เสียงจดพู่กันหมึกดำกระทบบนกระดาษฉวนจื่อแผ่นหนาดังระรัว ราวกับฝนห่าใหญ่ที่กำลังซัดสาดใส่หลังคาเรือนไม้ไผ่ ความเงียบงันภายในห้องโถงลับ ณ จวนอ๋องประจิมไม่ได้บ่งบอกถึงความสงบ หากแต่เป็นความกดดันอันหนักอึ้งชนิดที่ทำให้ผู้คนหายใจไม่ทั่วท้อง
"สัญญาสงบศึกสามปีที่แคว้นเป่ยหลี่เคยทำไว้ เป็นเพียงกระดาษชำระที่พวกมันใช้เช็ดคราบเลือดบนคมดาบก็เท่านั้น"
น้ำเสียงทุ้มต่ำราวกับเสียงคำรามของพยัคฆ์หนุ่มในหุบเขาดังขึ้น หลงเฟิงเฉินในชุดเกราะเหล็กสีนิลประดับลวดลายมังกรทะยานเมฆไม่ได้เงยหน้าขึ้นมองผู้ใด ดวงตาคมกริบดั่งเหยี่ยวพรากเหยื่อยังคงจดจ้องอยู่บนแผนที่ยุทธศาสตร์แผ่นใหญ่ที่กางอยู่เบื้องหน้า รอยแผลเป็นบางๆ ที่หางคิ้วกระตุกยามที่เขากำด้ามพู่กันในมือแน่นจนข้อต่อนิ้วขึ้นสีขาวซีด
สวี่ว่านชิงยืนนิ่งสงบอยู่เบื้องหน้าโต๊ะตัวใหญ่ นางสวมชุดคลุมยาวสีครามเข้มปักลายสมุนไพรไป๋เฉ่าด้วยด้ายเงินละเอียดอ่อน เส้นผมถูกรวบขึ้นครึ่งศีรษะด้วยปิ่นหยกขาวบริสุทธิ์ไร้ตำหนิ ใบหน้างามสงบเยือกเย็นราวน้ำในบึงลึก ไม่มีความตื่นตระหนกแม้แต่น้อย แม้ว่าราชยโองการด่วนจากท้องพระโรงจะเพิ่งประกาศก้องให้ทัพประจิมเคลื่อนพลขึ้นเหนือภายในเจ็ดวันเพื่อรับมือกับการรุกรานระลอกใหม่
"ท่านอ๋องทรงทราบดีอยู่แล้วว่าการศึกครั้งนี้ หาใช่เพียงการป้องกันชายแดนธรรมดาไม่" ว่านชิงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่ากังวานชัดเจน ก้าวเข้าไปใกล้โต๊ะแผนที่อีกครึ่งก้าว ปลายนิ้วเรียวยาวชี้ไปยังจุดยุทธศาสตร์สำคัญ "ช่องแคบอวี้เหมินมีภูมิประเทศเป็นใจแก่ฝ่ายตั้งรับก็จริง แต่หากกองเสบียงถูกตัดขาดจากทางตอนใต้ตามที่สายลับรายงาน เกรงว่าต่อให้มีกำลังพลแสนนาย ก็มิอาจต้านทานกระแสความหิวกระหายและโรคระบาดที่กำลังก่อตัวขึ้นในค่ายทหารได้"
หลงเฟิงเฉินเงยหน้าขึ้นในที่สุด สายตาคมปาวที่มักใช้มองขุนศึกศัตรูอ่อนลงวูบหนึ่งเมื่อสบเข้ากับดวงตาคู่สวยที่ฉายแววความเฉลียวฉลาดเกินสตรีใดในแผ่นดิน เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ร่างกายกำยำในชุดเกราะแผ่รังสีคุกคามที่น่าเกรงขามออกมาโดยธรรมชาติ ทว่ายามที่เขาเอื้อมมือไปกุมมือเรียวของนาง ความเย็นชาทั้งหมดกลับมลายหายสิ้นเหลือเพียงความอบอุ่นอันดุดลหินผา
"เจ้าก็รู้ว่าชายแดนประจิมมิใช่สถานที่สำหรับสตรี... แม้แต่แม่ทัพผู้ผ่านศึกมาโชกโชนยังต้องหลั่งเลือดจนแผ่นดินกลายเป็นสีชาด แล้วเหตุใด..." หลงเฟิงเฉินหยุดคำพูดไว้แค่นั้น ดวงตาคมลุ่มลึกจ้องลึกเข้าไปในดวงตานาง ราวกับต้องการค้นหาคำตอบว่าเหตุใดสตรีผู้เพียบพร้อมที่เพิ่งยื่นหนังสือหย่าขาดจากเขาเมื่อหลายวันก่อน ถึงยังคงยืนหยัดเคียงบ่าเคียงไหล่เขาในยามวิกฤตเช่นนี้
"หม่อมฉันมิใช่สตรีในห้องหอที่จะรอคอยความตายในจวนหลังนี้โดยไม่ทำอะไรพ่ะย่ะค่ะ ท่านอ๋อง" ว่านชิงดึงมือออกอย่างนุ่มนวลแต่มั่นคง รอยยิ้มบางเบาปรากฏขึ้นที่มุมปากอย่างเย้ยหยัน "อีกอย่าง... ในฐานะฮูหยินเอกแห่งจวนอ๋องประจิม การที่กองทัพจะขาดแคลนแพทย์สนามผู้มีความรู้เรื่องพิษและโรคระบาดจากแดนเหนือ คงไม่ใช่เรื่องฉลาดนักในการเดินหมากกระดานนี้"
บรรยากาศภายในห้องโถงเงียบงัดลงชั่วขณะ เสียงลมหายใจของทั้งคู่ประสานกันท่ามกลางกลิ่นอายของหมึกจีนและสนิมเหล็ก หลงเฟิงเฉินจ้องมองภรรยาของตนด้วยความรู้สึกซับซ้อน ทั้งรัก ทั้งหลงใหล และทึ่งในความเด็ดเดี่ยวที่หาญกล้าท้าทายอำนาจฟ้าดินของนาง เขารู้ดีว่าไม่อาจห้ามนางได้ และลึกๆ แล้ว... เขาก็ไม่อยากอยู่ไกลจากสายตาของนางเช่นกัน
"ดี..." หลงเฟิงเฉินแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ แววตาดุดลสะท้อนประกายความเหี้ยมเกรียม "หากเจ้าต้องการตามเสด็จในฐานะแพทย์สนาม ข้าจะแต่งตั้งให้เจ้าเป็น 'แม่ทัพแพทย์หลวง' ประจำกองทัพประจิม ผู้ใดกล้าขัดขวางหรือแม้แต่สบถใส่เจ้า... คมดาบในมือข้าจะไม่ไว้หน้าผู้ใดทั้งสิ้น แม้แต่เชื้อพระวงศ์จากเมืองหลวงก็ตาม"
การเตรียมการเคลื่อนพลเป็นไปอย่างเร่งรีบและเงียบเชียบ ขบวนรถม้าและกองทหารนับหมื่นนายพร้อมใจกันเคลื่อนตัวออกจากประตูเมืองประจิมภายใต้แสงจันทร์สลัว มู่หรงฮูหยินรองผู้ถูกกักบริเวณไว้ในเรือนพักชั้นใน ได้แต่ยืนมองขบวนรถม้าผ่านช่องหน้าต่างไม้แกะสลักอย่างคับแค้นใจ ใบหน้าที่เคยงดงามบิดเบี้ยวด้วยความริษยา นางกำมือแน่นจนเล็บจิกเข้า
"ปล่อยให้พวกมันไปตายที่ชายแดนเถอะ..." มู่หรงฮูหยินพึมพำกับความมืด รอยยิ้มเหี้ยมเกรียมผุดขึ้นบนเรียวปาก "เมื่อเจ้าออกจากจวนนี้ไปแล้ว... อย่าหวังว่าจะได้กลับมาเหยียบที่นี่อีกครั้งในฐานะฮูหยินเอก!"
ณ ขบวนเสด็จกองทัพหน้า ว่านชิงนั่งอยู่ภายในรถม้าคันใหญ่ที่ถูกดัดแปลงให้เป็นห้องตรวจรักษาย่อมๆ กลิ่นสมุนไพรจีนนานาชนิดอบอวลไปทั่ว นางกำลังจัดเตรียมห่อเข็มเงินและเทียบยาแก้พิษสำหรับแจกจ่ายให้แก่เหล่าทหารในกองหน้า ทันใดนั้น รถมาก็หยุดกะทันหันจนร่างของนางเซเล็กน้อย
"เกิดอะไรขึ้น?" ว่านชิงเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบขณะเลิกม่านผ้าไหมสีเข้มขึ้นมองออกไปด้านนอก
เงาร่างสูงโปร่งขององครักษ์เงาคนสนิทควบม้าเข้ามาใกล้ พร้อมกับยื่นกล่องไม้สนสลักลายวิจิตรหุ้มด้วยผ้าแพรสีเหลืองทองอร่าม ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของราชสำนักส่วนกลาง ส่งให้ผ่านหน้าต่างรถม้า
"กราบทูลฮูหยิน... มีม้าเร็วจากเมืองหลวงนำ 'ราชโองการลับ' มาส่งมอบให้ท่านอ๋องพ่ะย่ะค่ะ แต่ผู้ส่งสารระบุชัดเจนว่า... พระราชโองการฉบับนี้ จ่าหน้าซองถึง 'ฮูหยินสวี่ว่านชิง' โดยเฉพาะพ่ะย่ะค่ะ"
ว่านชิงรับกล่องไม้สนนั้นมาด้วยสีหน้าไร้ระลอกคลื่น ทว่าแววตากลับหรี่ลงเล็กน้อยด้วยความระแวดระวัง นางเปิดฝากล่องออกอย่างช้าๆ เผยให้เห็นกระดาษสีทองคำเปลวที่พับเก็บไว้อย่างประณีต พร้อมกับกลิ่นหอมจางๆ ของกำยานแปลกปลอมที่คละคลุ้งออกมาจากตัวกระดาษ
เมื่อนิ้วเรียวกางกระดาษแผ่นนั้นออก สายตาคมกวาดมองข้อความด้วยความรวดเร็ว ก่อนที่ลมหายใจของนางจะสะดุดไปชั่วขณะ
*...ด้วยพระราชประสงค์แห่งองค์จักรพรรดิ ทรงมีรับสั่งให้ปลดสวี่ว่านชิงพ้นจากตำแหน่งฮูหยินเอกแห่งจวนอ๋องประจิม ณ บัดนี้ และให้เดินทางกลับเมืองหลวงทันทีเพื่อรับพระราชอาญาฐานสมคบคิดกับกบฏ... หากขัดขืน... มีโทษประหารเจ็ดชั่วโคตรทันทีโดยไม่ต้องทูลเกล้าถวายฎีกาซ้ำ...*
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านช่วงเวลาอันเข้มข้นนี้ไปพร้อมกับพงศาวดารมีชีวิตเสมอนะครับ
ฮูหยินเอกผู้นี้ขอหย่าขาดจากท่านอ๋องก(ล)บฏ•ตอนที่ 14
ออกเดินทางสู่ชายแดนประจิม
ผลงานโดย พงศาวดารมีชีวิต
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พงศาวดารมีชีวิต)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ฮูหยินเอกผู้นี้ขอหย่าขาดจากท่านอ๋องก(ล)บฏ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!