ฮูหยินเอกผู้นี้ขอหย่าขาดจากท่านอ๋องก(ล)บฏ•ตอนที่ 15

กองทัพม้าเหล็กและฝุ่นตลบ

ผลงานโดย พงศาวดารมีชีวิต
กลิ่นคาวเลือดจางๆ คละคลุ้งปะปนมากับฝุ่นผงสีชาที่ถูกพายุเกือกม้าแผดเผาจนท้องฟ้าเบื้องบนแปรเปลี่ยนเป็นสีทองแดง ท่ามกลางหุบเขาอู๋เซียนอันทุรกันดาร กองทัพม้าเหล็กหุ้มเกราะนับหมื่นนายกำลังเคลื่อนพลด้วยวินัยอันเคร่งครัด เสียงโลหะกระทบกันดังสนั่นหวั่นไหวราวกับเสียงคำรามของพญามังกรใต้พิภพ ทว่า ณ ใจกลางขบวนทัพอันดุร้ายและเต็มไปด้วยกลิ่นอายความตาย กลับปรากฏร่างบอบบางในอาภรณ์สีขาวปักลายเมฆาด้วยด้ายเงิน ร่างของสวี่ว่านชิงประทับอยู่บนหลังอาชาสีหมอกอย่างสง่างาม แม้ความเหนื่อยล้าจากการเดินทางยาวนานหลายวันจะเริ่มกัดกินเรี่ยวแรง แต่นัยน์ตาคู่คมปลาวาฬกลับฉายแววเด็ดเดี่ยวเยือกเย็น ไม่มีความหวาดหวั่นพรั่นพรึงแม้แต่น้อย "ฮูหยินเอก... เส้นทางเบื้องหน้าเป็นหุบเขาชันแคบ น้ำในกระติกของกองเสบียงเหลือน้อยเต็มทีแล้ว เกรงว่าหากฝืนเดินทัพทั้งวันทั้งคืนเช่นนี้ กองพลทหารราบและนางกำนัลในขบวนจะล้มป่วยลงเสียก่อนนะครับ" แม่ทัพรองจ้าว นายกองผู้กรำศึกมาโชกโชนควบม้าเข้ามาคารวะด้วยความร้อนใจ สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความกังวลระคนเกรงอกเกรงใจ แม้ในตอนแรกเหล่าทหารกล้าเดนตายในกองทัพประจิมจะมองสตรีจากเมืองหลวงผู้นี้เป็นเพียงภาระถ่วงแข้งถ่วงขา เป็นดอกไม้บอบบางในห้องหอที่ถูกส่งมาทิ้งขว้างตามเกมการเมือง แต่วันเวลาหลายวันที่ผ่านมาบนเส้นทางกันดาร กลับพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า สตรีที่นั่งหลังตรงราวกับหยกสลักผู้นี้มีความแข็งแกร่งเกินกว่าบุรุษบางคนเสียอีก สวี่ว่านชิงดึงบังเหียนม้าให้ช้าลงเล็กน้อย นางไม่เอ่ยปากบ่นแม้แต่คำเดียว รอยคล้ำใต้ดวงตาบ่งบอกถึงการพักผ่อนไม่เพียงพอ แต่มุมปากกลับยกย่องขึ้นเล็กน้อยด้วยรอยยิ้มอันสุขุม นางกวาดสายตามองไปยังเหล่าทหารหาญที่ริมฝีปากแห้งผากและเนื้อตัวปกคลุมด้วยฝุ่นหนา ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงกังวานใสแต่ทรงพลัง "ท่านแม่ทัพจ้าว... ทหารผู้กล้าแห่งกองทัพประจิมย่อมดื่มกินเลือดกลางสนามรบได้ ไฉนเลยจะพ่ายแพ้ต่อความแห้งแล้งเพียงชั่วคราวเล่า?" นางหยิบขวดกระเบื้องเคลือบสีฟ้าครามออกจากย่ามประจำตัว ยื่นส่งให้เขาพลางกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "ในย่ามของข้ามีลูกอมสมุนไพรเป่ยซาน แจกจ่ายให้เหล่าทหารอมไว้ใต้ลิ้น จะช่วยลดความกระหายน้ำและรักษาความชุ่มชื้นในลำคอได้ ส่วนน้ำในกระติกที่เหลือ ให้เทรวมกันแล้วผสมผงเกลือแร่ที่ข้าปรุงขึ้นนี้ลงไป แบ่งกันจิบทีละน้อย ห้ามผู้ใดดื่มรวดเดียวเด็ดขาด" แม่ทัพรองจ้าวนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ ดวงตาคมกริบมองขวดกระเบื้องในมือสลับกับใบหน้าขาวเนียนที่เปรอะเปื้อนฝุ่นดินของนาง ความรู้สึกเลื่อมใสระคนยำเกรงพลุ่งพล่านขึ้นในอกอย่างห้ามไม่อยู่ เขารับคำด้วยน้ำเสียงหนักแน่น "รับด้วยเกล้าครับฮูหยิน!" ข่าวเรื่องการแบ่งปันเสบียงและยารักษาโรคเฉพาะกิจของสวี่ว่านชิงแพร่สะพัดไปทั่วกองทัพอย่างรวดเร็ว สายตาของเหล่าทหารกล้านับหมื่นที่เคยทอดมองมาด้วยความเคลือบแคลง บัดนี้แปรเปลี่ยนเป็นความเคารพภักดีอย่างสุดซึ้ง พวกเขาตระหนักแล้วว่า ฮูหยินเอกผู้นี้หาใช่สตรีอ่อนแอที่รอคอยความเมตตาจากท่านอ๋อง แต่นางคือ "มันสมอง" และ "หลักยึดเหนี่ยว" ที่พร้อมเคียงบ่าเคียงไหล่พวกเขาท่ามกลางพายุฝนแห่งสงคราม ทว่า ความสงบสุขชั่วคราวดำเนินไปได้ไม่นานนัก เมื่อขบวนทัพเคลื่อนเข้าใกล้เขตแดนรอยต่อระหว่างแคว้น เสียงระฆังเตือนภัยจากหอสังเกตการณ์บนยอดเขาก็ดังขึ้นกังวานระรัว! *กริ๊ง... กริ๊ง... กริ๊ง...* ฝุ่นตลบอบولเบื้องหน้าพลันทอ2567ความอึมครึม เงาร่างของม้าศึกนับร้อยนายปรากฏขึ้นบนสันเขา ทcธรณีสะเทือนเลื่อนลั่น ธนูอาบยาพิษนับพันดอกถูกง้างขึ้นพร้อมยิงลงมายังเบื้องล่าง ธงศึกปักรูปพยัคฆ์คำรามโบกสะบัดท่ามกลางกระแสลมแรง นั่นไม่ใช่กองโจรภูเขา แต่เป็นกองกำลังทหารรับจ้างเดนตายที่สวมชุดเกราะดำสนิทอย่างไร้สังกัด ซึ่ง1ในนั้นมีกลิ่นอายของราชสำนักเมืองหลวงซ่อนอยู่—องค์ชายสามหลงจิ้งส่งมือสังหารมาตัดกำลังพวกเขา ณ ที่แห่งนี้! "ตั้งกระบวนทัพคุ้มกัน!" แม่ทัพรองจ้าวคำรามลั่น ชักกระบี่ออกจากฝักเตรียมรับมือ แต่ด้วยความชันของภูมิประเทศ ทำให้ขบวนทัพตกเป็นรองในทันที สวี่ว่านชิงมิได้ตื่นตระหนก นางดึงสายบังเหียนแน่นจนข้อพับนิ้วขาวซีด สมองอันปราดเปรื่องประมวลผลอย่างรวดเร็วดั่งสายฟ้าแลบ นางมองกระแสลมที่กำลังพัดย้อนขึ้นจากหุบเขา มองกองเกวียนเสบียง และมองตำแหน่งของศัตรูบนยอดผา รอยยิ้มเยือกเย็นผุดขึ้นที่มุมปากของสตรีผู้กุมชะตากรรม "ท่านแม่ทัพจ้าว... สั่งให้พลธนูยิงลูกศรเพลิงไปยังแนวพงหญ้าแห้งทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือทันที ส่วนกองทหารม้าเหล็ก ให้แยกออกเป็นสองปีก โอบล้อมขึ้นไปทางเส้นทางลับหลังผาที่ข้าให้คนสำรวจไว้เมื่อวาน..." เสียงหวานใสเอชาสั่งการอย่างเฉียบขาด ราวกับยอดกุนซือผู้ผ่านศึกมานับร้อยครั้ง ทหารทุกนายต่างรับคำสั่งและปฏิบัติการตามทันทีอย่างไม่มีข้อกังขา เพียงชั่วพริบตา เปลวเพลิงโหมกระหน่ำพัดพาควันหนาทึบขึ้นสู่ท้องฟ้า บดบังทัศนวิสัยของมือสังหารบนยอดผาจนเกิดความโกลาหล เปิดช่องให้กองทหารม้าเหล็กของแคว้นประจิมบุกเข้าตลบหลังได้อย่างงดงาม ชัยชนะอยู่แค่เอื้อมมือ... ทว่า ในวินาทีที่สวี่ว่านชิงกำลังผ่อนลมหายใจด้วยความโล่งอกนั้นเอง ม้าศึกสีดำสนิทตัวหนึ่งก็ควบตะบึงฝ่ากลุ่มควันไฟเข้ามาอย่างรวดเร็วดั่งภูตผี บุรุษในชุดเกราะทมิฬผู้มีใบหน้าหล่อเหลาดุดันราวกับเทพแห่งความตาย ดวงตาคมกริบคู่นั้นจับจ้องมาที่นางด้วยประกายไฟที่ร้อนแรงยิ่งกว่าเปลวเพลิงรอบกาย หลงเฟิงเฉิน... ท่านอ๋องประจิมผู้ควรจะอยู่ที่ค่ายหลวงตอนใต้ ไฉนจึงมาปรากฏตัวอยู่ ณ สมรภูมิเดนตายแห่งนี้ได้? ก่อนที่สวี่ว่านชิงจะได้เอ่ยทักทาย ร่างสูงใหญ่ของท่านอ๋องก็พุ่งทะยานลงจากหลังม้า คว้าเอวบางของนางเข้าสู่อ้อมอกแกร่งในคราเดียว ลมหายใจอุ่นร้อนปะทะเข้าที่ข้างกกหู น้ำเสียงทุ้มต่ำแหบพร่ากระซิบชิดริมฝีปากด้วยความคลั่งรักและดุดันจนหัวใจนางกระตุกวูบ "กล้าดีอย่างไร... ถึงพาตัวเองมาเดินอยู่กลางปากเสือเช่นนี้, ว่านชิง... เจ้าคิดจะลองดีกับความอดทนของเปิ่นหวางถึงเพียงไหนกัน?" ยังไม่ทันที่สวี่ว่านชิงจะได้ตอบโต้ สายตาก็เหลือบไปเห็นเงาดำสายหนึ่งพุ่งแหวกอากาศเข้ามาจากด้านหลัง พร้อมกับปลายลูกศรอาบยาพิษที่พุ่งตรงมายังแผ่นหลังของหลงเฟิงเฉินอย่างรวดเร็วดั่งสายฟ้าแลบ—! ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านช่วงเวลาอันเข้มข้นนี้ไปพร้อมกับพงศาวดารมีชีวิตเสมอนะครับ
สารจากนักเขียน (พงศาวดารมีชีวิต)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ฮูหยินเอกผู้นี้ขอหย่าขาดจากท่านอ๋องก(ล)บฏ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%