกผูกผ้าใบเต็นท์ด้วยความดื้อรั้น
สวี่ว่านชิงชะงักมือ นางหันกลับมาประจันหน้ากับบุรุษผู้กุมอำนาจกองทัพประจิม ดวงตาคู่สวยดุจกวางป่าในความมืดสั่นไหวเล็กน้อยด้วยความเหนื่อยล้า “ท่านอ๋อง หากท่านไม่ส่งคนออกไปแจ้งข่าวที่ด่านหน้า เสบียงที่เราพกมาไม่เพียงพอต่อการรอให้พายุสงบได้ถึงสามวัน และหากทหารกลุ่มนั้นขาดการติดต่อเพียงครู่เดียว กลอุบายขององค์ชายสามที่วางไว้ในจวนแม่ทัพก็จะกลายเป็นความจริง ท่านยอมให้หมากที่วางไว้พังทลายเพียงเพราะพายุที่ไม่มีวันสิ้นสุดนี้หรือ?”
หลงเฟิงเฉินวางพู่กันลง เขาขยับกายลุกขึ้นช้าๆ ร่างสูงใหญ่ที่ปกคลุมด้วยชุดคลุมขนจิ้งจอกสีดำสนิททำให้กระโจมที่กว้างขวางดูแคบลงถนัดตา เขาก้าวผ่านกองฟืนที่กำลังมอดไหม้มาหยุดยืนอยู่เบื้องหน้านาง ระยะห่างที่ใกล้จนสามารถสัมผัสได้ถึงไออุ่นจากกายแกร่งและกลิ่นอายไม้กฤษณาจางๆ ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว
“หมากกระดานนี้ข้าเป็นผู้เดิน” เขากล่าวพลางเอื้อมมือไปคว้าข้อมือนางที่เย็นเฉียบดั่งหิมะข้างนอกนั้น แล้วดึงเข้าหาตัวอย่างถือสิทธิ์ “และข้าไม่เคยให้ผู้ใดมาตัดสินใจแทนในยามที่ความตายกำลังยืนรออยู่ที่หน้าประตู ข้าขอเตือนเจ้าเป็นครั้งสุดท้าย...สวี่ว่านชิง, อยู่ห่างจากพายุนี้เสีย หากเจ้ายังเห็นแก่ลมหายใจของตัวเอง”
สวี่ว่านชิงแหงนหน้าสบตากับเขา แววตาของนางไม่มีความเกรงกลัว มีเพียงความรั้นที่ซ่อนอยู่ในความเยือกเย็น “ท่านกลัวหรือ? กลัวว่าหากข้าตายไป ท่านจะไม่มี ‘หมาก’ ที่ฉลาดเฉลียวพอจะช่วยท่านไขปริศนาเรื่องมู่หรงที่จวนอ๋อง?”
เสียงหัวเราะในลำคอของหลงเฟิงเฉินดังก้องขึ้น มันเป็นเสียงหัวเราะที่ไร้ซึ่งความรื่นรมย์ แฝงไปด้วยความร้าวรานบางอย่างที่นางคาดไม่ถึง เขาเชยคางนางขึ้น บังคับให้นางต้องมองลึกเข้าไปในดวงตาที่มักจะซ่อนความโหดเหี้ยมเอาไว้ “ข้าไม่กลัวความตาย แต่ข้าเกลียดความสูญเสีย... โดยเฉพาะการสูญเสียสิ่งที่ข้าอุตส่าห์ปกป้องไว้ด้วยเลือดของตัวเอง”
ท่ามกลางพายุที่กรีดร้องอยู่ภายนอก อุณหภูมิภายในเต็นท์กลับร้อนผ่าวด้วยกระแสความกดดันที่พุ่งพล่าน ทั้งสองเผชิญหน้ากันในท่าทางที่ล่อแหลม ร่างกายแนบชิดจนลมหายใจอุ่นร้อนปะทะกัน ความขัดแย้งในใจที่สวี่ว่านชิงพยายามสลัดทิ้งมาตลอดทาง—ความรู้สึกที่ไม่ควรเกิดขึ้นกับบุรุษที่นางตั้งใจจะ ‘หย่าขาด’ และ ‘หนีไปให้ไกล’—บัดนี้กลับเด่นชัดขึ้นดั่งเปลวไฟที่เผาผลาญเหตุผลทั้งหมดของนางจนมอดไหม้
นางพยายามจะผละออก แต่เขากลับยิ่งรั้งร่างนางไว้แน่นขึ้น มือหนาข้างหนึ่งประคองแผ่นหลังของนางไว้ มั่นคงและหนักแน่น “เจ้าคิดว่าการหย่าขาดจะทำให้เจ้าเป็นอิสระจากข้าได้จริงหรือ? ในโลกที่ข้าปกครองด้วยคมดาบ เจ้าคิดว่าจะมีที่แห่งใดที่กฎหมายหรือสัญญากระดาษแผ่นเดียวจะช่วยเจ้าให้รอดพ้นจากเงื้อมมือของข้าได้?”
สวี่ว่านชิงกัดริมฝีปากแน่น “ท่านกำลังใช้อำนาจเผด็จการตัดสินชีวิตผู้อื่น แม้กระทั่งกับฮูหยินของท่านเอง”
“ข้ามิได้ใช้อำนาจ” เขากระซิบชิดใบหู เสียงนั้นแหบพร่าและสั่นไหวอย่างยากจะควบคุม “ข้าใช้หัวใจที่ถูกกักขังไว้ในกรงขังของความแค้นมานานนับปี... ซึ่งบัดนี้มันมีเพียงเจ้าที่ถือลูกกุญแจดอกนั้นไว้แต่เพียงผู้เดียว”
พายุหิมะด้านนอกทวีความรุนแรงขึ้นจนกระโจมสั่นไหวคล้ายจะปลิวไปตามแรงลม แสงจากตะเกียงน้ำมันสั่นไหววูบวาบ สร้างเงาของทั้งสองให้ทาบทับกันราวกับกำลังร่ายรำในห้วงแห่งโชคชะตาที่มิอาจหลีกเลี่ยง สวี่ว่านชิงรู้สึกถึงหัวใจที่เต้นระรัวในอก นางรู้ดีว่าบุรุษผู้นี้อันตรายเกินกว่าจะเข้าใกล้ แต่ในยามนี้ อ้อมกอดของเขากลับเป็นที่กำบังเดียวที่ป้องกันนางจากความหนาวเหน็บของโลกภายนอก
ทว่า ในขณะที่ความเงียบงันเริ่มปกคลุมและอารมณ์ของทั้งคู่กำลังถลำลึกจนยากจะถอนตัว เสียงฝีเท้าหนักๆ ของม้าศึกหลายตัวก็ดังแทรกผ่านเสียงพายุเข้ามาใกล้กระโจมพัก ตามด้วยเสียงตะโกนแจ้งข่าวที่ทำให้เลือดในกายของหลงเฟิงเฉินเย็นเยียบ
“ท่านอ๋อง! เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ! มีกองกำลังปริศนาแฝงตัวมากับพายุหิมะ พวกมันตัดเส้นทางเสบียงและสังหารองครักษ์ประจำจุดที่สามไปจนหมดสิ้น... ตอนนี้พวกมันกำลังมุ่งหน้ามายังจุดพักแรมแห่งนี้!”
หลงเฟิงเฉินผละออกจากสวี่ว่านชิงทันที แววตาคลั่งรักเมื่อครู่พลันเปลี่ยนเป็นดุร้ายดั่งพยัคฆ์ล่าเหยื่อ เขาคว้าดาบประจำกายที่วางอยู่ข้างเตียงขึ้นมาในทันใด ก่อนจะหันมาสั่งการเสียงเฉียบขาด “สวี่ว่านชิง เจ้าอยู่ที่นี่ อย่าก้าวออกไปไหนจนกว่าข้าจะกลับมา... หากมีใครก้าวผ่านผ้าใบเข้ามานอกจากข้า ให้ใช้ยาพิษที่เจ้าพกไว้ในแขนเสื้อนั่นสังหารมันเสีย อย่าได้ลังเล!”
เขาก้าวพรวดพราดออกไปสู่พายุหิมะ ทิ้งให้นางยืนอยู่ท่ามกลางความมืดมิดเพียงลำพัง ทว่าก่อนที่ผ้าใบเต็นท์จะปิดสนิท เสียงฝีเท้าที่มิใช่ของทหารของเขา—เสียงฝีเท้าที่แผ่วเบาและไร้ร่องรอย—กลับดังขึ้นจากมุมมืดด้านหลังของกระโจม
สวี่ว่านชิงมือสั่นเทาขณะเอื้อมไปแตะขวดแก้วใบเล็กในแขนเสื้อ แต่นางกลับต้องชะงักงัน เมื่อมีเสียงกระซิบอันคุ้นเคยและเยือกเย็นดังขึ้นจากด้านหลัง
“ฮูหยินเอก... ท่านอ๋องผู้เก่งกาจคงไม่ทันสังเกตเห็น ว่าคนที่นำทางกองโจรเข้ามาในคืนนี้ ไม่ใช่ใครที่ไหน... แต่เป็นมิตรแท้ที่ท่านไว้ใจที่สุดอย่างข้านี่เอง”
ปลายคมดาบเย็นเฉียบจ่อเข้าที่ลำคอของนาง พร้อมกับกลิ่นหอมของดอกกุ้ยฮวาที่นางคุ้นเคยเป็นอย่างดี... กลิ่นประจำตัวของฮูหยินรองมู่หรงที่ควรจะอยู่ที่จวนอ๋องในเมืองหลวง!
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านช่วงเวลาอันเข้มข้นนี้ไปพร้อมกับพงศาวดารมีชีวิตเสมอนะครับ
ฮูหยินเอกผู้นี้ขอหย่าขาดจากท่านอ๋องก(ล)บฏ•ตอนที่ 16
ค่ายพักแรมกลางพายุหิมะ
ผลงานโดย พงศาวดารมีชีวิต
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พงศาวดารมีชีวิต)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ฮูหยินเอกผู้นี้ขอหย่าขาดจากท่านอ๋องก(ล)บฏ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!